Asd

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหาภารตะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหาภารตะ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มหากาพย์ มหาภารตะ ชีวิตในราชสำนัก การเล่นสกา การเนรเทศเหล่าปาณฑพ

หลัง จากที่พี่น้องปาณฑพทั้ง5คนได้ยินเสด็จแม่พูดแบบนั้นแล้ว หลายท่านก็อาจจะงงว่า เอ๊ะจะแบ่งกันยังไง จะอยู่กันยังไง ก็จะขอเล่าตำนานของพระนางเทราปตีให้ฟังสักเล็กน้อยนะครับ

พระนางเทราปตีเมื่อชาติที่แล้วชื่อว่า นาราญาณี เป็นเมียของฤาษีเฒ่า นางนาราญาณีเป็นคนตามใจสามีมากและฤาษีคนนี้มินิสัยขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก มาก แต่นางนาราญาณีนี้ก็ไมได้รังเกียจรังงอนอะไรสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทำเต็มที่ทำเท่าที่จะทำได้ก็อยู่ด้วยกันหลายปี ฤาษีก็เรียกนางนาราญาณีมาบอกว่า จริงๆแล้วที่ตนแกล้งจู้จี้ขี้บ่น ต่างๆนานานั้นหวังที่จะลองใจนางนาราญาณีดูเท่านั้น เมื่อผ่านการทดสอบแล้วนางนาราญาณี จะขอพรอะไรกับตน นางนาราญาณีก็บอกว่าขอฤาษีนั้นรักเธอเหมือนกับที่ผู้ชาย5คนรักเธอในเวลา เดียวกัน ฤาษีเฒ่าก็ให้พรแล้วทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งฤาษีเฒ่านั้นมี ภูมิธรรมสูงจนเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว(กะว่าจะตายแล้วว่างั้น)แต่นางนาราญาณี นั้นไม่ยอมเพราะนางมีความสุขเมื่ออยู่กับฤาษีเฒ่ามาก แต่ฤาษีเฒ่าก็ยังยืนยันว่าจะไม่อยู่แล้ว อยากตายเต็มแก่

นางนาราญาณีจึงบำเพ็ญตบะแล้วขอพรต่อพระศิวะ ว่า " ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี "

พระศิวะได้ยินก็เลยบอกไปว่า " โอ๊วววเค จัดให้ ชาติหน้าเจ้าจะเกิดมีหน้าตาสวยงามและมีสามี5โคนนนนนน"

"จ๊ากกก พระคุณเจ้า 5คนเชียวเหรออออ!!! หม่อมฉันจะรับไหวหรือ"

พระศิวะก็บอกว่า " I cannot help it!, ช่วยบ่ได้เว้ย ก็ฉันได้ยินเธอร้อง5ครั้งนี่นา" แล้วพระศิวะก็หายไป

ท้าวทรุปัทม์พ่อของพระนางเทราปตีนั้นตอนแรกก็กังวล ว่าลูกสาวจะไปตกระกำลำบากกับพราหมณ์ก็เลยสั่งให้ทหารไปเชิญตัวมาอยู่ในวัง แคว้นปัญจาละด้วยกัน ครั้งเมื่อท้าวทรุปัทม์เห็น ยุธิษฐีระซึ่งเป็นพี่คนโตซึ่งมีลักษณะน่าเกรงขาม(มีออร่า)และคิดในใจว่า พราหมณ์หนุ่มพวกนี้ไม่ใช่พราหมณ์ทั่วไปแน่ๆจึงได้ถามว่าความจริงว่าพวกท่าน นั้นคือใคร ยุธิษฐีระก็จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าพวกตนเป็นพี่น้องปาณฑพ ตนเป็นพระยุพราชย์ของหัสตินปุระ ส่วนพราหมณ์ที่ชนะในการประลองยิงปลาบนยอดเสาด้วยธนูนั้นเป็นน้องคนที่3ของตน ชื่อ อรชุน

ท้าวทรุปัทม์ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และจัดให้มีงานอภิเษกสมรมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ในแคว้นปัญจาละข่าวการอภิเษกสม รมรสได้เข้าหู ทุรโยชน์ยังความเคียดแค้นแก่ทุรโยชน์และพี่น้องอีก99คน ทั้ง100คนจึงได้เข้าเฝ้าท้าวทิตยราชย์ผู้เป็นพ่อ ว่า "พวกมันคงต้องทำลายล้างพวกเราเป็นแน่ โดยเฉพาะท้าวทรุปัทม์ซึ่งเป็นสัสสุระ(พ่อตา)นั้น มีพรรคพวกเพื่อนพ้องและกำลังพลอยู่ไม่ใช่น้อย"

ท้าวทิตยราชย์จึงนำ ความเข้าปรึกษาท้าววิฑูรน้องชายและเหล่าอำมาตย์ ทั้งหมดต่างก็มีความเป้นว่าให้ยกแผ่นดินให้พวกพี่น้องปาณฑพไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็เลิกแล้วต่อกันไป ท้าววิฑูรจึงเป็นตัวแทนไปหาพี่น้องปาณฑพทั้ง5ที่แคว้นปัญจาละพร้อมทั้ง บอกว่าให้พี่น้องปาณฑพและพระนางกุณตีกลับไปอยู่ที่หัสตินปุระตามเดิม พอพี่น้องทั้ง5และพระนางกุญตีกลับมาอยู่ที่หัสตินปุระแล้วท้าวทิตยราชย์จึง รับสั่งให้พี่น้องทั้งหมดเข้าเฝ้า เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วท้าวทิตยราชย์ก็เอ่ยมาว่า

" หลานรักทั้ง5ของลุง อะไรที่ผ่านมาแล้วนั้นก็ขอให้แล้วไปนะ อย่างไรเราก็สายเลือดเดียวกัน ต่อจากนี้ไปลุงจะยกแผ่นดินให้พวกหลานส่วนหนึ่ง คือยกดินแดน ขาณฑวปรัสถ์ ให้พวกเจ้า ส่วนพวกเจ้าจะดูแลอย่างไรก็สุดแล้วแต่พวกเจ้าเถิด"

พี่ น้องทั้ง5 แม่และเมียอีก1 จึงได้ย้ายสำมะโนครัวอีกครั้งไปอยู่ยังแคว้น ขาณฑวปรัสถ์ (ขาน-ทะ-วะ-ปรัด) พี่น้องและไพร่ฟ้าประชาชนที่ติดตามมาด้วยก็ได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ จากทุ่งนาแห้งแล้งกันดารเป็นเมืองใหม่สุดไฮโซและ ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า อินทรปรัสถ์(อิน-ทะ-ระ-ปรัด : ที่ราบสูงแห่งพระอินทร์-ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของนิวเดลีปัจจุบัน ส่วนหัสตินปุระนั้นอยู่เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ57ไมล์)และทั้ง หมดต่างก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก

แม้ว่าจะมีเมียคนเดียวกันแต่พี่น้อง ทั้ง5นั้นแต่ทั้ง6ก็ไม่เคยมีปัญหากันเลยจนสมเด็กรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรง นิพนธ์ชีวิตของพระนางเทราปตีตอนนี้ว่า

อัครเรศเกศแก้วกฤษณา ยิ่งยศปรีชา
เฉลียวเฉลิมโลกีย์

ประติบัติกษํตราสวามี ห้าองค์นฤบดี
เสน่ห์สนิทนิจกาล

ห่อนเคียดขึ้งคำราคาญ เขษมสุขสำราญ
ภิรมย์ฤดีปรีดา

ผลัดเปลี่ยนเวียนเวรราชา ถนอมแนบนิทรา
ละวันบรรโลมโฉมสมร

(จากหนังสือ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์)

ก็ หลังจากที่พระนางเทราปตีนั้นได้มาอยู่กับพี่น้องปาณฑพทั้ง5แล้วที่นครอินทร ปรัสถ์ ซึ่งทั้ง5ต่างก็มีกติกาในการแบ่งเวลาที่อยุ่กับนางเทราปตีว่า

1.จะอยู่กับคนใดคนหนึ่งเป็นเวลา2ปี
2.ในระหว่างที่พระนางเทราปตีอยู่ในห้องกับสามีคนใดคนหนึ่งสองต่อสองห้ามพี่น้องคนอื่นเข้าไปเด็ดขาด
3.ถ้าไม่ใช่เวรตัวเอง แต่ดันมีอารมณ์รักใคร่ให้ไปแม่น้ำคงคาแล้ววักน้ำล้างหน้าล้างตาให้หายของขึ้นซะ

ซึ่งถ้าใครปิดกติกาต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อื่น12ปี และพี่น้องทั้งหมดต่างก็อยู่ด้วยกันภายใต้กติกาอันนั้นมาตลอดจนกระทั่งวัน หนึ่งมีพราหมณ์เฒ่ามาร้องห่มร้องไห้หน้าประตูวังว่า โคที่เคยให้นมอย่างอุดมสมบูรณ์ของตนนั้นถูกลักไป จึงมาขอร้องให้พี่น้องปาณฑพช่วยตามโคกลับมาที อรชุนได้ทราบความเป็นคนแรกด้วยสำนึกในหน้าที่อรชุนก็พรวดเข้าไปใน้ห้องเพื่อ ไปหยิบธนูอาวุธคู่กายของตนโดยไม่ได้สังเกตุว่า ยุธิษฐีระพี่ของตนั้นกำลังนั่งคุยกับพระนางเทราปตีในห้องดังกล่าวนั้นเอง พอเมื่อตามเอาโคมาคืนพราหมณ์เฒ่าเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่า พี่ของตนกับนางเทราปตีนั้นกำลังอยู่ด้วยกัน อรชุนจึงต้องเนรเทศตัวเองออกไปผจญภัย12ปี ท่ามกลางการทัดทานของยุธิษฐีระ

ซึ่งช่วงเวลา12ปีนี้ที่อรชุนไปผจญภัยนี้สนุกมากครับ แต่มันก็ยาวมากเช่นกัน จะขอเล่าประเด็นหลักๆแล้วกันนะครับ
คือ หลังจากที่อรชุนออกไปลุยโลกกว้างคนเดียว อรชุนได้ลุยไปถึงนครของพวกพญานาคและได้นาง อุลูปี ธิดาพญานาคเป็นเมียคน(ตน)ที่2 เดินทางไปยังเมือง มณีปุระ และก็ได้นางจิตรา หรือ จิตรางคทา เป็นเมืยคนที่3และมีลูกด้วยกันชื่อ พภรูวาหนะ(พะ-พรู-วา-หะ-นะ) ต่อจากนั้นก็ได้ลุยไปถึงเมืองทวารกา(ทะ-วา-ระ-กา หรือ ทราราวดี) ซึ่งเป็นนครของพระกฤษณะซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่น้องปาณฑพทั้ง5และอรชุนก็ ได้แต่งงานกับนางสุภัทรา ซึ่งเป็นน้องสาวของพระกฤษณะ ต่อมามีลูกชาย ชื่อ อภิมันยุ ซึ่งอภิมันยุนี้เก่งมากครับและมีบทบาทมากในการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในเวลาต่อ มา

พอครบ12ปี อรชุนก็กลับมายังเมืองอินทรปรัสถ์พร้อมกับพระนางสุภัทราและพระกฤษณะ ซึ่งพระกฤษณะนี้ก็ไปๆมาๆระหว่างอินทรปรัสถ์-ทวารกานะครับ อีกทั้งยังเป็นคอนเซาท์แต้น ของเหล่าปาณฑพด้วย

user posted image
พระกฤษณะและอรชุน

เมื่อเรื่องราวทั้งหมดลงตัวแล้ว พระนางเทราปตีก็ได้ให้ลำเนิดลูกๆแก่บรรดาพี่น้องทั้ง5คนโดยเริ่มจาก
1.ประติวินธัยเป็นลูกของ ยุธิษฐีระ
2.ศรุตโสมเป็นลูกของ ภีมะ
3.ศรุตกรรมเป็นลูกของ อรชุน
4.ศตานีกะเป็นลูกของ นกุล
5.ศรุตเสนเป็นลูกของ สหเทพ


หลังจากที่สร้างบ้านแปงเมืองที่อินทรปรัสถ์กใหญ่ แล้วก็ได้มีเหตุเฟาเฟาเหม้า(ไฟไหม้)ป่าชานเมืองแบบว่าไหม้มโฬรเหมือนที่แคลิ ฟอร์เนียตอนนี้เลยครับ ซึ่งหลังจากเฟาเหม้าในครั้งนั้นก็มี มัยทานพหนุ่ม(ช่างก่อสร้าง)รอดจากกองไฟไหม้ป่าครั้งนั้นมัยทานพหนุ่มก็อยาก จะตอบแทนบุญบารมีของพี่น้องปาณฑพทั้ง5จึงขอขันอาสาสร้างสภาเมืองให้โดยใช้ เวลาการสร้าง14เดือน ซึ่งสภาของเมืองอินทรปรัสถ์นั้นงดงามมากชนิดที่ว่าสภาของหัสตินปุระเทียบไม่ เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

ซึ่งนับถึงตอนนี้เรื่องราวก็เริ่มขมวดเกลียวแข็ง ปั๋งทวีความแค้นขึ้นกับทุกฝ่าย ทางฝั่งเการพนำโดยทุรโยชน์ก็แค้นที่ว่าไม่สามารถฆ่า5พี่น้องปาณฑพได้สักที แถมยังสร้างเมืองเจริญแซงหน้าหัสตินปุระที่ตนอยู่ แบบว่า ขายหน้ามาก
ทาง ฝั่งปาณฑพก็แค้นทุรโยชน์และพี่น้องฝั่งเการพเพราะที่ตนและแม่ลำบากลำบนดั้น ด้นจากหัสตินปุระไปตั้งเกือบ20ปีเพียงเพราะทุรโยชนือิจฉาและต้องการที่จะฆ่า พวกตนเสีย

การรบที่ทุ่งกุรุของทั้ง2ฝั่งนั้นมีเหตุหลักๆที่เสริมมาอีก2เหตุครับ

เหตุแรกก็คือการพนัน ส่นเหตุที่สองก็มาจากตัวพระนางเทราปตีครับ

ผมขอเล่าที่มาของพระกฤษณะในภาคของมหาภารตะนี้ก่อนนะครับ เพราะพระกฤษณะนี้มีบทบาทมากทีเดียวในมหาภารตะครับ

เริ่ม ที่ว่าพระกฤษณะนั้นเดิมทีอยู่ราชวงศ์ ยาฑพหรือยาทป(ยา-ถบ หรือ ยา-ทะ-ปะ)ซึ่งมีพระราชาชื่อว่า ศูร(สู-ระ)ปกครองชาวสุรเสนในนครมธุราซึ่งแคว้นมธุรานี้ก็อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ยมุนาตอนเหนือใกล้ๆกับกรุงอินทรปรัสถ์ พระราชาศูรนี้มีลูกด้วยกันสองคน คนโดเป็นผู้ชายชื่อเจ้าชายวสุเทพ อีกคนเป้นลูกสาวชื่อเจ้าหญิง กุณตี ซึ่งเจ้าหญิงกุณตีนี้ก็คือแม่ของพี่น้องตระกูลปาณฑพครับ ซึ่งสมัยที่พระนางกุณตียังสาวๆนั้นผมเคยเล่าให้ฟังว่าพระนางเรียนวิชาเรียก เทพให้มาสมสุ่กับตัวเองได้ ซึ่งต่อมาก็ได้ใช้วิชานี้จนมีลูกชาย3คนแรกคือ ยุษธิษฐีระ ภีมะ และ อรชุน พี่ชายของพระนางกุณตีคือท้าววสุเทพนั้นได้ไปแต่งงานกับลูกสาวของท้าวอุรุเสน ซึ่งท้าวอุรุเสนนั้นมีลูกมากซึ่งลูกที่เป็นรัชทายาทย์และเกเรมากชื่อว่า ท้าวกังษะ ตอนหนังได้จับพ่อไปขังและขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งลูกสาวเท่าที่จำได้นั้นมีอยู่สองคนครับ คนนึงชื่อพระนางเทวกี อีกคนชื่อพระนางโลหิณี ท้าววสุเทพก็ได้แต่งงานกับพระนางเทวกี

ท้าว กังษะนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมทารุณแม่ว่าจะมั่นใจว่าตัวเองจะขึ้นครองราชย์ได้ แต่ก็ได้จับพ่อตัวเองไปขังและกลัวว่าท้าววสุเทพเพื่อนรักนั้นจะไม่ช่วยเหลือ คนในการครองราชย์บ้านเมืองจึงยกน้องสาวให้(พระนางเทวกี)และก็ได้อยู่ช่วยงาน ท้าวกังษะ ซึ่งยังความเดือดร้อนมหาซวยแก่คนในเมืองเป็นอย่างมาก ต้องส่งส่วยนมเนยทุกวัน ประชาชีทุกใจมาก
ไม่มีใครกล้าหือ วันนึงท้าวกังษะกำลังจะออกประภาษป่าก็ได้มีฤาษีตนหนึ่งมายืนตัดหน้าแล้ว บอกว่าเรามาที่นี่เพื่อจะบอกว่า " ลูกชายคนที่8ของท้าววสุเทพเพือนท่านที่เกิดกับพระนางเทวกีน้องสาวของท่านเอง จะเป็นคนฆ่าท่านและคนในเมืองก็จะอยู่ด้วยความผาสุก ...ไอ่สาดดดดดดดดด"

พอท้าวกังษะได้ยินดั่งนั่นก็ได้เกิดวิตกจึงได้สั่งให้จับท้าววสุเทพกับพระนางเทวกีซึ่งเป้นน้องสาวแท้ๆ ขังคุกด้วยกัน
พอสองคนอยู่ด้วยกันในคุกปีแรกก็ได้ให้กำเนิดลูกชายท้าวกังษะจึงสั่งให้เอาลูกชายนั้นไปฆ่าทิ้ง เป้นอยู่อย่างนี้อยู่6ปี
พอ ลูกคนที่7พระนางเทวกีก็กำลังจะออกลูกพระนางโลหิณีซึ่งเป้นพี่สาวก็ได้เสด็จ มาที่คุกแล้วบอกว่าลูกคนที่7นี้เราจะเอาไปเลี้ยงเองแล้วก็เอาเด็กคนอื่นไป ให้ท้าวกังษะฆ่าทิ้งแทน ซึ่งลูกคนที่7นี้ชื่อว่า พลราม เมื่อเวลาผ่านไปท้าวกังษะก็ยิ่งลุ้นนับเวลาถอยหลัง พอพระนางเทวกีเริ่มท้องอ่อนๆท้าวกังษะก็สั่งให้ควบคุมอย่างเข้มแข้งตอนนี้ ท้าวกังษะนี้กำลังเล่นตลกกับโชคชะตา เตรียมพร้อม100%

ในระหว่างที่ เหตุการณ์กำลังลุ้นเสียวขึ้นไปทุกวัน ท้าววสุเทพก็ได้แอบติดต่อกับเพื่อนซึ่งเป้นคนเลี้ยงวัวจากในคุก ซึ่งเพื่อนคนนี้ชื่อว่า นันทะ แล้วนันทะนี้ก็มีเมียชื่อยโสธาราซึ่งได้แต่งงานและกำลังตั้งท้องในเวลาไล่ เลี่ยกันในคืนที่กระนางเทวกีคลอดลูกคนที่8ออกมานั้น ฝนตกรถติดกันทั้งเมือง ประตูคุกที่เคยปิดก็เปิดออกโซ่ตรวนที่เคยมีก็หลุดลง
ท้าววสุเทพก็จึงได้ แอบออกมาหา นันทะที่เมืองโกกุนซึ่งอยู่ติดๆกัน แต่อนิจจาฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำยมุนาก็หนุนขึ้นสูง ท้าววสุเทพซึ่งลุยน้ำแบบจวนเจียนที่จะจมเต็มทีน้ำจากแม่น้ำที่ขึ้นสูงจนถูก ตัวลูกของท้าววสุเทพปุ๊บก็ได้เกิดอัศจรรย์คือน้ำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ท้าววสุเทพจึงเดินทางได้สะดวกขึ้นครั้นพอเมื่อวสุเทพมาถึงบ้านของนันทะเมีย ของนันทะเองก็เพิ่งจะคลอดลูกสาวออกมาได้ไม่นาน นันทะจึงบอกให้ท้าววสุเทพเปลี่ยนตัวลูกกัน ลูกของท้าววสุเทพนันทะก็ได้เอาไปเลี้ยง ส่วนลูกสาวของนันทะนั้นก็ถูกพากลับไปสู่คุก

พอท้าววสุเทพทราบว่าพระ นางเทวกีคลอดเรียบร้อยแล้วท้าวกังษะก็ได้เกินทางมายังคุกหมายจะฆ่าลูกชายคน ที่8แต่ก็ต้องแปลกใจว่าพระนางเทวกีนั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงใจหนึ่งก็ ดีใจว่า คำสาปของฤาษีนั้นคงจะไม่เป้นจริงเพราะลูกที่เกิดมาเป็นผู้หญิง แตเพื่อความชัวร์ท้าวกังษะก็หมายจะฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ทิ้งเสีย กำลังเงื้อดาบอยู่นั้นเองก็ได้มีเสียงร้องจากอากาศมาว่า " อย่า..... " ท้าวกังษะตกใจผลันโยนเด็กน้อยขึ้นบนฟ้าพลันนั้นเด็กน้อยก็ได้หายวับไปกับตา ท้าวกังษะก็ค่อยปลงใจไปเปลาะนึงเพราะคิดว่าคำสาปคงจะไม่เป้นจริงแล้ว

พระ กฤษณะนั้นเดิมชื่อว่ากรรณหา เติบโตอยู่ในหมู่บ้านโกกุน มีลักษณะแปลกเด็กคือเป้นเด็กขี้เล่นร่าเริง หน้าตาดี เป่าขลุ่ยได้ทั้งวันยังความเอ็นดูแก่คนอื่นที่พบเห็น และมีเรื่องหน้าแปลกว่าถ้ากรรณหา(หรือพระกฤษณะ)ลักขโมยกินนมเนยและเอามา เผื่อแผ่เด็กกลุ่มเดียวกันจากบ้านไหน วัวบ้านนั้นจะให้น้ำนมมากกว่าเดิม พอชาวบ้านเรื่องชาวบ้านก็เลยออกอุบายบอกไบ้ที่เก็บนมและเนยในบ้านตนเพื่อให้ กรรณหามาลักไปแจกเด็กๆในหมู่บ้านเพื่อที่วัวของตนจะให้น้ำนมมากขึ้น ในวัยเด็กนั้นพระกฤษณะนั้นเป็นคนเลี้ยงวัว เราจะเห็นภาพศิลปะมากมายของพระกฤษณะที่กำลังเลี้ยงวัวถือขลุ่ย

user posted image user posted image user posted image user posted image


พระกฤษณะก็ได้อยู่ในหมุ่บ้านนี้ได้11ปีจนมาวันหนึ่งก็ได้มาการถวายนมเนยแก่พระอินทร์ กรรณหาก็แปลกใจและถามว่า

" เหตุใดจึงต้องบูชาพระอินทร์ด้วยเล่า พระองค์ไม่เห็นทำอะไรเลย ทำไมไม่บูชาวัว ซึ่งให้นมและเนยกับพวกเรา ทำไม่บูชาหญ้าซึ่งเป้นอาหารของวัว หรือทำไมไม่บูชาภูเขาโควัฒนะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความร่มรื่นและป่าไม้ควาอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้าน "

พระ อินทร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ เกิดโมโหครับ สาปให้ฝนตก7วัน7คืน ทีนี้ชาวหมู่บ้านก็โกกุนก็ซวยสิครับ ฝนตกขนาดนั้น สูบออกไปไหนก็ไม่ทัน ผู้ว่าอภิรักษ์ก็ช่วยไมได้ ชาววบ้านจึงตำหนิ ด.ช กรรณหา จอมซนว่า

" เห็นมั๊ย เพราะเจ้าดูหมื่นพระอินทร์ พวกเราเลยโดนสาป น้ำกัดเท้าคันจะแย่อยู่แล้ว "

ด. ช กรรณหาหรือกระกฤษณะก็จึงแสดงปาฎิหารย์ด้วยการใช้นิ้วเดียวยกภูเขาโควัฒนะ ขึ้นมาบังท้องฟ้าเอาไว้ ถึงฝนจะตกแต่หมู่บ้านก็เสียหายน้อยลง จนพระอินทร์นั้นยอมแพ้และมาทราบภายหลังว่ากรรณหานั้นคือพระนารายณ์อวตารลงมา เกิดเป็นพระกฤษณะ จึงได้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่หลังจากที่แสดงอิทธิฤทธิ์แล้วก็จึงบอกกับชาว บ้านไปว่า
ต่อจากนี้ไปไม่ต้องส่งส่วยนมเนยไปให้ท้าวกังษะแล้วครั้นพอท้าว กังษะทราบเรื่องว่าเมืองโกกุนนำโดยพระกฤษณะนั้นแข็งข้อและทราบว่าพระกฤษณะ นั้นเป็นหลานคนที่8ที่เล็ดรอดหนีไปได้ ท้าวกังษะจึงได้ทำกลอุบายให้ไปเชิญมายังเมือง โดยระหว่างที่พระกฤษณะติดตามข้าราชบริพานของท้าวกังษะกลับมายังเมืองนั้น (ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด) ลูกน้องของท้าวกังษะก็ได้ปล่อยช้างศึกตกมัน หมายเข้าขยี้พระกฤษณะแต่ธรรมดาครับ ตัวเด่นของเรื่องซะอย่างจะตายง่ายๆได้ยังไง พระกฤษณะก็จัดการหักงวงหักงา ช้างศึกตกมันตัวนั้นเสียอย่างง่ายดาย พอพระกฤษณะเข้ามายังเมืองก็ได้เจอกับท้าวกังษะและได้ต่อสู้กับท้าวกังษะ

ซึ่ง ที่ปราสาทบันทายศรีจะมีรูปสลักพระกฤษณะกำลังฆ่าท้าวกังษะอยู่ครับที่บรรณา ลัยฝั่งตะวันตกลองไปหาดูกันคือจะเป็นรูปปราสาทแล้วมีคนที่กำลังถูกจิกหัว พร้อมกับกำลังถูกมีดแทง เมื่อพระกฤษณะฆ่าท้าวกังษะผู้เป็นลุงแล้วประชาชนก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง พระกฤษณะกับพลรามพี่ชายก็รีบไปที่คุกและปล่อยพระเจ้าตา คือท้าวอุรุเสน พ่อซึ่งก็คือท้าววสุเทพและแม่คือพระนางเทวกีแล้วก็เชิญท้าวอุรุเสนผู้เป็นตา ขึ้นครองราชย์ต่อไป

พระกฤษณะนั้นก็ได้ออกเดินทางไปร่ำเรียนวิชาและ ผจญภัยอยู่จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและได้กลับมาที่เมืองต่อมาได้เกลี้ยกล่อมให้ ย้ายเมืองจากที่เดิมไปตั้งรกรากใหม่ ชื่อว่า ทวารกา(บอมเบย์ในปัจจุบัน) และในช่วงที่พระกฤษณะไปปกครองทวารกานั้นก็เป็นช่วงที่พี่น้องทั้งเการพและ ปาณฑพกำลังระหองระแหงกันพอดี ซึ่งเมื่อนับญาติแล้วพระกฤษณะก็นับเป้นลูกพี่ลูกน้องกับฝั่งปาณฑพเหมือนกัน เพราะถือว่าพระกฤษณะนั้นเป็นลูกของลุงนั่นเอง ความสนิทชิดเชื้อจึงมีอยู่ไม่น้อย เมื่อปาณพพเดือดร้อนคราใดถ้ามีโอกาศก็จะมาช่วยพร้อมกับพลรามเสมอๆ

มหากาพย์ มหาภารตะ ชีวิตในราชสำนัก การเล่นสกา การเนรเทศ

หลังจากที่โทรณาาจารย์ถูกท้าวทรุปัทม์เจ้าเมืองปัญ จาละอดีตเพื่อนสนิทขับไล่ไสส่งจากแคว้นแล้ว โทรณาจารย์ก็เดินเดินทางตุหรัดตุเหร่มายังหัสตินปุระ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเมียแก จนเจอเจ้าชายทั้งฝั่งเการพและปาณฑพ หลังจากที่ท้าวภีษมะทราบว่าโทรณาจารย์มายังเมืองหัสตินปุระ ท้าวภีษมะก็ได้แต่งตั้งให้โทรณาจารย์เป็นพระอาจารย์ใหญ่ของเจ้าชายทั้ง 105พระองค์ วิชาที่โทรณาจารย์ถนัดมากที่สุดคือวิชายิงธนู ซึ่งในบรรดาเจ้าชายทั้งหมดก็จะมีคนที่ไม่ใช่ลูกกษัตริย์คนหนึ่งมาเรียนด้วย ชื่อ กรรณนะ ประเดี๋ยวจะเล่าถึงอดีตของกรรณนะทีหลังนะครับ

ใน บรรดาลูกศิษย์วิชาธนูที่จัดได้ว่าเจ๋งเป้งมากที่สุดเรียนแล้วพระอาจารย์ happy ก็คือ อรชุน ซึ่งอรชุนก็คือลูกของพระนางกุณตีอันเกิดจากการเรียกเทพมาเป็นพ่อเด็ก ซึ่งพ่อของอรชุนก็คือ พระอินทร์ อรชุนก็แสดงฝีมือให้เห็นตั้งแต่เด็กๆว่าเก่งสุดยอด ซึ่งถ้าเรื่องกำลังต้องยกให้ ภีมะ พี่ชายผู้ดื่มน้ำอมฤตเพิ่มพลังจากพญานาค แต่ถ้าเรื่องอาวุธ รบพุ่ง ต้องยกให้อรชุน ครั้นเมื่อสอนเจ้าชายทั้ง105องค์แล้วโทรณาจารย์ก็อยากจะทดสอบฝีมือซะหน่อย ว่าไอ้ที่สอนมาเป้นอย่างไรบ้าง แกก็เรียกลูกศิษย์ทั้งหมดออกมา สั่งเตรียมธนูเตรียมลูกศรให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็ชี้ไปที่ยอดไม้แล้วบอกว่า

"บนยอดไม้มีนกเกาะอยู่ตัวนึงให้ยิงนกให้หัวขาด ให้ครูดูซะหน่อย " โทรณาจารย์ก็เรียกลูกศิษย์ออกมาทีละคนแล้วพาดศรเตรียมยิงแต่ก่อนยิงโทร ณาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า เจ้าเห็นอะไรบ้าง ลูกศฺษย์แต่ละคนก็บอกว่า เห็นใบไม้ เห็นกิ่งไม้ เห็นนก ....ทุกคนตอบเหมือนกันหมด ว่า เห็นใบไม้ เห็นกิ่งไม้ เห็นนก อรชุนนี่ถูกเรียกเป็นคนสุดท้าย โทรณาจารย์ก็ถามเหมือนเดิมว่า อรชุนเจ้าเห็นอะไรบ้าง อรชุนก็ตอบว่า

" ข้าพเจ้าเห็นนก " โทรณาจารย์ถามต่อไปอีกว่า
" นอกจากนกแล้วเจ้าเห้นอะไรอีก"
อรชุนก็ตอบกลับมาว่า
" ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรอีกเลยพระอาจารย์ นอกจากนกข้าพเจ้าก็ยังเห็นแค่หัวของมัน"

แสดงว่าตาของอรชุนนี่จับเป้าตรงเป๋งอย่างเดียวเลย อาจารย์ได้ยินดังนั้นก็ดีใจมากบอกว่า เจ้าคือนักธนูที่ดีที่สุด เอ้า....ยิงโลด
อรชุน ก็ยิง ฟั่บบบ!! นกหัวขาดกระเด็นหายไป ตอนนี้อรชุนก็ถือว่าเป้นศิษย์โปรดเต็มตัวของโทรราจารย์แล้ว ในท้ายที่สุดโทรณาจารย์ก็สอนวิชายิงธนูพิเศษให้กับอรชุนเพียงคนเดียว (ลำเอียงล่ะ ว่าง่ายๆ)ชื่อวิชา พหรมเศียร ซึ่งวิชานี้จะให้ใช้ได้เฉพาะเวลาไปสู้กับเทวดาห้ามยิงบนโลกมนุษย์เพราะจะทำ ให้เกิดไฟบรรลัยกัลป์

user posted image

หลัง จากยิงหัวนกแล้วโทรณาจารย์ก็สั่งให้ลูกศิษย์แบ่งเป็นสองฝ่ายคือ ฝั่ง5พี่น้องปาณฑพและฝั่งพี่น้องเการพ อีก100คนที่เหลือ(โคตรยุติธรรม) ประลองวิชากันซึ่งท้ายที่สุดพี่น้องทั้ง100คนของฝั่งเการพก็สู้5คนพี่น้อง ฝ่ายปาณพพไมได้ จนในที่สุด กรรณนะ ซึ่งเป็นลูกของสารถี(คนขับรถ) ตามจริงแล้วนั้น กรรณนะถือเป็นลูกคนโตของพี่น้องปาณฑพเพราะสมัยที่พระนางกุณตีสำเร็จวิชา เรียกเทพมาใหม่ๆ (สมัยที่ยังไม่ได้แต่งงานกับท้าว ปาณฑุ ) ก็ได้ลองวิชาเรียกเทพให้มาสมสุ่กับตน

โดยกรรณนะเป็นลูกของ สุริยเทพ(พระอาทิตย์) เมื่อเรียกมาแล้วก็ต้องมีsomethingกัน คิมูจิ๊กันซึ่งตอนที่ กรรณนะเกิดมานี่ กรรณนะเกิดมาพร้อมเสื้อเกราะ(คงลำบากน่าดู)ก็เลยตั้งชื่อว่ากรรณนะแปลว่าผู้ มีเกราะป้องกันตัวซึ่งพระนางกุณตีถือว่ากรรณนะนี้ไม่ใช่ลูกที่เกิดจากการ แต่งงานก็ไม่รับเลี้ยงไว้จึงเอาไปลอยน้ำ ต่อมาคนขับรถของท้าวทิตราชย์(ราชาตาบอด)ก็ได้เก็บไปเลี้ยงแล้วก็อาศัยอยู่ใน แวดวังดังนั้นเวลาเรียนแกจึงอยู่ฝ่ายเการพพอเห็นว่าฝ่ายตนสู้ไมได้จึงได้ขอ ท้าประลองกับอรชุนแทน แต่ทว่าในตอนนั้นกรรณนะเป็นเพียงลูกคนขับรถไม่สามารถท้าลูกกษัตริย์ซึ่ง วรรณะสูงกว่าได้ก็เลย ต๊ะแปะโป้งความแค้นเล็กๆเอาไว้ก่อน

เมื่อ สำเร็จวิชาทั้งมวลแล้วในอินเดียสมัยนั้นยังไม่มีรับปริญญาอะไรนะครับ เข้ามีแต่พิธี คุรุทักศิษย์ คือทำภารกิจที่อาจารย์มอบหมายมา โทรณาจารย์ก็เรียกเด็กๆ(หนุ่ม)มาบอกว่า เอาล่ะเรียนวิชาก็หมดแล้ว พวกเธอทำอะไรให้พระอาจารย์ซะอย่างนึงนะ งุงิงุงิ

โทร ณาจารย์ก็นึกได้ว่าสมัยก่อนแกเคยโดนท้าวทรุปัทม์อดีตเพื่อนเลิฟขับไล่ไสส่ง แบบไม่ใยดีมา แกก็เลยบอกลูกศิษย์ว่า ช่วยไปล้างอายให้พระอาจารย์หน่อยก็เลยจัดทัพไปกระแทกรบกับแคว้นปัญจาละ ท้าวทุรปัทม์นี่สู้ไมได้เลยครับ เพราะเด็กๆและกองทัพของหัสตินปุระนั้นเก่งมาก แคว้นปัญจาละก็เลยแพ้ไปแถมท้าวทรุปัทม์ถูกกุมตัวไว้เมื่อโทรณาจารย์มาเจอกับ ท้าวทรุปัทม์โทรราจารย์ก็บอกว่า

" เป็นไงเพื่อนรัก บัดนี้เพื่อนเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เพื่อนไม่เหลืออะไรแล้ว แต่ก็เอาเถิดเห้นแต่ความสนิทที่เคยช่วยเหลือกันมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เรามีข้อเสนอให้เพื่อนคือ ต้องยกแคว้นปัญจาละครึ่งนึงให้กับเรา ถือว่าเป็นการเจ๊ากันไปสมัยที่เพื่อนไม่รักษาคำพูด" ซึ่งต่อมาจะมีรายการแก้แค้นกันอย่างสาสมครับ

ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป เจ้าชายทั้ง105ก็เติบโตเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ ก็มาเกิดเหตุในลักษณะที่ว่าใครล่ะจะเป็นครองหัสตินปุระต่อจากท้าวทิตราชย์ ซึ่งเป็นพ่อของพี่น้องฝั่งเการพทั้ง100คน ส่วนฝั่งพี่น้องปาณฑพก็อยู่ในเวียงวังด้วยความอึดอัดเพราะพี่น้องตระกูลเกา รพนั้นต่างก็ต้องการกำจัดพี่น้องฝั่งปาณฑพทั้งนั้น ก็ได้มีการเรียกประชุมปุโรหิต รมต ทั้งหลายว่าคนที่เหมาะสมที่จะได้ครองหัสตินปุระต่อไปควรจะเป็น ยุฐธิษฐีระที่เป็นพี่ชายคนโตของฝั่งปาณฑพซึ่งเกิดจากพระนางกุณตีกับธรรมเทพ (พระยม)เมื่อเจ้าชายยุฐธิษฐีระขึ้นเป็นรัชทายาท

ฝ่ายทุรโยชน์พี่ชาย คนโตฝั่งเการพก็พอใจเข้าไปตัดพ้อกับพระราชาทิตราชย์ว่าแบบนี้ไม่ไหวนะพระ บิดาพวกเราซึ่งเป็นลูกของพระองค์แท้ๆทำไมถึงมองข้ามกันได้ ท้าวทิตราชยืนี่จริงๆแล้วมีใจเป้นธรรมแต่อย่างว่าล่ะครับเลือดย่อมเจ้มจ้น กว่าน้ำพูดไปหลายๆครั้งก็เริ่มโอนอ่อน ทุรโยชน์ก็บอกว่าเอางี้พระองค์อยู่เฉยๆลูกจะจัดการเอง พี่น้องเการพก็วางแผนให้พี่น้องปาณฑพไปประพาน์เมืองอื่นแล้วจะฆ่าทิ้งเสีย กลางทาง
ทุรโยชน์ก็บอกกับท้าวทิตราชย์ว่า ให้ลวงพวกพี่น้องปาณฑพนอกเมืองซึ่งขณะนั้นเมือง วรณาวัฒน(วะ-ระ-นา-วัด)ได้มีงานเฉลิมฉลองเทวาลัย

ท้าว ทิตราชย์สั่งให้พี่น้องปาณฑพไปที่เมืองวรณาวัฒนเพื่อร่วมพิธี ทุรโยชน์ก็ไปสั่งคนสนิทให้สร้างพลับพลาที่ประทับให้กับพี่น้องปาณฑพ แต่พลับพลานี้ต้องถูกสร้างให้ติดไฟง่าย กะว่าจะเผากันเลยทีเดียวแต่ว่าโชคดีที่มีคนใหญ่คนโตในหัสตินปุระซึ่งไม่ใช่ ใครที่ไหน คือเรียกว่าเป็นอาว์ของพี่น้องปาณฑพและเการพ ขอเล่าทวนนิดนึงนะครับ ในตอนที่มีการทำพิธีนิโยก พระนางอำภิกา(แม่ของท้าวทิตราชย์)และพระนางอำภาลิกา(แม่ของท้าวปาณฑุ)ในตอน ที่ท้าวปาณฑุเกิดมาเนี่ยร่างกายไม่ค่อยเข้มแข็ง ฤาษีวยาสก็คงอยากจะให้นางอำภาลิกานี่แก้ตัวโดยจะขอคิมูจิ๊รอบสอง

เอ๊า... รอบแรกยังแทบแย่ นี่จะขอเบิ้ล พระนางอำภาลิกายกมือเซย์โนบอกว่าไม่เอา แล้วพระนางก็ให้นางทาษี(ทาษี=ทาษ=คนใช้)มาคิมูจิ๊แทนก็เลยได้ลูกชื่อว่า วิฑูร แม้นว่าวิฑูรนี้จะไม่ใช่ลูกเชื้อสายกษัตริย์โดยตรงแต่ก็ถือว่าเป้นลูกของ ฤาษีวยาสเช่นกันเป็นพี่น้องกับท้าวปาณฑุและท้าวทิตราชย์เช่นกัน ซึ่งท้าววิฑูรนี่คงได้ความระแคะคายมาว่าจะมีการลอบสังหารพี่น้องปาณฑพทั้ง5 พอใกล้จะถึงวันที่นัดแอบเผาพลับพลาวิฑูรก็แอบส่งคนไปบอกพี่น้องปาณฑพ ยุฐธิษฐีระพี่ชายคนโตฝั่งปาณฑพก็เลยสั่งให้คนสนิทแอบขุดอุโมงค์ลับตอนกลาง คืนครั้นเมื่อพลับพลาที่ติดไฟง่ายสร้างเสร็จอุโมงค์ที่ใช้หลบหนีก็เสร็จเช่น กัน

เมื่อทุกอย่างเสร็จทุรโยชน์ก็ให้ลูกน้องไปแอบเผาพลับพลาแต่ไม่ รู้ไปเผาอีท่าไหนไม่ทราบได้ ลูกน้อง5คนที่ไปแอบเผานั้นกลับตายซะเองส่วนที่น้องปาณฑพก็หลบหนีไปตาม อุโมงค์ที่เตรียมไว้ก็กระเซอะกระเซิงไป ก็หนีเข้าป่า เข้ารกเข้าพงไปจนสุดท้ายก็ลัดเลาะมาแคว้นปัญจาละ จำแคว้นปัญจาละได้มั๊ยครับ ปัญจาละเป็นแคว้นของท้าวทรุปัทม์เพื่อนโทรณาจารย์ซึ่งโดนโทรณาจาราย์และลูก ศฺษย์บอมบ์เมืองจนต้องแบ่งให้ครองเมืองครึ่งนึงไงครับ ซึ่งพอเมื่อท้าวทรุปัทม์นั้นรบแพ้ลูกศิษย์ลูกหาของโทรราจารย์แกก็แค้นแต่ก็ รู้ว่ายังไงๆก็สู้โทรณาจารย์และลูกศิษย์ไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีให้ฤาษีขอลูกจากเทพ(คนละแบบกับพิธีนิโยก)

ก็ จับพลัดจับผลูไปได้ฤาษีสองคนมาช่วย คนแรกชื่อ ญาชก(ยา-ชะ-กะ)กับ อุปญาชก(อุบ-ปะ-ยา-ชะ-กะ)ทั้งสองคนนี้มีอิทธิฤทธิ์มากท้าวทรุปัทม์ก็เลยจัด พิธีขอลูกจากเทพอย่างเอิกเกริก
ซึ่งท้าวทุรปัทม์นี้ได้ลูกมาสามคนเป็นผู้ชาย2คน โดยแกตั้งเป้าไว้ว่า
1.ลูกคนแรกจะต้องเป็นคนที่ฆ่าโทรณาจารณ์
2.ลูกคนที่สองจะต้องเป็นคนที่ฆ่าท้าวภีษมะ(ปู่ของพี่น้อง เการพและปาณฑพ)
3.ลูกคนที่จะทำให้ตระกูลเการพนั้นมีปัญหา

โดย คนแรกชื่อ ทิศฎทยุมัน(ทิด-สะ-ตะ-ทะ-ยุ-มัน) คนที่สองชื่อ ศิขัณฑิน(สิ-ขัน-ทิน) ซึ่ง ศิขัณฑินนี้คือพระนางอำภากลับชาติมาเกิด พระนางอำภาคือลูกสาวราชาแคว้นกาษีที่เคยจะต้องแต่งงานกับภีษมะแต่ภีษมะไม่ ยอมแต่งงานด้วยแถมแฟนเก่าตัวเองก็ไม่ยอมรับอีก พระนางอำภาจึงไปบำเพ็ญศีลที่เทือกเขาหิมาลัยจนตัวเป็นน้ำแข็งแล้วฆ่าตัวตาย ซึ่งกลับมาเกิดเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง ส่วนคนสุดท้ายเป็นผู้หญิง ชื่อ กฤษณา(กริด-สะ-หนา) หรือรู้กันในอีกชื่อหนึ่งว่า พระนาง เทราปตี



ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปตัวละครต่างๆก็เติบโตขึ้นตามๆกัน ทั้งพี่น้องเการพและปาณฑพ ลูกของท้าวทรุปัทม์ทั้งสามคน



พอ5พี่ น้องปาณฑพและพระนางกุณตีผู้เป็นแม่หนีการลอบวางเพลิงจากคนของทุรโยชน์มาได้ ก็ซัดเซพเนจรมายังแคว้นปัญจาละ ซึ่งในเวลานั้นแคว้นปัญจาละกำลังมีพิธีให้เจ้าชายแคว้นต่างๆมาประลองกันโดย ใครที่ชนะก็จะยกลูกสาวให้ คือในอินเดียนี่มีประจำ คือจัดแข่งแล้วยกลูกสาวให้ไปเลย ซึ่งทางแคว้นหัสตินปุระก็มีทุรโยชน์ ทุหศาสัน(น้องรอง) และกรรณนะ มาร่วมประลอง ส่วนฝั่งพี่น้องปาณฑพซึ่งอยู่ในระหว่างหลบหนีก็ได้เข้าร่วมประลองแต่ปลอมตัว เป็นพราหม ส่วนวิธีประลองก็ไม่ยากครับ ท้าวทรุปัทม์สั่งให้เตรียยมธนูซึ่งหนักมากและมีเป้าคือปลาที่ห้อยหมุนติ้วๆ อยู่บนยอดไม้ กติกาคือให้ดูเงาในถังใส่น้ำแล้วให้ยิงให้โดนปลา

คือ ให้คำนวณแสงหักเหเอาเอง เจ้าชายยุวกษัตริย์ทั้งหลาย บางคนก็ยกธนูไม่ขึ้น บางคนยกขึ้นแต่ก็ยิงไม่โดน พอยิงกันไมดไม่มีใครยิงได้สักคน อรชุนซึ่งปลอมตัวเป็นพราหมก็เดินออกมา ง้างธนูก้มดูน้ำ ซัดเปรี้ยง
ปลากระเด็น เรียบร้อย เลยได้นางเทราปตีซึ่งใจของท้าวทรุปัทม์เนี่ยไม่อยากได้พราหมเป็นลูกเขยจริงๆ แกอยากได้อรชุนเป็นเขยแต่ไม่รู้ว่าพราหมคนนั้นแหล่ะคืออรชุนปลอมตัวมา พอได้พระนางเทราปตีตกเป็นของอรชุน ก็เกิดรายการฮือสิครับ พวกเจ้าชายยุวกษัตริย์ทั้งหลายต่างก็ไม่ยอม ตุ๊บตั๊บ ชกต่อยสู้กันอยู่พักใหญ่ 5พี่น้องก็อาศัยช่วงชุลมุนแอบหนีไป

user posted image

ส่วน ตัวแม่หรือพระนางกุณตีนั้นก็อยู่ที่บ้าน คือทำงานบ้านกุบกิบไปเรื่อยเปื่อย พอพี่น้องปาณฑพกลับมาถึงอรชุนก็ตะโกนบอกแม่เข้าไปในบ้านว่า "แม่จ๋าพวกลูกกลับมาแล้ว วันนี้พวกเราได้ของดีมีค่ากลับมาด้วย"
พระนางกุณตีซึ่งไม่รู้เหตุการณ์อะไรมาก่อนจึงตะโกนออกไปว่า "ได้ของดีอะไรมา พวกเจ้าต้องแบ่งกันนะ"
ซึ่งสมัยนั้นเรียกได้ว่าคำพูดของแม่คือ วาจาสิทธิ์

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มหากาพย์ มหาภารตะ การเล่นสกา การเนรเทศเหล่าปาณฑพ

มาถึงตอนนี้ในพระราชวังของกรุงหัสตินปุระนั้นเต็ม ไปด้วยพระโอรสเล็กๆมากมายวิ่งกันให้วุ่น ซึ่งฝั่ง5พี่น้องปาณฑพคนที่มีกำลังมากที่สุดคือ ภีมะ น้องคนที่สอง ฝั่งของพี่น้องเการพซึ่งมี ทุรโยชน์พี่คนโตนั้นเรียกได้ว่าเป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว เพราะทุรโยชน์แรงน้อยกว่าภีมะ จึงทำให้โดนแกล้งอยู่บ่อยๆ ทุรโยชน์ก็เลยมีความรู้สึกว่าพวก5พี่น้องปาณฑพนั้นคงจะต้องเป็นเสี้ยนตำมือ เป็นหนามตำใจต่อไปในภายหน้าแน่ ทั้งพี่น้อง2ฝั่งจึงเขม่นเป้นเด็กช่างมาตลอด

วันนึงทุรโยชน์จึง แกล้งทำดีชวน5พี่น้องปาณฑพไปเล่นน้ำ พร้อมกับวางยาพิษในขนมด้วย ภีมะซึ่งเวลาเล่นใช้กำลังมากจึงเหนื่อยเป็นพิเศษก็เลยกินขนมที่มียาพิษ มากกว่าเพื่อน ภีมะไม่รู้ตัวกินนเข้าไปพิษแผ่ซ่าน ฝั่งทุรโยชน์และพี่น้องเการพก็ช่วยกันเอาเถาวัลย์มัดภีมะแล้วก็จับถ่วงน้ำซะ เลย

อาจ จะเป้นเรื่องบังเอิญอะไรไม่ทราบได้จุดที่ภีมะถูกถ่วงน้ำนั้นเป็นปากบาดาลก็ เลยไหลลงบาดาลไปซึ่งเป้นที่อยู่ของเหล่าพญานาค พอพวกพญานาคชั้นต่ำ งูเล็กงูน้อยเห็นว่ามนุษย์ที่ไหนไม่รู้ ตุ๊บป่องๆ มาก็เลยรุมฉก จั๊กๆ พอฉกไปฉกมาพิษของพญานาคก็ดันไปล้างพิษอยุ่ในขนม แทนที่ภีมะซึ่งตอนนั้นจะตายก็กลายเป็นพิษล้างพิษภีมะก็เลยตื่นขึ้นมา แถมแถวนั้นหัวหน้าพญานาคชื่อ ท้าววาสุกรี 5เศียร(ท่าวาสุกรี =ท่าพญานาคา) ได้เข้ามาถามความเป้นมาก็ว่าไอ้หนูนี่หลุดมาบาดาลได้ยังไง

สอบ สวนทวนความไปก็เลยทราบว่า ภีมะนั้นเป็นหลานปู่ภีษมะลูกพระแม่คงคา คนกันเองกากี่นั๊งทั้งนั้น ท้าววาสุกรีก็เลยเลี้ยงต้อนรับกันยกใหญ่ซึ่งพญานาคท้าวสุกรีเคยได้ไปเป็น ส่วนสำคัญในการกวนเกษียณสมุทรแกจึงมีน้ำอมฤตส่วนหนึ่งเก็บไว้อยุ่ในคนโฑ แกก็เลยจูงมีภีมะไปยังที่เก็บคนโฑพร้อมกับบอกว่า อยากจะดื่มน้ำอมฤตเท่าไหร่ก็ได้ตามสบายเพราะเอ็นดูอีกทั้งยังสืบพงษ์วงศ์วาน เดียวกัน

ภีมะได้ยินแบบนั้นก็ยกซดน้ำอมฤต อั้กๆ เลยครับ ดื่มไป8คนโฑซึ่งน้ำทิพย์นี้ทำให้มีกำลังมากมายขึ้นซึ่งธรรมดาตัวภีมะเองก็มี กำลังเยอะอยู่แล้วคราวนี้ก็เลยล่ำยกกำลัง8เลย ส่วนพี่น้องอีก4ที่เหลือก็เล่นกันไปเล่นกันมาเล่นไปเล่นมาอ้าวน้องหายก็ เลยกลับวังไปบอกแม่ว่าน้องหายโดยไม่รู้ว่าถูกทุรโยชน์ถ่วงน้ำจนในที่สุดภีมะ ก็ขึ้นมาจากบาดาลแล้วก็กลับวัง พอมาถึงวังก็มาเล่าให้
พระนางกุณตีผู้ เป็นแม่ให้ฟังหลังจากนั้นก็ได้บอกกับเหล่าพี่น้องทั้ง4ว่าให้ระวังตัวให้ดี เพราะทุรโยชน์และพี่น้องฝ่ายเการพหมายจะเอาชีวิต

user posted image
ภีมะน้องสองฝั่งปาณฑพผู้ทรงพลัง

ใน การที่พี่น้องทั้งสองตระกุลนั้นมาอยุ่ด้วยกันท้าวภีษมะผู้เป็นปู่ก็ได้ กฤษปะ (กริด-สะ-ปะ) ถือเป็นอาจารย์ต้น(คนแรก)ของทั้งสองตระกูลสอนกันไปสอนกันหมาจนหมดไส้หมดพู งไม่อะไรจะสอนแล้ว กฤษปะเห็นว่า5พี่น้องฝ่ายปาณฑพนั้นเก่งกว่า100พี่น้องฝ่ายเการพ นัก เหมาะที่จะครองราชบัลลังค์หัสตินปุระ

ในระหว่างที่พวกเด็กๆกำลังเล่น ตีคลี(เหมือนกอล์ฟ-โปโล)อยู่นั้นภีมะได้หวดลูกคลีตกไปในบ่อน้ำ แต่บ่อน้ำอยู่ลึกมากไม่รู้จะเก็บลูกคลียังไงก็พอดีที่มีพราหมณ์คนหนึ่งเดิน ผ่านมาเลยถามว่ามีอะไรหรือ เด็กๆก็เลยตอบไปว่าลูกคลีตกในบ่อน้ำแต่เก็บไมได้ ว่าแล้วพราหมณ์คนดังกล่าวก็ยิงธนูไปปักที่ลูกคลี จั้ก เสร็จแล้วก็ยิงลูกที่สองไปปักท้ายของธนูลูกแรก จั๊ก ยิงไปเรื่อยๆจนลูกธนูต่อยอดถึงปากบ่อแล้วจึงค่อยๆดึงลูกคลีขึ้นมา

เด็กๆ เห็นฝีมือยิงธนูของพราหมณ์คนนั้นก็ถามว่า ท่านพราหมณ์ชื่ออะไรทำไมเก่งจัง พราหมณ์คนนั้นก็บอกไปว่าเจ้าลองไปถามเสด็จปู่ของพวกเจ้าดูเถิดว่าเราเป็นใคร พอเด็กๆกลับเข้าวังไปเล่าเรื่องให้เสด็จปู่ฟังภีษมะก็รู้ได้ทันทีว่าพราหมณ์ ผู้นั้นคือ โทรณะ (โท-ระ-นะ) หรือ โทรณาจารย์(=โทรณะผู้เป็นอาจารย์)

ขอ ย้อนเรื่องราวของโทรณาจารย์สักเล็กน้อยครับ คือสมัยเด็กๆนั้นโทรราจารย์เป็นลูกของฤาษีจนๆคนหนึ่งและโทรณาจารย์ก็ได้ไป ร่ำเรียนวิชาในสำนักซึ่งเป็นธรรมดาของสำนักเรียนสมัยก่อนย่อมต้องมีลูกเจ้า ขุนมูลนายเจ้าชายกษัตริย์มาเรียนด้วยเสมอ เพื่อนสนิทของโทรณาจารย์สมัยเด็กๆที่เรียนวิชานั้นเป็นเจ้าชาย ชื่อ ทรุปัทม์ เป็นลูกของกษัตริย์แคว้นปัญจาละ(ติดกับแคว้นกุรุ-ดูแผนที่กระทู้แรก) เจ้าชายทรุปัทม์ก็บอกว่า " ถ้าอั๊วเป้นใหญ่ได้ครองราชย์เมื่อไหร่ เพื่อนจงมาอยู่กับเราเถิด เราจะเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าเอง เพื่อน...กูรักมึงว่ะ "

โทรณาจารย์ก็ปลาบปลื้มใจ ตั้งจิตไว้ว่าถ้าเรียนจบเมื่อไหร่จะไปทำงานใช้ทุนที่แคว้นปัญจาละ ทีนี้โทรณาจารย์ก็ได้แต่งงานกับน้องสาวของ กฤษปะ ซึ่งเป็นอาจารย์ต้นของเด็กๆทั้งเการพและปาณฑพนั่นเอง โทรณาจารย์ก็มีลูกคนหนึ่งชื่อ อัศวถามา ตัวโทรณาจารย์เองก็เป้นพราหมณ์ยากจนไม่เงินซื้อนมให้ลูก อัศวถามาก็ไปขอนมของเพื่อนๆกินเพื่อนๆของอัศวถามาก็ร้ายเหลือเกินเอาน้ำข้าวมาให้กินแล้วหลอกว่าเป้นน้ำนม

พอ อัศวถามากินพวกเพื่อนๆก็หัวเราะเยาะว่าถูกหลอกให้กินน้ำข้าว อัศวถามา ก็กลับบ้านร้องห่มร้องไห้ โทรณะ ผู้พ่อก็รู้สึกสงสารลูกแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็พลันนึกได้ว่าตนมีเพื่อนเป็นเจ้าชายแคว้นปัญจาละนี่หว่า เอาวะ...ลองไปบากหน้าขอความช่วยเหลือดู โทรณะก็เลยดั้นด้นไปขอความช่วยเหลือจากทรุปัทม์ราชาแคว้นปัญจาละ พอไปถึงวังปรากฎว่าทรุปัทม์ไม่ให้เข้าเผ้า แต่ก็ไม่ยอมหมดวัง นอนรอ นั่งรอ หน้าวังจนได้เข้าเฝ้าแต่ทรุปัทม์บอกว่า " เฮ้ยยมึงเป็นใคร กู๊วไม่รู้จัก ไป๊ ชิ๊วๆ "

โทรณะก็แค้นสิครับ แค้นครั้งนี้ฝังแน่นนัก โทรณะก็เลยหันมาเดินทางสู่เมืองหัสตินปุระ จนมาเจอเจ้าชายทั้ง105คนนั่นเองครับ





user posted image
ทุหศาสัน-น้องรองของฝั่งเการพเลว+เจ้าเล่ห์พอๆกับทุรโยชน์พี่ชายคนโต

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มหากาพย์ มหาภารตะ

มหาภารตะ นับเป็นหนึ่งในสองของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย อีกเรื่องคือ รามายณะ โดยประพันธ์เป็นโศลกภาษาสันสกฤต

ตาม ตำนานเล่าว่าผู้แต่งมหากาพย์เรื่องนี้คือ ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาสะ นับเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก มีเนื่อหาซับซ้อน เล่าเรื่องอันยืดยาวที่เกี่ยวข้องกับปกรณัม และหลักปรัชญาของอินเดียโบราณ ทั้งนี้ยังมีเรื่องย่อยๆ แทรกอยู่มากมาย เช่น ภควัทคีตา ทมยันตี ทั้งนี้ ถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของศาสนาฮินดูด้วย

ใน ภารตะนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับมหาสงครามใน ชมพูทวีประหว่างฝ่ายพี่น้อง เการพ (มาจากคำว่า กุรุ) กับฝ่ายพี่น้อง ปาณฑพ (อ่านว่า ปาน-ดบ มาจากชื่อ ปาณฑุ ผู้เป็นบิดา)

เรื่องราวของมหากาพย์มหาภารตะนี้จะเป็นเช่นไร ขอจงติดตามได้ ณ บัดนี้


บรรพ์ที่1 อาทิบรรพ - บทนำ การกำเนิดเจ้าชายต่างๆ

ย้อน ไปเมื่อสมัยนานมาแล้วมีพระราชพระองค์หนึ่งซึ่งชอบล่าสัตว์มากได้ออกประพาส ป่าล่าสัตว์ครั้งพอตอนกลางวันล่าสัตว์อย่างเหนื่อยอ่อน ตกตอนกลางคืนเวลาบรรทมก็ได้ทรงพระสุบิน(ฝัน)ว่าได้มาsomethingหรือกามกรีฑา กับพระมเหสีซึ่งในฝันนั้นพระองค์ทรงแช่มชื่นมาก
จนกระทั่งถึงจุดสุดยอดเลย เรียกภาษาบ้านๆว่าฝันเปียกนั่นแหล่ะครับ

พอ ทรงตื่นขึ้นมาพบคราบอสุจิของตัวเองบนใบไม้ก็สั่งให้ขุนนางบอกว่า"เจ้าจงเอา อสุจินี้ไปให้มเหสีของข้า" แต่ขุนนางนั้นถ้าจะเดินทางไปส่งเองก็อาจจะช้าจึงได้ใช้บริการAir mail ส่งทางอากาศคือเรียกพญาเหยี่ยวให้เอาอสุจินี้ไปให้พระมเหสีที่พระราชวัง แต่ระหว่างทางพญาเหยี่ยวเกิดเจอกับพญานกใหญ่จึงได้ไล่จิกไล่ตีกันจนทำให้น้ำ อสุจินั้นหล่นลงไปในน้ำพอหล่นลงไปปลาก็มาตอดกินซึ่งปลาตัวที่ตอดกินอสุจิไป นั้น ก็เกิดอาการตั้งท้องขึ้นมา

ต่อมาปลาตัวนั้นก็ถูกชาวประมงจับไป เลี้ยง เลี้ยงไปเลี้ยงมาปลาก็โตขึ้น โตขึ้น เด็กในท้องก็โตตามตัวปลา พอมาวันนึงชาวประมงจะเอาปลาไปทำอาหารครั้นเมื่อผ่าท้องปาออกมาก็ได้เจอกับ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในท้องปลาตัวนั้น ชาวประมงจึงรับเอาเด็กผู้หญิงเป็นลูกด้วยความรักแต่มีลักษณะประหลาดอยุ่ อย่างนึงคือเด็กคนนี้แม้ว่าตัวเป็นคน หน้าตาสวยสด แต่มีกลิ่นคาวปลาแรงมากจนไม่มีใครมาจีบ

ครั้นเมื่อกุมารีคนนี้โตขึ้น จึงได้ชื่อว่า สัตยวดี วันนึงมีฤาษีองค์หนึ่งชื่อ ฤาษี ปราษร(ปะ-รา-สอน)ได้พายเรือมาริมฝั่งทะเลบริเวณที่ชาวประมงกับนางสัตยวดี อาศัยอยู่พอฤาษีได้รู้เรื่องจึงได้บอกกับ สัตยวดีไปว่า ถ้ายอมร่วมสังวาสกับตนกลิ่นกายของนางจากเหม็นคาวปลาจะปลิ่นเป้นหอมหวลทันที คราวนี้นางสัตยวดีต้องตัดสินใจว่าจะเอาไงดี คิดไปคิดว่าเอาวะไหนๆก็ไหนๆแล้วคงไม่เป็นไร ก็ตกลงปลงใจมีsomethingกับฤาษี พอมีกุบกิบคิมูจิ๊กับฤาษีปราษรแล้วก็ได้อยู่กินกันมาได้ระยะหนึ่งแล้วฤาษี ปราษรก็จากไปนางสัตยวดีจึงได้เดินทางกลับหมู่บ้านที่ตนอาศัยอยู่ กลิ่นนางจากเดิมที่เหม็นก็กลายเป็นหอมแถมนางยังตั้งครรภ์จนคลอดเด็กออกมาเป้ นผู้ชายชื่อ วยาส(วะ-ยาด)หรือ(วะ-ยา-สะ)


ตัดภาพมาอีกเมืองหนึ่ง ชื่อเมือง หัสตินปุระ(หัด-สะ-ติน-ปุ-ระ) มีท้าวศานตนุ(สาน-ตะ-นุ) มหาราชย์ครองนครนี้อยู่ มาวันนึงพระองค์ได้เดินทางเสด็จมายังริมฝั่งน้ำจนได้พบกับนางอัปสรคนหนึ่ง ซึ่งสวยมากจนรู้สึกปิ๊งขึ้นมาทันทีแต่พระองค์ไม่รู้ว่า นางอัปสรนั้นคือพระแม่คงคา พอท้าวศานตนุเห็นจึงขอเอ่ยปากแต่งงานกับนาง แต่นางอัปสรนั้นมีข้อแม้กับศานตนุ3ข้อซึ่งถ้าท้าวศานตนุให้คำสัตย์กับเธอได้ เธอจะยอมอยู่กินด้วย โดยคำขอทั้งสามคือ

1.ขออย่าทรงขัดขวางอะไรที่นางทำ แม้ว่าไม่เห้นด้วยก็ตาม
2.อย่าโกรธในสิ่งที่นางทำลงไป
3.อย่าถามหาเหตุผลในสิ่งที่นางทำ

เมื่อ ได้ยินดังนั้นท้าวศานตนุก็บอกว่า okจัดให้ ไม่มีปัญหา ดังนั้นนางอัปสรดังกล่าวก็จึงตกลงไปอยู่กินกับท้าวศานตนุที่หัสตินปุระ ครบ9เดือนผ่านไปนางอัปสรซึ่งก็คือพระแม่คงคาได้ให้กำเนิดกุมาร คนแรก พอคลอดเสร็จนางอัปสรก็กอดลูกแล้วบอกว่า แม่รักลูกนะ พูดจบก็โยนลูกลงน้ำจนจมน้ำตาย ท้าวศานตนุทำอะไรไมได้เพราะได้ให้คำสัตย์กับนางอัปสรไว้แล้วพอปีต่อมานาง อัปสรก็ได้ให้กำเนิดกุมารอีกแล้วนางก็ทำแบบเดิม คือจับลูกที่เพิ่งเกิดโดยนถ่วงน้ำ

ทำ แบบนี้ปีแล้วปีเล่าถึง7ปี คือลูกตายไป7คนแล้ว จนย่างเข้าปีที่8พระแม่งคงคาก็จะทำเหมือนเดิม คราวนี้ท้าวศานตนุทนไม่ไหวแล้วก็ได้เอ่ยปากถามนางอัปสรไปว่า ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงต้องฆ่าลูกของเราทุกครั้ง!!!!

นางอัปสร ที่แต่งงานกับท้าวศานตนุก็บอกว่า " จริงๆแล้วหม่อมฉันคือคงคา เทวีแห่งสายน้ำสิ่งที่หม่อมฉันทำลงไปนั้นไม่ได้ต้องการที่จะสังหารกุมารทั้ง 7หากแต่ว่าต้องการจะสงเคราะห์เพราะชาติก่อนกุมารทั้ง8นั้นเป็นเทวดา แต่ว่าเทวดาทั้ง8นั้นไปขโมยโคของฤาษีจนถูกสาปให่ลงมาเกิดที่โลกมนุษย์ หม่อมฉันเลยรับอนุเคราะห์ให้กำเนิดเทวดาทั้ง8เองคือเมื่อเกิดแล้วก็ฆ่าทิ้ง เสียเพื่อที่จะได้กลับไปเกิดยังสวรรค์ได้ทันที" แล้วพระนางคงคาก็ได้ทวงคำสัญญากับท้าวศานตนุว่า " พระองค์จำได้มั๊ยว่าทรงเคยสัญญาอะไรไว้ บัดนี้พระองค์ผิดคำสัญญา หม่อมฉันก็ขอลาพระองค์ซะทีซึ่งกุมารคนที่8นี้หม่อมฉันจะเอาลงไปเลี้ยงเอง " เสร็จแล้วนางก็เดินหายไปในสายน้ำ ...

20ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก 20ปีที่ท้าวศานตนุไมได้อยู่กินกับพระแม่คงคา วันดีคืนร้ายอะไรไม่ทราบได้ ขณะที่ท้าวศานตนุกำลังเสด็จอยู่ริมฝั่งน้ำก็ได้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ขึ้นมา จากริมแม่น้ำ จากนั้นก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินขึ้นมา พระองค์ก็รู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่าชายหนุ่มคนนี้แหล่ะคือลูกของพระองค์ที่พระ แม่คงคาเอาไปชุบเลี้ยงที่บาดาลเมื่อ20ปีที่แล้ว แล้วผู้หญิงที่มาด้วยก็คือพระแม่คงคานี่เอง แล้วพระแม่คงคาได้บอกกับท้าวศานตนุขึ้นมาว่า มานพหนุ่มนี้คือลูกชายคนที่8ของพระองค์กับนางนั่นเอง

มานพหนุ่มนี้ ชื่อ ภีษมะ (พี-สะ-มะ) นางได้ให้ภีษมะร่ำเรียนสรพวิชาต่างๆโดยมีครูเป็นพระฤหัสบดี ทำให้ภีษมะเก่งเรื่องการรบมากและวันนี้เป็นโอกาสดีที่นางจะถวายลูกคืนแก่ พระองค์ ท้าวศานตนุได้ยินดังนั้นก็ดีใจพาภีษมะกลับบ้านกลับเมืองพร้อมทั้งได้จัดให้ มีงานเฉลิมฉลองเคาท์ดาวน์กันอย่างเอิกเกริก ค่ำคืนของงานเฉลิมแลองนั้นท้าวศานตนุก็ได้บอกกับภีษมะว่าต่อไปภายภาคหน้าจะ ให้ภีษมะขึ้นครองราชย์แทน

ท้าวความไปก่อนว่าช่วง20ปีที่ท้าวศานตนุ ครองตัวเป้นโสดมานี้ พระองค์ก็ไมได้มีsomethingกับใครหรือแต่งงานกับหญิงอื่นเพราะพระองค์เป็นคน รักเดียวใจเดียว จนกระทั่งวันนึงพระองค์ได้เดินทางผ่านแม่น้ำ(อีกแล้ว)แล้วได้กลิ่นหอม มมประหลาดอบอวลอยู่ก็ตามกลิ่นไปจนเจอหญิงสาวคนหนึ่ง จำได้ม๊ยครับว่าใคร ...... นางสัตยวดีเด็กหญิงในท้องปลาไงครับ

คราว นี้ท้าวศานตนุเกิดอดใจไม่ไหวห้ามอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ love at first smell ทีเดียว ถึงกับลงทุนคุกเข้าอ้วนอวนนางสัตยวดีว่าให้ไปอยู่กินกับกระองค์ที่วังเถิด ....คุณแม่ ของร้องงงงง
แน่นอนครับนางสัตยวดีไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีทั้งลูก มีทั้งพ่อชาวประมง นางจึงบอกท้าวศานตนุไปว่า ให้ไปตกลงกับพ่อซึ่งเป็นชาวประมงเอาเองพ่อว่ายังไงนางก็จะทำตาม

user posted image
ท้าวศานตนุกับนางสัตยวดี(pic from wikipedia)

ท้าว ศานตนุได้ยินดังนั้นก็เดินทางไปหาพ่อของนางสัตยวดีซึ่งเป็นชาวประมงอยู่ พอเจอตัวก็ได้บอกไปว่าพระองค์ทรงต้องการนางสัตยวดีมาเป็นมเหสี ทางชาวประมงก็ได้บอกว่า ข้าพระองค์ก็ไมได้ขัดข้องอะไรแต่ข้าพระองค์จะขอคำสัตย์ซึ่งถือเป็นของหมั้น สักข้อนึง คือ บุตรที่ซึ่งเกิดกับนางสัตยวดีกับพระองค์ต้องขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวศานตนุทรงได้ยินแบบนั้นก็ได้บอกว่าเราคงตกลงไม่ได้เพราะเราได้ให้คำ สัตย์ต่อภีษมะลูกเราไว้แล้วว่าจะให้ภีษมะครองราชย์ชาวประมงจึงบอกว่างั้น พระองค์ก็จงทรงกลับเมืองแล้วลืมนางสัตยวดีซะดีกว่า

ระหว่างที่กำลัง คุยกัน เจ้าชายภีษมะซึ่งได้ยินอยู่ก่อนแล้วก็ได้เดินเข้าไปบอกกับชาวประมงว่าให้ชาว ประมงยกลูกสาวให้ท้าวศานตนุเถอะ " เพื่อให้เสด็จพ่อมีความสุข ข้าจะปฎิญาณตนว่าถ้านางสัตยวดีมีบุตรขึ้นมาเราจะให้เป็นกษัตริย์แทนเรา" ชาวประมงก็ถามเจ้าชายภีษมะกลับว่า " ถึงพระองค์(ภีษมะ)จะไม่ขึ้นครองราชย์แต่เมื่อพระองค์ทรงมีโอรสแล้วพระองค์จะ ทำอย่างไร ถ้าพระโอรสของพระองค์ทรงเติบโตขึ้นแล้วต้องการจะครองราชย์ ใครจะกล้าขัดขวาง "

ภีษ มะก็บอกกับชาวประมงไปว่า " เราผู้มีนามว่าภีษมะขอปฎิญาณตนอีกว่า จะขอเสื่อมซึ่งสมรรถนะทางเพศจะเป็นเอกบุรุษ สละซึ่งความยินดีในสตรีเพศ " แนวๆว่าเป็นหมันกันเลยทีเดียว พอพูดเสร็จก็ได้เกิดเสียงแซ่ซ้องสาธุการมีดอกไม้โปรยปรายลงมาจากสวรรค์แสดง ให้เห็นว่า เทพดาต่างยกย่องภีษมะในการเสียสละครั้งนี้พร้อมทั้งให้พรว่า ตราบใดที่ภีษมะไม่ต้องการจะสิ้นพระชนม์ก็จะไม่มีใครมาฆ่าพระองค์ได้

เมื่อภีษมะให้คำสัตย์แบบนั้นชาวประมงก็ตกลงยกนาง สัตยวดีให้ท้าวศานตนุไปอยู่กินในราชวังดำเนินการผ่านไป20ปี พระราชาศานตนุได้มีลูก2คนกับนางสัตยวดี องค์แรกชื่อ จิตตรางคหะ องค์ที่สองชื่อ วิจิตรวีรยะ สำหรับจิตตรางคหะนั้นได้ขออาสาพระบิดาคือท้าวศานตนุไปสู้รบกับคนธรรพ์ต่อมา ได้สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เจ้าชายวิจิตรวีรยะผู้น้องจึงขึ้นครองราชย์หลังจากที่ท้าวศานตนุสิ้นพระชนม์ แทน

ภาพตัดมายังแคว้นกาษี ซึ่งพระราชาแคว้นนี้มีลูกสาวด้วยกันสามคนคือ พระนางอำภา พระนางอำภิกา แล้วก็พระนางอำภาลิกา พระราชาอยากให้ลูกสาวได้แต่งงานซะทีจึงได้จัดพิธีรากษสวิวาหะ(ราก-สด -วิ-วา-หะ) คือเชิญเจ้าชายจากเมืองต่างๆมาทำศึกเพื่อแย่งนาง เรียกง่ายๆว่าจะยกลูกสาวให้กับคนที่เก่งที่สุด ทางแคว้นหัสตินปุระที่เจ้าชายวิจิตรวีรยะครองราชย์อยู่ก็จำต้องส่งคนไปทำศึก ด้วยแต่ติดที่ว่าเจ้าชายวิจิตรวีรยะนั้นยังอ่อนด้อยประสพการณ์ในการรบอยู่ ภาระหน้าที่จึงตกเป็นของท้าวภีษมะไปรบแทน ครั้นเมื่อไปรบภีษมะซึ่งเก่งกาจอยู่แล้วก็ได้ชนะในการรบ จึงต้องพาเจ้าหญิงทั้งสามกลับหัสตินปุระด้วย

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเจ้า ชายภีษมะนั้นเคยให้คำสัตย์ไว้ว่าจะไม่แต่งงานแถมเจ้าหญิงอำภาลูกคนโตเองนั้น ก็มีคนรักอยู่แล้ว จึงได้บอกกับท้าวภีษมะว่า " เราจะขอกลับไปหาคนรักเดิม" เจ้าชายภีษมะก็ตกลงเพราะสงสาร ครั้นพอพระนางอำภากลับไปหาคนรักเดิมของตนแล้วบอกว่ากับเจ้าชายคนรักว่า " เจ้าชายภีษมะนั้นมอบอิสระให้แก่เราแล้วเรามาแต่งงานอยู่กินกันเถิด " ฝ่ายเจ้าชายคนรักเดิมก็บอกว่า " เราพ่ายแพ้ในการทำศึกแล้วคงจะแต่งกับนางไม่ได้เพราะเสมือนว่าเราไม่มี เกียรติ แพ้ก็คือแพ้ ขอให้พระนางอำภาลืมตนซะแล้วกลับหัสตินปุระไปหาเจ้าชายภีษมะดีกว่า "

เอาล่ะสิ ทำไงดีหว่า พระนางอำภาจึงต้องกลับไปหาท้าวภีษมะอีกครั้งแล้วบอกว่าเจ้าต้องรับผิดชอบเรา ด้วยการแต่งงานเพราะคนรักเก่าของเราไม่สนใจใยดีเราแล้ว ส่วนฝ่ายท้าวภีษมะนั้นก็เคยได้ให้คำสัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่แต่งงานก็ไม่ยอม พระนางอำภาก็โกรธมากเพราะจะเมืองไหนก็ไม่มีใครรับ พระนางจึงตัดสินใจออกจาริกแสวงบุญพร้อมทั้งกับตั้งสัตย์ไว้ว่าจะหาคนมาฆ่า ท้าวภีษมะให้ได้ พระนางบำเพ็ญตนอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยจนตัวเป้นน้ำแข็ง สุดท้ายก็โดดเข้ากองไฟตาย

แถมช่วงนี้หัสตินปุระซึ่งปรกครองโดยพระ ราชาวิจิตรวีรยะนั้นกลับมาสิ้นพระชนม์เอาแต่อายุยังน้อยท้าวภีษมะจะขึ้นครอง ราชย์เองก็ไม่ได้จึงต้องจัดพิธีนิโยก คือหาคนมามีคิมูจิ๊ เพื่อให้เกิดลูกก็คิดกันไปคิดกันมาไม่รู้จะเอาใครมามีsomething ดีเพราะถ้าเอาคนนอกวงศ์มาก็ไม่ได้ จนกระทั่งคิดได้ว่าพระนางสัตยวดีแม่เลี้ยงของภีษมะนั้น ครั้งนึงเคยมีลูกกับฤาษี ลูกคนแรกของนางสัตยวดีนั้นคือ วยาส ซึ่งไปบำเพ็ญตนเป็นฤาษีก็เลยตกลงว่าให้ฤาษีวยาสนี่ทำพิธีนิโยกสมสู่ พระนางอำภาลิกาและพระนางอำภิกาแทน

โดยให้พระนางอำภิกาเริ่มพิธีเป็น คนแรก พอพระนางอำภิกาเห็นฤาษีวยาสก็ต๊กใจในความแก่ของฤาษีวยาสถึงกับนอนหลับตาไม่ กล้ามองระหว่างนั้นฤาษีวยาสก็ ป้าบๆๆ ไปด้วย พอป้าบๆๆ เสร็จฤาษีวยาสก็ถามว่า " ที่นางหลับตานี่เพราะกลัวที่จะเห็นรูปร่างอันเหี่ยวย่นใช่มั๊ย " พระนางอำภิกาก็ไม่ตอบ ฤาษีวยาสก็บอกว่า " ลูกที่จะเกิดต่อไปนี้ให้ชื่อว่า ทิตราชย์(ทิ-ตะ-ราด) แต่ในระหว่างที่กำลังมีอะไรกันนั้นนางไม่ยอมลืมตาก็จะสาปให้ทิตราชย์นั้นตาบ อด!! "

ส่วนพระนางอำภาลิกาน้องคนสุดท้องได้เข้ามาเจอฤาษีวยาสก็ ตกใจเหมือนกัน ตกใจไมได้หลับตาแต่กลัวจนตัวขาวซีดเพราะขยะแขยง ฤาษีวยาสก็ถามว่า " ทำไมเจ้าตัวซีดนักกลัวข้าหรือ? " พระนางอำภาลิกาก็ไม่ตอบ ฤาษีวยาสก็เลยเข้าไป ป้าบๆๆ ต่อเป็นคนที่สอง แล้วก็บอกว่า " ลูกที่จะเกิดคนที่สองนั้น จะชื่อว่า ปาณฑุ (ปาน-ทุ)แต่ในเมื่อเจ้ากลัวข้าจนตัวซีดข้าก็จะสาปให้ ปาณฑุนั้นตัวขาวซีดเผือก "

ซึ่งในเวลาต่อมา ท้าวทิตราชย์ก็คือต้นกำเนิดของพี่น้องเการพ ส่วนท้าวปาณฑุก็เป็นต้นกำเนิด พี่น้องฝ่ายปาณฑพ นั่นเอง