Asd

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มหากาพย์ มหาภารตะ

มหาภารตะ นับเป็นหนึ่งในสองของมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย อีกเรื่องคือ รามายณะ โดยประพันธ์เป็นโศลกภาษาสันสกฤต

ตาม ตำนานเล่าว่าผู้แต่งมหากาพย์เรื่องนี้คือ ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาสะ นับเป็นมหากาพย์ที่ยาวที่สุดในโลก มีเนื่อหาซับซ้อน เล่าเรื่องอันยืดยาวที่เกี่ยวข้องกับปกรณัม และหลักปรัชญาของอินเดียโบราณ ทั้งนี้ยังมีเรื่องย่อยๆ แทรกอยู่มากมาย เช่น ภควัทคีตา ทมยันตี ทั้งนี้ ถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของศาสนาฮินดูด้วย

ใน ภารตะนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับมหาสงครามใน ชมพูทวีประหว่างฝ่ายพี่น้อง เการพ (มาจากคำว่า กุรุ) กับฝ่ายพี่น้อง ปาณฑพ (อ่านว่า ปาน-ดบ มาจากชื่อ ปาณฑุ ผู้เป็นบิดา)

เรื่องราวของมหากาพย์มหาภารตะนี้จะเป็นเช่นไร ขอจงติดตามได้ ณ บัดนี้


บรรพ์ที่1 อาทิบรรพ - บทนำ การกำเนิดเจ้าชายต่างๆ

ย้อน ไปเมื่อสมัยนานมาแล้วมีพระราชพระองค์หนึ่งซึ่งชอบล่าสัตว์มากได้ออกประพาส ป่าล่าสัตว์ครั้งพอตอนกลางวันล่าสัตว์อย่างเหนื่อยอ่อน ตกตอนกลางคืนเวลาบรรทมก็ได้ทรงพระสุบิน(ฝัน)ว่าได้มาsomethingหรือกามกรีฑา กับพระมเหสีซึ่งในฝันนั้นพระองค์ทรงแช่มชื่นมาก
จนกระทั่งถึงจุดสุดยอดเลย เรียกภาษาบ้านๆว่าฝันเปียกนั่นแหล่ะครับ

พอ ทรงตื่นขึ้นมาพบคราบอสุจิของตัวเองบนใบไม้ก็สั่งให้ขุนนางบอกว่า"เจ้าจงเอา อสุจินี้ไปให้มเหสีของข้า" แต่ขุนนางนั้นถ้าจะเดินทางไปส่งเองก็อาจจะช้าจึงได้ใช้บริการAir mail ส่งทางอากาศคือเรียกพญาเหยี่ยวให้เอาอสุจินี้ไปให้พระมเหสีที่พระราชวัง แต่ระหว่างทางพญาเหยี่ยวเกิดเจอกับพญานกใหญ่จึงได้ไล่จิกไล่ตีกันจนทำให้น้ำ อสุจินั้นหล่นลงไปในน้ำพอหล่นลงไปปลาก็มาตอดกินซึ่งปลาตัวที่ตอดกินอสุจิไป นั้น ก็เกิดอาการตั้งท้องขึ้นมา

ต่อมาปลาตัวนั้นก็ถูกชาวประมงจับไป เลี้ยง เลี้ยงไปเลี้ยงมาปลาก็โตขึ้น โตขึ้น เด็กในท้องก็โตตามตัวปลา พอมาวันนึงชาวประมงจะเอาปลาไปทำอาหารครั้นเมื่อผ่าท้องปาออกมาก็ได้เจอกับ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในท้องปลาตัวนั้น ชาวประมงจึงรับเอาเด็กผู้หญิงเป็นลูกด้วยความรักแต่มีลักษณะประหลาดอยุ่ อย่างนึงคือเด็กคนนี้แม้ว่าตัวเป็นคน หน้าตาสวยสด แต่มีกลิ่นคาวปลาแรงมากจนไม่มีใครมาจีบ

ครั้นเมื่อกุมารีคนนี้โตขึ้น จึงได้ชื่อว่า สัตยวดี วันนึงมีฤาษีองค์หนึ่งชื่อ ฤาษี ปราษร(ปะ-รา-สอน)ได้พายเรือมาริมฝั่งทะเลบริเวณที่ชาวประมงกับนางสัตยวดี อาศัยอยู่พอฤาษีได้รู้เรื่องจึงได้บอกกับ สัตยวดีไปว่า ถ้ายอมร่วมสังวาสกับตนกลิ่นกายของนางจากเหม็นคาวปลาจะปลิ่นเป้นหอมหวลทันที คราวนี้นางสัตยวดีต้องตัดสินใจว่าจะเอาไงดี คิดไปคิดว่าเอาวะไหนๆก็ไหนๆแล้วคงไม่เป็นไร ก็ตกลงปลงใจมีsomethingกับฤาษี พอมีกุบกิบคิมูจิ๊กับฤาษีปราษรแล้วก็ได้อยู่กินกันมาได้ระยะหนึ่งแล้วฤาษี ปราษรก็จากไปนางสัตยวดีจึงได้เดินทางกลับหมู่บ้านที่ตนอาศัยอยู่ กลิ่นนางจากเดิมที่เหม็นก็กลายเป็นหอมแถมนางยังตั้งครรภ์จนคลอดเด็กออกมาเป้ นผู้ชายชื่อ วยาส(วะ-ยาด)หรือ(วะ-ยา-สะ)


ตัดภาพมาอีกเมืองหนึ่ง ชื่อเมือง หัสตินปุระ(หัด-สะ-ติน-ปุ-ระ) มีท้าวศานตนุ(สาน-ตะ-นุ) มหาราชย์ครองนครนี้อยู่ มาวันนึงพระองค์ได้เดินทางเสด็จมายังริมฝั่งน้ำจนได้พบกับนางอัปสรคนหนึ่ง ซึ่งสวยมากจนรู้สึกปิ๊งขึ้นมาทันทีแต่พระองค์ไม่รู้ว่า นางอัปสรนั้นคือพระแม่คงคา พอท้าวศานตนุเห็นจึงขอเอ่ยปากแต่งงานกับนาง แต่นางอัปสรนั้นมีข้อแม้กับศานตนุ3ข้อซึ่งถ้าท้าวศานตนุให้คำสัตย์กับเธอได้ เธอจะยอมอยู่กินด้วย โดยคำขอทั้งสามคือ

1.ขออย่าทรงขัดขวางอะไรที่นางทำ แม้ว่าไม่เห้นด้วยก็ตาม
2.อย่าโกรธในสิ่งที่นางทำลงไป
3.อย่าถามหาเหตุผลในสิ่งที่นางทำ

เมื่อ ได้ยินดังนั้นท้าวศานตนุก็บอกว่า okจัดให้ ไม่มีปัญหา ดังนั้นนางอัปสรดังกล่าวก็จึงตกลงไปอยู่กินกับท้าวศานตนุที่หัสตินปุระ ครบ9เดือนผ่านไปนางอัปสรซึ่งก็คือพระแม่คงคาได้ให้กำเนิดกุมาร คนแรก พอคลอดเสร็จนางอัปสรก็กอดลูกแล้วบอกว่า แม่รักลูกนะ พูดจบก็โยนลูกลงน้ำจนจมน้ำตาย ท้าวศานตนุทำอะไรไมได้เพราะได้ให้คำสัตย์กับนางอัปสรไว้แล้วพอปีต่อมานาง อัปสรก็ได้ให้กำเนิดกุมารอีกแล้วนางก็ทำแบบเดิม คือจับลูกที่เพิ่งเกิดโดยนถ่วงน้ำ

ทำ แบบนี้ปีแล้วปีเล่าถึง7ปี คือลูกตายไป7คนแล้ว จนย่างเข้าปีที่8พระแม่งคงคาก็จะทำเหมือนเดิม คราวนี้ท้าวศานตนุทนไม่ไหวแล้วก็ได้เอ่ยปากถามนางอัปสรไปว่า ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงต้องฆ่าลูกของเราทุกครั้ง!!!!

นางอัปสร ที่แต่งงานกับท้าวศานตนุก็บอกว่า " จริงๆแล้วหม่อมฉันคือคงคา เทวีแห่งสายน้ำสิ่งที่หม่อมฉันทำลงไปนั้นไม่ได้ต้องการที่จะสังหารกุมารทั้ง 7หากแต่ว่าต้องการจะสงเคราะห์เพราะชาติก่อนกุมารทั้ง8นั้นเป็นเทวดา แต่ว่าเทวดาทั้ง8นั้นไปขโมยโคของฤาษีจนถูกสาปให่ลงมาเกิดที่โลกมนุษย์ หม่อมฉันเลยรับอนุเคราะห์ให้กำเนิดเทวดาทั้ง8เองคือเมื่อเกิดแล้วก็ฆ่าทิ้ง เสียเพื่อที่จะได้กลับไปเกิดยังสวรรค์ได้ทันที" แล้วพระนางคงคาก็ได้ทวงคำสัญญากับท้าวศานตนุว่า " พระองค์จำได้มั๊ยว่าทรงเคยสัญญาอะไรไว้ บัดนี้พระองค์ผิดคำสัญญา หม่อมฉันก็ขอลาพระองค์ซะทีซึ่งกุมารคนที่8นี้หม่อมฉันจะเอาลงไปเลี้ยงเอง " เสร็จแล้วนางก็เดินหายไปในสายน้ำ ...

20ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก 20ปีที่ท้าวศานตนุไมได้อยู่กินกับพระแม่คงคา วันดีคืนร้ายอะไรไม่ทราบได้ ขณะที่ท้าวศานตนุกำลังเสด็จอยู่ริมฝั่งน้ำก็ได้เกิดระลอกคลื่นยักษ์ขึ้นมา จากริมแม่น้ำ จากนั้นก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินขึ้นมา พระองค์ก็รู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่าชายหนุ่มคนนี้แหล่ะคือลูกของพระองค์ที่พระ แม่คงคาเอาไปชุบเลี้ยงที่บาดาลเมื่อ20ปีที่แล้ว แล้วผู้หญิงที่มาด้วยก็คือพระแม่คงคานี่เอง แล้วพระแม่คงคาได้บอกกับท้าวศานตนุขึ้นมาว่า มานพหนุ่มนี้คือลูกชายคนที่8ของพระองค์กับนางนั่นเอง

มานพหนุ่มนี้ ชื่อ ภีษมะ (พี-สะ-มะ) นางได้ให้ภีษมะร่ำเรียนสรพวิชาต่างๆโดยมีครูเป็นพระฤหัสบดี ทำให้ภีษมะเก่งเรื่องการรบมากและวันนี้เป็นโอกาสดีที่นางจะถวายลูกคืนแก่ พระองค์ ท้าวศานตนุได้ยินดังนั้นก็ดีใจพาภีษมะกลับบ้านกลับเมืองพร้อมทั้งได้จัดให้ มีงานเฉลิมฉลองเคาท์ดาวน์กันอย่างเอิกเกริก ค่ำคืนของงานเฉลิมแลองนั้นท้าวศานตนุก็ได้บอกกับภีษมะว่าต่อไปภายภาคหน้าจะ ให้ภีษมะขึ้นครองราชย์แทน

ท้าวความไปก่อนว่าช่วง20ปีที่ท้าวศานตนุ ครองตัวเป้นโสดมานี้ พระองค์ก็ไมได้มีsomethingกับใครหรือแต่งงานกับหญิงอื่นเพราะพระองค์เป็นคน รักเดียวใจเดียว จนกระทั่งวันนึงพระองค์ได้เดินทางผ่านแม่น้ำ(อีกแล้ว)แล้วได้กลิ่นหอม มมประหลาดอบอวลอยู่ก็ตามกลิ่นไปจนเจอหญิงสาวคนหนึ่ง จำได้ม๊ยครับว่าใคร ...... นางสัตยวดีเด็กหญิงในท้องปลาไงครับ

คราว นี้ท้าวศานตนุเกิดอดใจไม่ไหวห้ามอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ love at first smell ทีเดียว ถึงกับลงทุนคุกเข้าอ้วนอวนนางสัตยวดีว่าให้ไปอยู่กินกับกระองค์ที่วังเถิด ....คุณแม่ ของร้องงงงง
แน่นอนครับนางสัตยวดีไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีทั้งลูก มีทั้งพ่อชาวประมง นางจึงบอกท้าวศานตนุไปว่า ให้ไปตกลงกับพ่อซึ่งเป็นชาวประมงเอาเองพ่อว่ายังไงนางก็จะทำตาม

user posted image
ท้าวศานตนุกับนางสัตยวดี(pic from wikipedia)

ท้าว ศานตนุได้ยินดังนั้นก็เดินทางไปหาพ่อของนางสัตยวดีซึ่งเป็นชาวประมงอยู่ พอเจอตัวก็ได้บอกไปว่าพระองค์ทรงต้องการนางสัตยวดีมาเป็นมเหสี ทางชาวประมงก็ได้บอกว่า ข้าพระองค์ก็ไมได้ขัดข้องอะไรแต่ข้าพระองค์จะขอคำสัตย์ซึ่งถือเป็นของหมั้น สักข้อนึง คือ บุตรที่ซึ่งเกิดกับนางสัตยวดีกับพระองค์ต้องขึ้นครองราชสมบัติ ท้าวศานตนุทรงได้ยินแบบนั้นก็ได้บอกว่าเราคงตกลงไม่ได้เพราะเราได้ให้คำ สัตย์ต่อภีษมะลูกเราไว้แล้วว่าจะให้ภีษมะครองราชย์ชาวประมงจึงบอกว่างั้น พระองค์ก็จงทรงกลับเมืองแล้วลืมนางสัตยวดีซะดีกว่า

ระหว่างที่กำลัง คุยกัน เจ้าชายภีษมะซึ่งได้ยินอยู่ก่อนแล้วก็ได้เดินเข้าไปบอกกับชาวประมงว่าให้ชาว ประมงยกลูกสาวให้ท้าวศานตนุเถอะ " เพื่อให้เสด็จพ่อมีความสุข ข้าจะปฎิญาณตนว่าถ้านางสัตยวดีมีบุตรขึ้นมาเราจะให้เป็นกษัตริย์แทนเรา" ชาวประมงก็ถามเจ้าชายภีษมะกลับว่า " ถึงพระองค์(ภีษมะ)จะไม่ขึ้นครองราชย์แต่เมื่อพระองค์ทรงมีโอรสแล้วพระองค์จะ ทำอย่างไร ถ้าพระโอรสของพระองค์ทรงเติบโตขึ้นแล้วต้องการจะครองราชย์ ใครจะกล้าขัดขวาง "

ภีษ มะก็บอกกับชาวประมงไปว่า " เราผู้มีนามว่าภีษมะขอปฎิญาณตนอีกว่า จะขอเสื่อมซึ่งสมรรถนะทางเพศจะเป็นเอกบุรุษ สละซึ่งความยินดีในสตรีเพศ " แนวๆว่าเป็นหมันกันเลยทีเดียว พอพูดเสร็จก็ได้เกิดเสียงแซ่ซ้องสาธุการมีดอกไม้โปรยปรายลงมาจากสวรรค์แสดง ให้เห็นว่า เทพดาต่างยกย่องภีษมะในการเสียสละครั้งนี้พร้อมทั้งให้พรว่า ตราบใดที่ภีษมะไม่ต้องการจะสิ้นพระชนม์ก็จะไม่มีใครมาฆ่าพระองค์ได้

เมื่อภีษมะให้คำสัตย์แบบนั้นชาวประมงก็ตกลงยกนาง สัตยวดีให้ท้าวศานตนุไปอยู่กินในราชวังดำเนินการผ่านไป20ปี พระราชาศานตนุได้มีลูก2คนกับนางสัตยวดี องค์แรกชื่อ จิตตรางคหะ องค์ที่สองชื่อ วิจิตรวีรยะ สำหรับจิตตรางคหะนั้นได้ขออาสาพระบิดาคือท้าวศานตนุไปสู้รบกับคนธรรพ์ต่อมา ได้สิ้นพระชนม์ในสนามรบ เจ้าชายวิจิตรวีรยะผู้น้องจึงขึ้นครองราชย์หลังจากที่ท้าวศานตนุสิ้นพระชนม์ แทน

ภาพตัดมายังแคว้นกาษี ซึ่งพระราชาแคว้นนี้มีลูกสาวด้วยกันสามคนคือ พระนางอำภา พระนางอำภิกา แล้วก็พระนางอำภาลิกา พระราชาอยากให้ลูกสาวได้แต่งงานซะทีจึงได้จัดพิธีรากษสวิวาหะ(ราก-สด -วิ-วา-หะ) คือเชิญเจ้าชายจากเมืองต่างๆมาทำศึกเพื่อแย่งนาง เรียกง่ายๆว่าจะยกลูกสาวให้กับคนที่เก่งที่สุด ทางแคว้นหัสตินปุระที่เจ้าชายวิจิตรวีรยะครองราชย์อยู่ก็จำต้องส่งคนไปทำศึก ด้วยแต่ติดที่ว่าเจ้าชายวิจิตรวีรยะนั้นยังอ่อนด้อยประสพการณ์ในการรบอยู่ ภาระหน้าที่จึงตกเป็นของท้าวภีษมะไปรบแทน ครั้นเมื่อไปรบภีษมะซึ่งเก่งกาจอยู่แล้วก็ได้ชนะในการรบ จึงต้องพาเจ้าหญิงทั้งสามกลับหัสตินปุระด้วย

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเจ้า ชายภีษมะนั้นเคยให้คำสัตย์ไว้ว่าจะไม่แต่งงานแถมเจ้าหญิงอำภาลูกคนโตเองนั้น ก็มีคนรักอยู่แล้ว จึงได้บอกกับท้าวภีษมะว่า " เราจะขอกลับไปหาคนรักเดิม" เจ้าชายภีษมะก็ตกลงเพราะสงสาร ครั้นพอพระนางอำภากลับไปหาคนรักเดิมของตนแล้วบอกว่ากับเจ้าชายคนรักว่า " เจ้าชายภีษมะนั้นมอบอิสระให้แก่เราแล้วเรามาแต่งงานอยู่กินกันเถิด " ฝ่ายเจ้าชายคนรักเดิมก็บอกว่า " เราพ่ายแพ้ในการทำศึกแล้วคงจะแต่งกับนางไม่ได้เพราะเสมือนว่าเราไม่มี เกียรติ แพ้ก็คือแพ้ ขอให้พระนางอำภาลืมตนซะแล้วกลับหัสตินปุระไปหาเจ้าชายภีษมะดีกว่า "

เอาล่ะสิ ทำไงดีหว่า พระนางอำภาจึงต้องกลับไปหาท้าวภีษมะอีกครั้งแล้วบอกว่าเจ้าต้องรับผิดชอบเรา ด้วยการแต่งงานเพราะคนรักเก่าของเราไม่สนใจใยดีเราแล้ว ส่วนฝ่ายท้าวภีษมะนั้นก็เคยได้ให้คำสัตย์ไว้แล้วว่าจะไม่แต่งงานก็ไม่ยอม พระนางอำภาก็โกรธมากเพราะจะเมืองไหนก็ไม่มีใครรับ พระนางจึงตัดสินใจออกจาริกแสวงบุญพร้อมทั้งกับตั้งสัตย์ไว้ว่าจะหาคนมาฆ่า ท้าวภีษมะให้ได้ พระนางบำเพ็ญตนอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยจนตัวเป้นน้ำแข็ง สุดท้ายก็โดดเข้ากองไฟตาย

แถมช่วงนี้หัสตินปุระซึ่งปรกครองโดยพระ ราชาวิจิตรวีรยะนั้นกลับมาสิ้นพระชนม์เอาแต่อายุยังน้อยท้าวภีษมะจะขึ้นครอง ราชย์เองก็ไม่ได้จึงต้องจัดพิธีนิโยก คือหาคนมามีคิมูจิ๊ เพื่อให้เกิดลูกก็คิดกันไปคิดกันมาไม่รู้จะเอาใครมามีsomething ดีเพราะถ้าเอาคนนอกวงศ์มาก็ไม่ได้ จนกระทั่งคิดได้ว่าพระนางสัตยวดีแม่เลี้ยงของภีษมะนั้น ครั้งนึงเคยมีลูกกับฤาษี ลูกคนแรกของนางสัตยวดีนั้นคือ วยาส ซึ่งไปบำเพ็ญตนเป็นฤาษีก็เลยตกลงว่าให้ฤาษีวยาสนี่ทำพิธีนิโยกสมสู่ พระนางอำภาลิกาและพระนางอำภิกาแทน

โดยให้พระนางอำภิกาเริ่มพิธีเป็น คนแรก พอพระนางอำภิกาเห็นฤาษีวยาสก็ต๊กใจในความแก่ของฤาษีวยาสถึงกับนอนหลับตาไม่ กล้ามองระหว่างนั้นฤาษีวยาสก็ ป้าบๆๆ ไปด้วย พอป้าบๆๆ เสร็จฤาษีวยาสก็ถามว่า " ที่นางหลับตานี่เพราะกลัวที่จะเห็นรูปร่างอันเหี่ยวย่นใช่มั๊ย " พระนางอำภิกาก็ไม่ตอบ ฤาษีวยาสก็บอกว่า " ลูกที่จะเกิดต่อไปนี้ให้ชื่อว่า ทิตราชย์(ทิ-ตะ-ราด) แต่ในระหว่างที่กำลังมีอะไรกันนั้นนางไม่ยอมลืมตาก็จะสาปให้ทิตราชย์นั้นตาบ อด!! "

ส่วนพระนางอำภาลิกาน้องคนสุดท้องได้เข้ามาเจอฤาษีวยาสก็ ตกใจเหมือนกัน ตกใจไมได้หลับตาแต่กลัวจนตัวขาวซีดเพราะขยะแขยง ฤาษีวยาสก็ถามว่า " ทำไมเจ้าตัวซีดนักกลัวข้าหรือ? " พระนางอำภาลิกาก็ไม่ตอบ ฤาษีวยาสก็เลยเข้าไป ป้าบๆๆ ต่อเป็นคนที่สอง แล้วก็บอกว่า " ลูกที่จะเกิดคนที่สองนั้น จะชื่อว่า ปาณฑุ (ปาน-ทุ)แต่ในเมื่อเจ้ากลัวข้าจนตัวซีดข้าก็จะสาปให้ ปาณฑุนั้นตัวขาวซีดเผือก "

ซึ่งในเวลาต่อมา ท้าวทิตราชย์ก็คือต้นกำเนิดของพี่น้องเการพ ส่วนท้าวปาณฑุก็เป็นต้นกำเนิด พี่น้องฝ่ายปาณฑพ นั่นเอง

ตำนานครุฑ กับ นาค

เวนไตย อ่านว่า เว นะ ไต แปลว่า ลูกของนางวินตา หมายความว่า ครุฑ ด้วย เป็นพญาวิหค เจ้าแห่งนกทั้งปวงด้วย
เริ่ม เรื่องที่ผู้แม่นางวินตา ที่เป็น ๑ ในชายาจำนวนมากมายของพระฤษีกัศยป และมีน้องสาวชื่อว่า กัทรู หรือ สรุสา (ซึ่งก็เป็นชายาด้วยเหมือนกัน)
ทั้งสองพี่น้อง ครั้งหนึ่งคอยดูแลพระฤษีกัศยปเทพบิดร จนเป็นที่พอใจ และได้ให้พรแก่ทั้งสองนาง
ฝ่ายน้องสาวได้ขอพรก่อน โดยขอไว้ว่า
“ข้าพเจ้าขอมีบุตรเป็นนาค ๑๐๐๐ ตัว มีฤทธิ์ร้ายแรง และแปลงได้ได้สารพัด ดังใจนึก”
พระมุนีฤษีก็ให้พรนั้นแก่ชายาไป
ฝ่ายนางวินตานี่สิ
“ข้าพเจ้าของมีบุตรเพียง ๒ แต่ขอให้มีเดชล้นฟ้า หาผู้ใดเสมอมิได้ จงมีชัยชนะเหนือนาคทั้งหลาย ทุกเมื่อ...”
พระเทพบิดรก็ให้พรไป และพูดกลับแก่นางวินตาเหมือนรู้ทันว่า
“เจ้า จะได้พรดังขอ แต่เจ้าของพรด้วยจิตริษยาต่อน้องของเจ้า เจ้าได้ผูกเวรขึ้นมาแล้ว และมันจะทำให้เจ้าตกระกำ ยากลำบากมากมายจนเลือดตากระเด็น แต่อย่างไรเสีย เจ้าจะพ้นทุกข์เวรนี้ได้เพราะบุตรของเจ้า ผู้เป็นลูกกตัญญู”

กล่าวจบ พระฤษีกัศยป ก็ขึ้นสวรรค์ไปช่วยพระอินทร์กวนน้ำทิพย์
ไม่นานทั้ง ๒ พี่น้อง ก็คลอดบุตรออกมาเป็นไข่ ฝ่ายนางกัทรู ได้เป็นไข่ ๑๐๐๐ ฟอง และนางวินตาออกมาเพียง ๒ ฟอง

เวลา ผ่านไป ๕๐๐ ปี ไข่นางกัทรูแตกออกมาเป็นนาคทั้งหมด บังเกิดความอิจฉาแก่ผู้พี่เสมอ ยามที่ได้เห็นแม่ลูกฝ่านน้องเหย้าหยอกกันอย่างมีความสุข จนทำให้ตบะแตกลงทุน ทุบ ไข่ฟองแรก ปรากฏว่ามีกุมารอยู่ในนั้นคนหนึ่ง แต่มีร่างกายแค่ท่อนบน คือ พระอรุณ

พระอรุณ เห็นแม่ทำดังนั้นก็โกรธมาก สาปแม่ทันทีว่า “ดูก่อน แม่ช่างทำแก่ข้าได้ ข้ามีร่างการครึ่งตัวเช่นนี้เพราะความขาดสติแท้ ๆ นับแต่นี้ไป แม่จงตกเป็นทาสของนางกัทรู และพวงนาคทั้งหลาย จะต้องทนทุกข์เวลาช้านาน หาความสุขมิได้” (T T สงสารนางวินตาจัง)

แต่ในที่สุดก็สงสาร เพราะความจริงที่ว่านางวินตาก็คือแม่ของตน จึงลดคำสาปลง
“อีก ๕๐๐ ปี ไข่อีกฟองจะแตกออก และเขาจะเป็นผู้ช่วยแม่ออกจากทุกข์นี้เอง”
กล่าว จบ ก็ลอยขึ้นไปนภาไปเป็นสารภีให้พระอาทิตย์ พระอรุณผู้มีร่างกายใหญ่โต ขนาดมีเพียงครึ่งเดียว ก็สามารถบังแสงของพระอาทิตยได้ ลดแสงเป็นสีแดงอ่อน ๆ จึ่งเรียกแสงอาทิตย์แรกจับขอบฟ้าว่า...แสงอรุณ นั้นเอง
และถึงคราวที่ นางวินตาจะกลายเป็นไปตามคำสาปก็มาถึง นางไปพนันกับน้องสาวแพ้ เรื่องสีของขนม้าอุจไรศรพ (ม้านี้ออกมาจากการกวนน้ำทิพย์) ว่ามีสีอะไร นางวินตาจำได้ว่าเป็นสีขาวทั้งตัวม้า จึงตอบไปว่าสีขาว

ฝ่ายน้องสาวคิดทางต้องชนะ เพราะผู้แพ้จะต้องตกเป็นทาสของอีกฝ่าย นางจึงโกง
โดยให้ลูก ๆ นาคทั้งหลายแปลงกายไปเป็นเส้นขนหางม้าสีดำ

นางวินตาจึงแพ้ และตกเป็นทาสตามคำสาป

นาง วินตาถูกใช้งาน ทำงานหนักสารพัดเช้ายันเย็น ทุกข์อยากแสนสาหัส หาความสุขมิได้ (เห็นไหมการพนัน ไม่ดี ๆ) จนในที่สุด ไข่อีกฟองก็ครบอายุ ๑๐๐๐ ปี และ แตกออก เย้...

ปรากฏเป็นร่างนกยักษ์แสนสง่า ร่างกายมหึมา สว่างไสวกว่าแสงพระอาทิตย์ ๑๐๐ เท่า ได้บินขึ้นสู่เวหา จนถึงทางโครจรแห่งสูรยาทิตย์ รัศมีอันมหาศาลรุ่งโรจน ทำให้ทวงเทพแตกตื่นกันเสียไม่มี รีบลนลานไปเข้าเฝ้าพระอัคนิเทพถามหาที่มา ที่ไป

พระอัคนีก็อธิบายว่า แสงนี้เป็นแสงรัศมีแห่งบุตรของพระฤษีกัศยปเทพบิดรด้วยพรอันประเสริฐ

ทวยเทพทราบดังนั้นจึงมาขอร้อง ให้มหาวิหคโปรดลงรัศมีลงหน่อยเถิด
พญานกก็ยอมทำตามด้วยใจอันเมตตา และบินกลับมาหามารดาของตน
อัน ได้ชื่อว่า แม่เป็นทาส ลูกก็ย่อมตกเป็นทาสในเรือนเบี้ยเช่นนั้น เมื่อพญาเวนไตย ทราบถึงความเป็นอยู่อันทุกข์ตรมของมารดา ก็เศร้าใจหนักหนา คิดหาทางช่วยตลอดเวลาแต่ยังไม่ประสบโอกาส

วันหนึ่ง นางกัทรู อยากเดินทางไปยัง เกาะรามณียกะ ที่กลางสะดือทะเล โดยนางวินตาแบกนางกัทรู และเวนไตยแบกนาคทั้ง ๑๐๐๐

ด้วยความเกลียดชัง จึงแกล้งบินขึ้นฟ้าไปสูง ๆ ไปสูงลิบจนเข้าใกล้สายโคจรของพระเทวาอาทิตย์เกินไป นาคทั้งหลายพากันสลบไปหมด

แม่นาคทั้ง ๑๐๐๐ เห็นดังนั้นก็สวดมนต์อ้อนวอนพระอินทร์ พระอินทร์จึงบัลดาลฝนตกห่าใหญ่ ทำให้นาคทั้งหลายฉุ่มฉ่ำ ฟื้นขึ้นมาทั้งหมด

จุดนี้เอง พญาเวนไตย จึงผู้ใจเจ็บกับท้าววัชรินทร์เป็นต้นมา

เมื่อถึงที่สุดแห่งความกตัญญูต่อมารดา พญาเวนไตยจึงขออิสรภาพกับนางกัทรูและเหล่านาคตรง ๆ ไปเลย

ผลคือพวกนาคเหล่านั้นต้องการหม้อน้ำอมฤตของพระอินทร์มาแลกเปลี่ยน เพราะอยากมีความเป็นนิรันดรอย่างผู้พี่ คือพระอินทร์นั้นเอง

พญาเวนไตยดีใจเป็นที่สุด จึงรีบไปบอกมารดาเล่าความให้ฟัง แต่การเดินทางไปเขาสุเมรุไกลมากมาย
แม่ จึงแนะลูกว่า “ลูกต้องอาศัยเรี่ยวแรงมหาศาล จึ่งเดินทางไปถึงสวรรค์ ลูกจงกินเหล่านิษาท อันเป็นคนเถื่อนที่มีอยู่จำนวนมากมายในป่าเป็นอาหารเถิด”

เวนไตยมีใจยินดี กราบอำลามารดา นางวินตาจึงสอนลูกเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมให้พร
“ลูกรัก ผู้มีอำนาจเรืองฤทธิ์เดช แต่อย่าได้ทะนงตน
ลูกต้องเคารพวรรณะพราหมณ์ อันเป็นวรรณะสูงสุด ต้องเคารพยำเกรง ให้เกียรติเหนือตน ตลอดเวลา
ถ้าเจ้าหลงกลืนพราหมณ์ จักมีอาการแสบร้อนทรมาน จงรีบคายเสีย”

“บัดนี้ลูกกตัญญูของแม่จักเดินทางออกไปเพื่อช่วยแม่
ขอให้ประสพความสำเร็จทุกประการ
พระวายุปกป้องปีกของลูก พระอาทิตย์ และพระจันทร์ปกป้องเบื้องล่างของลูก
พระอัคนีปกป้องศีรษะของลูก และ เหล่าทวยเทพวสุปกป้องกายอื่น ๆ ของลูก
เจ้าจงรีบไปเถิด แม่จะคอยอยู่ที่นี้”
เมื่ออำลา และรับพร พญาเวนไตยจึงออกเดินทางโดยระหว่างนั้นก็เสพเหล่านิษาทไปเป็นจำนวนมาก

และหนึ่งในนั้น ได้เผลอกลืนพราหมณ์ผู้มีภรรยาเป็นนิษาทลงไป
เกิดอาการแสบร้อน ทรมาน จึ่งนึกถึงคำของแม่ รีบคายออกมาทั้งพราหมณ์ และภรรยา

พราหมณ์เห็นความอ้อนน้อม และกตัญญูของพญาปักษา ก็เอ็นดูทันทีให้พรอันทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานสมปรารถนา

พญาเวนไตยแม้จักกินนิษาทมากแค่ไหนก็ไม่อิ่ม คิดหาเหยื่อใหม่
โดยร่อนลงบนเขาเหมกูฏอันเป็นที่ตั้งของพระกัศยปพรหมฤษี
ผู้เป็นบิดาจึงแนะว่าให้ไปกินพญาเต่า และพญาช้าง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นอสูรด้วยกันทั้งคู่
ที่สู้รบไม่รู้แพ้ ชนะ จึงสาปกันและกันเป็นให้เป็นสัตว์เช่นนี้ ที่ทะเลสาบใหญ่ทางทิศเหนือจากนี้

เมื่อ ได้รับคำแนะจากบิดา เวนไตยก็รีบไปจับ ใช้ปากจับสัตว์ยักษ์ทั้งสองที่กำลังต่อสู้กันอยู่ และโผจับกิ่งไทรใหญ่ กิ่งหนึ่งหวังจะกินอาหารที่ได้มา แต่ทานน้ำหนักไม่ไหว หักลง

ที่กิ่งไม้นั้นเอง มีเหล่าพราหมณ์แคระ พาลขิลยะ มีร่างกายเท่านิ้วมือ ห้อยหัวลงดิน
บำเพ็ญเพียรอยู่ จำนวนหลาย ๑๐๐๐๐ ตน พญาวิหคจึงไม่กล้าทิ้งกิ่งไม้
เกรงอันตรายเกิดแก่เหล่าพราหมณ์ แต่หาที่วางเหมาะ ๆ ไม่ได้ จึงต้องกลับมาหาบิดา

พระเทพบิดรก็ได้เล่าความทั้งหมดที่เกิดแก่เหล่าพราหมณ์แคระ ก็พากันสรรเสริญ
และให้พร
“มหา ปักษิน จากนี้ไปท่านจงมีนามว่า ครุฑ คือผู้รับภาระอันหนัก ไม่ว่าภาระใด ๆ ก็สำเร็จลุล่วงทุกครั้งไป มีพลังมหาศาลไม่มีวันพร่อง เป็นผู้สามารถตลอดกาล ใคร ๆ อย่าได้ต้านทานต่อสู้ได้เลย”

พญาครุฑเอากิ่งไทรไปทิ้งทะเล และกินเหยื่อที่ริมหาดนั้นเอง แล้วก็รีบบินไปเทวโลกทันที

ครู่เดียวเท่านั้น ก็มาถึงนครอมราวดีของท้าววัชรินทร์
มา ถึงพญาครุฑก็เล็งมายัง วิมานไวชยันต์ อันเป็นที่เก็บหม้อน้ำอมฤตไว้ พระวิศวกรรมออกมาขวาง พญาครุฑก็ตบกลิ้งไปด้วยกรงเล็บมหึมา เทพทั้งหลาย รวมทั้งพระอินทร์ก็ต้านทานไว้ไม่ได้เลย

เมื่อเข้าใกล้หม้อน้ำทิพย์ที่ถูกเก็บหลังกรงจักรหมุนติ้ว ๒ อัน
มีงูร้ายตาแดงกล่ำ ๒ ตัวขดอยู่เบื้องล่างของหม้อ

พญาครุฑกระพือปีก ฝุ่นฟุ้ง ไปทั่วจนงูลืมตาไม่ขึ้นและย่อร่างเข้าไปในกรงจักร ทำลายเสีย
แล้วเอาหม้อน้ำทิพย์ออกมาจนได้
ขณะบินออกมาสู่นภาพร้อมหม้อน้ำอมฤต แผ่ปีกบังแสงอาทิตย์เป็นสง่าเหลือคณานับ

พระวิษณุแลเห็นความสง่าสุดบรรยาย พอพระทัยยิ่ง ตรัสสรรเสริญ และมอบพรให้พญาครุฑ
ซึ่งพญาครุฑก้มศีรษะลงคารวะอย่างนอบน้อม และขอไป ๒ ข้อ คือ
“ข้าพระองค์ขอเป็นเพียงพาหนะของพระองค์ชั่วชีวิต และประการ ๒ คือ ข้าพระบาทของมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่ต้องดื่มน้ำอมฤตเหมือนเทวาทั้งหลาย”
พระวิษณุก็มอบพรให้
ระหว่างทางกลับ พระอินทร์มีความเสียดายยิ่งนัก ตามมาแย่งคืน
ก็สู้แรงพญานกไม่ได้ แม้เขวี่ยง วัชระ เทพตราวุธประจำกาย
เสียงดังสนั่นปานสวรรค์แตกสลาย ก็ไม่ได้ระคายเคืองพญาครุฑเลย
(เพราะได้รับพรไปแล้ว)

พญาครุฑจึงกล่าวแก่ท้าววัชรินทร์ว่า (กล่าวได้เจ็บแสบ เหน็บเหนมจริง ๆ)
“ดูก่อนท้าววาสพ จงเร่งสำนึกตัว ท่านเป็นพี่คนโตของข้า ข้าก็เคารพความนี้อยู่แล้ว
นอกเหนือจากนั้น ท่านยังเป็นราชาแห่งเหล่าทวยเทพ ข้าก็ยิ่งเคารพยำเกรงท่านมากขึ้นไปอีก
ครั้งนี้ท่านตามมาต่อสู้ แม้ข้าทำร้ายท่าน ท่านก็จะเสียเกียติ
แต่เอาเถอะ ข้าจะยอมลดเกียรติลง ยอมให้ขนของข้าหลุดร่วง ๑ เส้น เพื่อแสดงว่า อาวุธของพี่ข้าได้ผล
สามารถทำร้ายข้าได้ ต่อไปภายหน้าข้าจะไม่ให้โอกาสท่านแล้ว จงสำนึกคำของข้าไว้”
กล่าวจบ ขนสีทองสว่างรุ่งโรจนก็หลุดร่วงลง เปล่งประกายราวกับมีพระอาทิตย์อีกดวง

พระอินทร์สิ้นทิฐิกล่าวขอโทษพญาครุฑ และกล่าวถึงเหตุ และผลของการใช้น้ำอมฤต

พญาครุฑได้ฟังวาจาอ้อนน้อมก็ใจอ่อน และตอบว่ายังไงเสียก็ต้องนำหม้อไปเพื่อช่วยมารดา
“แต่เอาเถอะ หลังจากที่ข้านำหม้อน้ำทิพย์นี่ไปให้นาคแล้ว จงเป็นหน้าที่ของท่านต่อไปเถิด”

พระอินทร์จึงล่องหนตามพญาครุฑไปด้วย
เมื่อนำหม้อน้ำทิพย์มาให้พวกนาค และปล่อยนางวินตาแล้ว นาคก็ตรงเข้าสู่หม้อน้ำทิพย์ทันที พญาครุฑห้ามไว้ ว่า
“จงลงไปอาบน้ำชำระกาย และสวดมนต์คายราตรีเสียก่อน จึงค่อยมาดื่ม”

เหล่านาคเชื่อก็ทำตาม พระอินทร์ก็ฉวยโอกาสนั้น นำหม้อกลับไปได้ รีบกลับเทวโลกทันที

นาคขึ้นมาไม่เห็นหม้อตกใจ แต่ก็ยังโชคดีที่ยังมีละอองน้ำทิพย์เกาะบนยอดหญ้าอยู่

เหล่านาคจึงหลงพากันเลียน้ำค้างธรรมดาบนยอดหญ้าคา
คมที่ปาดลิ้นจึงทำให้งูทั้งหลายมีลิ้น ๒ แฉกเป็นต้นมา
พญาครุฑพาแม่ไปส่งยังสำนักของพระกัศยปเทพบิดร
แล้วกลับมาปฏิบัติการจองเวรแก่นาคทั้งปวง T T
ไล่จับนาคกิน ฉีกพุง กินมันเปลว และเลือด เป็นอาหารอย่างสำราญใจ

นาคทั้งหลายก็หนีไปอยู่สะดือทะเล อันเป็นที่ตั้งของนครโภควดีของพญาวาสุกิ ราชาแห่งนาคทั้งปวง

พญาครุฑก็กระพือปีกแหวกน้ำออกจับนาคขึ้นมาได้อีก พญาวาสุกิเห็นไม่ดี
จึงทำสัญญาต่อพญาครุฑว่าจะทำพิธีสรรปพลี สังเวยนาคแก่พญาครุฑวันละตัว
ณ ลานหินริมฝั่งทะเล พญาครุฑก็ยอม

เลือดของนาคที่หยอดลงพื้นกลายเป็นมรกตนาคสวาท
น้ำลายปนเลือดครั้งสุดท้าย กลายเป็นพลอยครุฑกานต์ เรี่ยราดอยู่ตามชาดหาดนั้นเอง

ผลงานประพันธ์นี้ คือ ศ.ดร.ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา
นำมาจากหนังสือเรื่อง “ภาตรนิยาย” หนังสือหนามาก เกือบ ๑๐๐๐ หน้าได้