นิทานเรื่องที่๓
พระวีรกษัตริย์ตริวิกรมเสนเสด็จกลับไปที่ต้นอโศกอีกครั้งหนึ่งเพื่อจับตัวเวตาลเอามา ณ ที่นั้นได้แลเห็นซากศพที่มันสิงอยู่ห้องหัวบนกิ่งอโศก จึงปีนขึ้นไปจับตัวมันพาดไหล่ แล้วเสด็จกลับไปตามทางเดิม ระหว่างทางอันเงียบสงัด เวตาลได้ถือโอกาสกล่าวขึ้นว่า "ข้าแต่วิศามบดี" ข้ารู้สึกประหลาดใจมากที่แลเห็นพระองค์สู้ทนความลำบากเสด็จกลับไปมากลับมาหลายเที่ยว เพื่อจะทำธุระให้แก่คนอื่นโดยใช่เหตุ ข้าจึงคิดว่าจะเล่านิทานสนุก ๆ สักเรื่องหนึ่งถวาย เพื่อเป็นเครื่องปลอบพระทัย ขอทรงฟังเถิด"
แต่ปางบรรพ์มีพระนครอันใหญ่และสวยงามชื่อปาฏลีบุตร มีพระมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงนามว่าพระเจ้าวิกรมเกศริน ซึ่งทรงมีคุณธรรมอันไพศาล พอ ๆ กับท้องพระคลังของพระองค์ซึ่งอุดมด้วยมณีรัตนนับไม่ถ้วน พระองค์มีนกแก้วตัวหนึ่ง ซึ่งมีความเฉลียวฉลาดอย่างอัศจรรย์ราวกับเทพยดาเข้าดลใจแลมีความชำนิชำนาญในศาสตร์ทั้งปวง เหตุที่มันต้องมาเกิดเป็นนกในชาตินี้ก็เพราะมันถูกสาปด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นกแก้วตัวนี้มีชื่อว่าวิทัคธจูฑามณี มันได้ทูลแนะนำพระองค์ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงผู้ทรงศักดิ์แห่งแคว้นมคธชื่อจันทรประภา เจ้าหญิงเองก็ทรงเลี้ยงนกไว้เป็นคู่พระทัยตัวหนึ่งเป็นนกขุนทองตัวเมียมีชื่อว่า โสมิกา เป็นนกที่เจนจบในวิชาการต่าง ๆ ทั้งนกแก้วและนกขุนทองถูกเลี้ยงไว้ในกรงทองกรงเดียวกันราวกับเป็นคู่ผัวเมียฉะนั้น
วันหนึ่งนกแก้วเกิดความกำหนัดในนางนกโสมิกาจึงกล่าวแก่นางว่า "มาแต่งงานกับข้าเถิด เจ้ารูปงาม ไหน ๆ เราก็หลับนอนและได้รับการเลี้ยงดูในกรงเดียวกันแล้ว"
นางนกขุนทองได้ฟังก็ตอบว่า "อย่าเลย ข้าไม่เคยพิศวาสในผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าผู้ชายแล้วล้วนแต่ชั่วช้าและใจร้าย" ทั้งสองต่างก็โต้เถียงกันอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเกิดท้าทายและพนันกันว่า ถ้านกแก้วชนะจะได้นกขุนทองเป็นเมีย และถ้านางนกขุนทองชนะ นกแก้วจะต้องกลายเป็นทาสของนางตลอดไป เมื่อตกลงกันดังนี้แล้วก็พากันไปเฝ้าเจ้าชาย ทูลเรื่องให้ฟังและขอให้ตัดสินอย่างยุติธรรม ขณะนั้นเจ้าชายประทับอยู่ในท้องพระโรงธารกำนัลของพระราชบิดา เมื่อได้ฟังคดีวิวาทของนกทั้งสอง จึงตรัสแก่นางนกโสมิกาว่า
"เจ้าจงเล่าให้ข้าฟังสิว่า เหตุใดจึงว่าผู้ชายเป็นคนอกตัญญู"
นางนกได้ฟังดังนั้นก็กล่าวว่า "ขอทรงฟังเถิด" แล้วก็ลงมือเล่าเรื่องประกอบข้อกล่าวหาของตนดังต่อไปนี้
(เรื่องแทรกของนางนกโสมิกา)
พระเจ้าข้า ในสมัยโบราณมีพระนครชื่อ กามันทกี ในเมืองนี้มีพ่อค้าคนหนึ่งร่ำรวยมาก มีชื่อว่า อรรถทัตต์ พ่อค้ามีลูกชายอยู่เพียงคนเดียวชื่อ ธนทัตต์ เมื่อไวศยะผู้เศรษฐีถึงแก่กรรมลง ลูกขายก็ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ผลาญทรัพย์ที่มีอยู่แม้มากมายมหาศาลให้หดเหี้ยนไป ธนทัตต์คบเพื่อนที่ล้วนแต่ชั่วช้าเลวทราม ซึ่งคนชั่วเหล่านี้ได้ชักจูงให้เขาประพฤติชั่วต่าง ๆ มีการเล่นการพนันและอื่น ๆ ต่อมามิช้าทรัพย์สมบัติก็มลายไปหมด ชายหนุ่มมีความละอายที่กลายเป็นคนยากจนเพราะรักษาสมบัติของตัวเองไม่ได้ จึงละถิ่นฐานบ้านเรือนออกตุหรัดตุเหร่ไปในดินแดนต่าง ๆ
ในระหว่างทางที่ผ่านไป ชายหนุ่มมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อจันทนปุระ และบังเกิดความหิวโหยเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง จึงเข้าไปในบ้านนายวาณิชผู้หนึ่งเพื่อขออาหารกิน และราวกับโชคบันดาลให้เป็นไป เผอิญพ่อค้าผู้นั้นไม่มีบุตรชายและเห็นธนทัตต์เป็นชายหนุ่มรูปงามท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุล ก็บังเกิดความสนใจ จึงไต่ถามเรื่องราวความเป็นมาของเขา เมื่อได้ทราบว่าเป็นไวศยะเหมือนกับตน นายวาณิชผู้เฒ่าก็รู้สึกยินดีจึงรับชายหนุ่มไว้เป็นบุตรบุญธรรม และยกธิดาชื่อรัตนวลีให้เป็นภรรยาอีกด้วย ธนทัตต์ก็อยู่บ้านพ่อตามีความสุขสำราญตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
กาลเวลาผ่านไป ธนทัตต์ผู้อยู่บ้านพ่อตาอย่างสุขสบาย มีเงินจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือก็เกิดความดิ้นรนขึ้นมาอีก คิดจะกลับบ้านเดิมเพื่อจะเอาทรัพย์ไปเล่นการพนันให้สนุกตื่นเต้นตามนิสัยสันดานเดิมของตนซึ่งอดไม่ได้ จึงขออนุญาตพ่อตาเดินทางกลับบ้านเดิมและพาภรรยาไปด้วย นายวาณิชเฒ่ามีบุตรสาวเพียงคนเดียวก็มีความอาลัยไม่อยากจะให้ไป แต่เมื่อขัดไม่ได้ก็จำใจต้องให้ตามสามีไป นางแต่งเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ไปเต็มที่ มีพี่เลี้ยงเฒ่าติดตามไปเป็นเพื่อน ทั้งสามคนก็ออกเดินทางไป หลังจากที่เดินมาพักใหญ่ถึงป่าเปลี่ยว ซึ่งน่าจะเป็นที่อยู่ของพวกโจร ขายหนุ่มจึงกล่าวแก่นางผู้ภรรยาว่า เพื่อความปลอดภัยขอให้นางถอดเครื่องประดับมามอบให้ตนดูแล เพราะถิ่นนี้เป็นถิ่นโจร เมื่อได้รัตนาภรณ์อันมีค่ามาแล้ว ชายชั่วก็เก็บเข้ารวมกับห่อสมบัติของตนอนิจจาเอ๋ย ขอให้ตรองดูเดิดว่าเจ้าผัวจำแลงนี้มันชั่วชาติเพียงไร มันติดการพนันจนโงหัวไม่ขึ้น คนอย่างนี้ใจแข็งและคมกริบเหมือนดาบ
เจ้าโจรใจฉกาจเมื่อหลอกได้ทรัพย์ของภรรยาแล้ว ก็คิดจะฆ่านางเสียเพื่อปิดปาก จึงผลักนางกับแม่เฒ่าลงไปอยู่ในเหวแล้วรีบเดินทางต่อไป หญิงชรานั้นตายในเหวแต่นางบุตรสาวเศรษฐีหาได้ตายไม่ เพราะเมื่อตกลงไปในเหวนั้น เผอิญนางตกลงไปบนซุ้มไม้เลื้อยที่เกี่ยวพันกันราวกับลงไปอยู่ในตาข่าย นางจึงรอดชีวิตไป นางค่อยไต่เชิงเถาวัลย์ขึ้นมาจนถึงปากเหว มีความรู้สึกเหนื่อยอ่อนแทบจะขาดใจ นางค่อยลัดเลามาจนถึงทางที่นางผ่านมา และล้มลุกคุกคลาน โซซัดโซเซมาตามทางจนในที่สุดกลับมาถึงบ้านโดยปลอดภัย แต่ร่างกายของนางฟกช้ำดำเขียวเจ็บระบมไปหมด เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน บิดามารดาของนางตกใจมาก ไต่ถามสาเหตุด้วยความสงสัย นางผู้มีคุณธรรรมจึงกลับเรื่องเสียใหม่โดยกล่าวแก่บิดามารดาว่า
"พวกเราถูกโจรปล้นระหว่างทาง สามีของลูกถูกโจรมันจับมัดลากเอาตัวไป ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย แม่เฒ่าถูกฆ่าตาย แต่ลูกรอดชีวิตมาได้เพราะเมื่อถูกเหวี่ยงลงเหวนั้น เผอิญตกไปค้างอยู่บนซุ้มไม้เลื้อยจึงไต่ขึ้นมาได้ ถึงปากเหวก็สลบเหมือด แต่นักเดินทางกลุ่มหนึ่งช่วยเอาไว้ โชคยังดีอยู่จึงกลับมาถึงบ้านได้"
เมื่อนางรัตนาวลีเล่าเรื่องจบ เศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาก็กล่าวปลอบโยนนางต่าง ๆ มิให้เสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะการที่นางเอาชีวติรอดมาได้ก็นับว่าโชคช่วยอย่างมากแล้ว นางอยู่ในบ้านพ่อแม่เรื่อยมา แต่ไม่มีความสุขนักเพราะเฝ้าแต่คิดถึงสามีอันเป็นที่รักไม่เว้นวาย
ฝ่ายธนทัตต์ผู้สามีซึ่งเดินทางกลับไปเมืองที่ตนเคยอาศัยอยู่พร้อมด้วยทรัพย์สินของภรรยานั้น ต่อมามิช้าเขาก็ถลุงเงินจนหมดเกลี้ยงด้วยการเล่นการพนันอย่างหามรุ่งหามค่ำ และปรนเปรอตัวเองด้วยของกินชนิดเลิศและสุรานารีไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อเงินหมดก็คิดหาทางที่จะแสวงหาอีก โดยมีความคิดว่า "เราจะกลับไปบ้านพ่อตา อ้อนวอนขอเงินเขามาสัก้อนหนึ่งเอาไปทำทุน เราจะบอกแก่เขาว่า ลูกสาวของเขายังพักอยู่ที่บ้านของเรา มิได้เอามาด้วย" เมื่อทำกำหนดแผนการเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เดินทางไปที่บ้านพ่อตา พอเข้าประตูบ้านภรรยาของเขาแลเห็นแต่ไกลก็ดีใจ วิ่งมาต้อนรับและทรุดตัวลงคารวะอย่างนอบน้อม ทั้งที่รู้อยู่ว่าเขาเป็นโจรใจอำมหิต ความจริงก็เป็นดังนี้แหละ ผู้หญิงดีนั้นแม้ผัวจะชั่วชาติสักปานใด นางก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเคารพรัก ที่นางมีต่อเขา เมื่อเห็นนางวิ่งเข้ามหาโดยไม่คาดฝัน ชายหนุ่มก็ตกใจแทบสิ้นสติ แต่นางก็กล่าวปลอบโยนเขาให้คลายใจ โดยกล่าววว่า นางได้สร้างเรื่องโกหกแก่บิดมารดาของนางว่า นางถูกโจรปล้นจับเอาตัวสามีไปและผลักนางตกเหว แต่นางเอาชีวิตรอดมาได้และยังไม่รู้ชะตากรรมของสามีว่าเป็นอย่างไร เมื่อชายหนุ่มได้ฟังก็หายวิตก เข้าไปสู่บ้านพ่อตาแม่ยายของตนพร้อมด้วยภรรยา ข้างพ่อตาแม่ยายแลเห็นเข้า ก็ดีอกดีใจที่ลูกเขยกลับมาได้ จึงเรียกประชุมญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจัดการฉลองอย่างใหญ่โตเป็นการรับขวัญลูกเขย และประกาศว่า "ช่างน่ายินดีนี่กระไรที่ลูกเขยของเราถูกโจรจับไปแต่หนีรอดมาได้ในที่สุด"
หลังจากนั้นธนทัตต์ก็อาศัยอยู่กับนางรัตนาวลีในบ้านพ่อตาแม่ยายด้วยความสุข มีเงินทองใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่เจ้าประคุณเอ๋ย คืนหนึ่งอ้ายคนชั่วเห็นได้โอกาสก็แอบฆ่าภรรยาของตนตอนที่นางหลับอยู่ กวาดเอาทรัพย์สินและของมีค่าต่าง ๆ หนีกลับไปสู่ถิ่นเดิมของตน มีชีวิตอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่มีใครได้ข่าวคราวอีกนับแต่นั้น
"ฉะนั้นเราอาจจะกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า ผู้ชายมันก็ชั่วเหมือนกันทั้งโลกนั่นแหละ" นางนกขุนทองสรุปทิ้งท้ายอย่างแค้นเคือง
พระราชาจึงหันมาตรัสแก่นกแก้วว่า "คราวนี้ถึงทีเจ้าแล้วละ มีอะไรจะเถียงไหม"
นกแก้วได้ยินก็กล่าวว่า "โอ เทวะ ขึ้นขื่อว่าผู้หญิงแล้ว ล้วนมีจริตเหลือที่จะทนทาน เป็นคนทุศีล และชั่วช้าสามานย์เหมือนกันหมด ขอได้โปรดสดับเรื่องราวที่ข้าพระบาทจะเล่าถวายดังต่อไปนี้"
(เรื่องแทรกของนกแก้ว วิทัคธจูฑามณี)
มีนครหนึ่งชื่อหรรษวดี ในนครนี้มีไวศยะที่มีชื่อเสียงเลื่องลือคนหนึ่งมีชื่อว่า ธรรมทัตต์ มีทรัพย์หลายสิบโกฏิ พ่อค้าผู้นี้มีธิดาคนหนึ่งชื่อ วสุทัตตา มีความงามหาที่เปรียบมิได้ เป็นที่รักของบิดาปานชีวิต ต่อมาเศรษฐีจัดการแต่งนางกับพ่อค้าหนุ่มผู้มั่งคั่งชื่อ สมุทรทัตต์ ซึ่งมีฐานะเท่าเทียมกันทั้งทรัพย์สมบัติและรูปสมบัติอันงามพร้อม เป็นที่ต้องตาของสตรีทั้งหลายซึ่งทอดสายตาให้ด้วยความหลงใหลราวกับนกจโกระที่คลั่งไคล้ต่อแสงจันทร์ฉะนั้น ไวศยะหนุ่มผู้นี้มาจากเมืองตามรลิปติ ซึ่งเป็นแหล่งของคนดีมีเกียรติยศทั้งหลาย
ครั้งหนึ่งนางวสุทัตตตาพักอยู่ที่บ้านพ่อของนางในขณะที่สามีกลับไปทำธุรกิจในแว่นแคว้นของตน นางแลเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินทางมาแต่ระยะไกล ชายผู้นั้นมีความงดงามมาก บังเกิดความพิศวาสหลงใหลด้วยอำนาจของมาร (ผู้เฒ่า เป็นฉายานามของกามเทพ) จึงแอบเชื้อเชิญเขาอย่างลับ ๆ และทำเขาให้เป็นชู้ของนาง หลังจากนั้นนางก็แอบมาพบเขาทุก ๆ คืน มีความคลั่งไคล้แต่ชายชู้ผู้เดียวโดยมิเสื่อมคลาย
ครั้นแล้ววันหนึ่ง สามีของนางก็กลับมาจากเมืองของเขา การปรากฏตัวของเขายังความปลาบปลื้มแก่บิดามารดาของนางอย่างยิ่ง ต่างก็ต้อนรับเขาอย่างกุลีกุจอ ในวันแห่งความรื่นรมย์นั้น แทนที่นางจะสดชื่นรื่นเริง กลับไม่พูดอะไรกับสามีเลย และเมื่ออยู่สองต่อสองกับนาง นางก็แกล้งทำเป็นหลับ ไม่ไยดีต่อสามี ในใจนางมีแต่ความโหยไห้คิดถึงแต่หนุ่มชายชู้เท่านั้น ส่วนสามีของนางมึนเมาไม่ได้สติเพราะเสพสุรา ประกอบกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพราะการเดินทางมาตลอดวันทำให้เขาม่อยหลับไป
ขณะนั้นมีโจรคนหนึ่งแอบเจาะช่องกำแพงเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน ประจวบกับนางวสุทัตตาลุกขึ้นจากเตียง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอันงดงาม ประดับดัวยรัตนาภรณ์แพรวพราวระยับเดินออกมาจากห้องนอนโดยไม่ทันเห็นโจร มุ่งหน้าออกไปยังสถานที่ที่นางนัดไว้กับชายชู้ เมื่อโจรแลเห็นนางรีบลุกลี้ลุกลนออกไปก็สงสัย กล่าวแก่ตนเองว่า "นางผู้นี้ออกไปจากห้องในเวลาดึกดื่นเที่ยงคืนแต่งตัวงดงามด้วยปิลันธนาภรณ์อันมีค่าซึ่งเราตั้งใจจะเข้ามาขโมยพอดี ดีละเราจะสะกดรอยดูว่านางจะไปไหน" เมื่อโจรตั้งใจดังนี้แล้วก็แอบออกไปจากห้องติดตามนางวสุทัตตาไปโดยมิให้คลาดสายตา และนางไม่ทันสังเกต
นางวสุทัตตาถือช่อดอกไม้และของขวัญอันมีค่าเดินออกจากบ้านไป มีโจรติดตามไปอย่างลับ ๆ เข้าไปสู่อุทยานแห่งหนึ่งนอกพระนครออกไปไม่ไกลนัก ที่อุทยานั้นเอง นางได้เห็นชู้รักของนางถูกแขวนคอห้อยอยู่กับกิ่งไม้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง เนื่องจากราชบุรุษ(ตำรวจ) มาพบเขาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ในสวนในเวลากลางคืน จึงจับเขาแขวนคอเป็นการลงทัณฑ์เพราะคิดว่าเขาเป็นขโมย นางซวนกายผงะหงายด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ ร้องออกมาว่า "ฉิบหายแล้วเรา" พร้อมกับทรุดกายลงนั่งกับพื้นดินร่ำไห้ด้วยความรักและเสียดาย
เมื่อค่อยสร่างโศกได้สติขึ้นนางจึงปีนขึ้นไปบนกิ่งไม้ แก้เชือกออกปล่อยร่างชู้รักลงไปบนพื้น แล้วลงมายกศพของเขาขึ้นวางในท่านั่งแล้วลูบไล้ร่างกายของเขาด้วยวิเลปนะของหอม และประดับด้วยบุปผามาลัยอันวิจิตร และถึงแม้ร่างของเขาจะปราศจากชีวิตแล้ว นางก็ยังโอบกอดเขาไว้ด้วยความเสน่หา ร่ำไห้เหมือนใจจะขาด และในความโศกรันทดนั้นเอง นางจับหน้าของเขาให้เงยขึ้นและประจงจูบอย่างทะนุถนอม ขณะนั้นเวตาลเข้าสิงศพอยู่ เห็นนางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ก็กัดจมูกนางในทันที นางวสุทัตตาตกใจรีบผละหนีไป แต่แล้วก็เกิดความงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเดินกลับมาใหม่เพื่อจะดูให้แน่ว่าชู้รักของนางยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ครั้นเห็นเวตาลละร่างไปแล้ว และร่างนั้นตายสนิทเคลื่อนไหวต่อไปอีกไม่ได้ นางก็ผละจากศพนั้นเดินทางกลับไปบ้าน ร้องไห้ด้วยความกลัวและอัปยศอดสู
ระหว่างนั้นโจรซึ่งแฝงกายแอบดูอยู่ ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอดก็กล่าวแก่ตัวเองว่า
"นางหญิงชั่วมาทำอะไรที่นี่ อนิจจา จิตใจของผู้หญิงนี้ช่างน่ากลัวและดำราวกับความมืดของบ่อน้ำลึกสุดหยั่งที่ใครตกลงไปแล้วไม่มีวันจะได้กลับขึ้นมาได้อีก เราสงสัยนักว่านางจะทำอย่างไรนับแต่นี้"
หลังจากรำพึงดังนี้แล้ว โจรก็แอบย่องตามนางกลับไปทางเดิมด้วยความพิศวงว่านางจะแก้สถานการณ์ด้วยวิธีใด
นางวสุทัตตากลับไปถึงบ้านก็ตรงเข้าไปในห้องนอน เห็นสามียังหลับอยู่ก็ทำตีอกชกหัวร้องไห้ร้องห่ม แผดเสียงว่า "ช่วยด้วย ช่วยด้วย ไอ้คนชาติชั่วผัวเลวทรามมันกัดจมกูข้าขาดแล้ว ข้าไม่ได้ทำความผิดอะไรแม้แต่สักนิด" ฝ่ายสามีของนางพร้อมด้วยพ่อตาและบรรดาคนใช้ได้ยินเสียงนางร้องตะโกนดังนั้น ต่างตกใจตื่นและวิ่งกรูกันมาด้วยท่าทางตื่นเต้น บิดานางวสุทัตตาแลเห็นลูกสาวของนางที่ถูกกัดมาใหม่ ๆ ก็ปักใจเชื่อว่าเป็นการกระทำของลูกเขยตน จึงให้บ่าวไพร่ช่วยกันจับตัวมัดและกล่าวหาว่าชายผู้เคราะห์ร้ายเป็นคนทำร้ายธิดาของตน ฝ่ายสมุทรทัตต์ถึงแม้จะถูกมัดและถูกกล่าวหาดังนั้นก็ยังคงนิ่งเฉยมิได้ตอบโต้แต่ประการใด ราวกับเป็นใบ้ พ่อตาและคนอื่น ๆ ต่างก็หันหลังให้แก่เขาด้วยความชิงชัง
เมื่อนายโจรได้เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนั้นก็ค่อย ๆ เลี่ยงหลบไปเงียบ ๆ และเมื่อคืนแห่งความโกลาหลดังกล่าวได้ผ่านไปแล้ว ถึงเวลาเช้าบุตรไวศยะก็ถูกลากตัวไปเฝ้าพระราชาพร้อมด้วยนางผู้ภรรยาซึ่งมีจมูกโหว่เพราะถูกกัด เมื่อพระราชาได้ฟังเรื่องราวฟ้องร้องดังนั้น มิทันได้พิจารณาโดยรอบคอบก็สั่งให้เพชฌฆาตนำตัวบุตรพ่อค้าไปประหารในข้อหาว่า ทำร้ายภรรยาของตนให้พิการ ทั้งนี้โดยมิฟังข้อแก้ตัวใด ๆ เลย ขณะที่ชายหนุ่มถูกนำตัวไปยังตะแลงแกงเพื่อประหารชีวิต และกลองตีรัวเป็นสัญญาณนั้น ก็มีโจรผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นและกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ผู้เป็นราชบุรุษว่า "ท่านไม่ควรจะประหารชายผู้นี้เพราะเขามิได้กระทำผิดเลยสักนิด ข้าเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์โดยตลอดแต่ผู้เดียว พาข้าไปเฝ้าพระราชาโดยเร็วเถิดเพื่อจะได้ทูลความจริงให้ทรงทราบ"
เมื่อได้ยินโจรเล่าวดังนั้น บรรดาราชบุรุษก็พาโจรไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อได้รับราชานุญาตแล้ว โจรก็กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบโดยตลอดตั้งแต่ต้น และกล่าวเสริมว่า "ถ้าพระองค์ไม่เชื่อข้าพระบาทก็โปรดทอดพระเนตรจมูกของผู้หญิงคนนี้ในปากของศพชายชู้ของนางเถิด"
พระราชาได้ฟังดังนั้นก็ส่งราชบุรุษไปดูสถานที่เกิดเหตุก็ได้ทราบความจริงจึงกลับคำพิพากษาให้งดโทษประหาร แต่สั่งให้เนรเทศหญิงชั่วไปให้พ้นแว่นแคว้น พร้อมกับตัดใบหูเสียงทั้งสองข้าง ยิ่งกว่านั้นยังโปรดให้ริบทรัพย์ของผู้เป็นบิดานางเสีย และสำหรับนายโจรนั้น พระราชาทรงโปรดปรานว่าเป็นคนเฉลียวฉลาดและกล้าหาญจึงตั้งให้เป็นหัวหน้าตุลาการของพระนคร
"ได้โปรดเกล้า ทรงเห็นหรือยังว่าผู้หญิงนั้นโดยธรรมชาติเป็นคนชั่วร้ายและเจ้าเล่ห์แสนกลเพียงใด" นกแก้วกล่าวสรุปในที่สุด
พอเล่าเรื่องจบลง นกแก้วก็พ้นจากคำสาปของพระอินทร์ กลายร่างเป็นคนธรรพ์รูปงามชื่อ จิตรรถ เหาะไปสู่สรวงสวรรค์ ขณะเดียวกันคำสาปของนางนกขุนทองก็เสื่อมลง นางนกโสมิกาก็กลายร่างเป็นนางเทพอัปสรชื่อ ติโลตตมา กลับคืนไปถวายการบำเรอท้าววัชรินทร์ในสวรรค์เช่นเดิม อย่างไรก็ดี กรณีพิพาทของนกทั้งสองก็ยังไม่ได้ตัดสินในท้องพระโรง
เมื่อเวตาลเล่าเรื่องจบลง ก็กล่าวแก่พระราชาว่า "ขอพระองค์โปรดทรงวินิจฉัยด้วยเถิดว่า ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงพูดถูก ถ้าพระองค์ทราบแล้วมิแสดงความเห็น พระเศียรของพระองค์ก็จะต้องแตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยพลัน"
ฝ่ายพระราชาเมื่อถูกเวตาลซึ่งห้อยอยู่บนบ่ากล่าวถ้อยคำดังนั้นก็ตรัสว่า "นางจอมมายาหญิงในเรื่องของนกแก้วนั่นแหละเป็นหญิงที่ชั่วช้าที่สุด เพราะว่าผู้ชายอาจจะหลงทำผิดได้ชั่วครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ผู้หญิงนั้นว่าโดยความจริงเป็นคนชั่วในทุกโอกาส"
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนี้ เวตาลก็หลุดลอยหนีไปจากพระอังสาของพระองค์ กลับไปยังที่เดิม และพระราชาก็ต้องเสด็จย้อนไปทางเดิมเพื่อไปจับตัวเวตาลกลับมาใหม่
Asd
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอินทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอินทร์ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552
วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552
มหากาพย์ มหาภารตะ ชีวิตในราชสำนัก การเล่นสกา การเนรเทศเหล่าปาณฑพ
หลัง จากที่พี่น้องปาณฑพทั้ง5คนได้ยินเสด็จแม่พูดแบบนั้นแล้ว หลายท่านก็อาจจะงงว่า เอ๊ะจะแบ่งกันยังไง จะอยู่กันยังไง ก็จะขอเล่าตำนานของพระนางเทราปตีให้ฟังสักเล็กน้อยนะครับ
พระนางเทราปตีเมื่อชาติที่แล้วชื่อว่า นาราญาณี เป็นเมียของฤาษีเฒ่า นางนาราญาณีเป็นคนตามใจสามีมากและฤาษีคนนี้มินิสัยขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก มาก แต่นางนาราญาณีนี้ก็ไมได้รังเกียจรังงอนอะไรสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทำเต็มที่ทำเท่าที่จะทำได้ก็อยู่ด้วยกันหลายปี ฤาษีก็เรียกนางนาราญาณีมาบอกว่า จริงๆแล้วที่ตนแกล้งจู้จี้ขี้บ่น ต่างๆนานานั้นหวังที่จะลองใจนางนาราญาณีดูเท่านั้น เมื่อผ่านการทดสอบแล้วนางนาราญาณี จะขอพรอะไรกับตน นางนาราญาณีก็บอกว่าขอฤาษีนั้นรักเธอเหมือนกับที่ผู้ชาย5คนรักเธอในเวลา เดียวกัน ฤาษีเฒ่าก็ให้พรแล้วทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งฤาษีเฒ่านั้นมี ภูมิธรรมสูงจนเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว(กะว่าจะตายแล้วว่างั้น)แต่นางนาราญาณี นั้นไม่ยอมเพราะนางมีความสุขเมื่ออยู่กับฤาษีเฒ่ามาก แต่ฤาษีเฒ่าก็ยังยืนยันว่าจะไม่อยู่แล้ว อยากตายเต็มแก่
นางนาราญาณีจึงบำเพ็ญตบะแล้วขอพรต่อพระศิวะ ว่า " ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี "
พระศิวะได้ยินก็เลยบอกไปว่า " โอ๊วววเค จัดให้ ชาติหน้าเจ้าจะเกิดมีหน้าตาสวยงามและมีสามี5โคนนนนนน"
"จ๊ากกก พระคุณเจ้า 5คนเชียวเหรออออ!!! หม่อมฉันจะรับไหวหรือ"
พระศิวะก็บอกว่า " I cannot help it!, ช่วยบ่ได้เว้ย ก็ฉันได้ยินเธอร้อง5ครั้งนี่นา" แล้วพระศิวะก็หายไป
ท้าวทรุปัทม์พ่อของพระนางเทราปตีนั้นตอนแรกก็กังวล ว่าลูกสาวจะไปตกระกำลำบากกับพราหมณ์ก็เลยสั่งให้ทหารไปเชิญตัวมาอยู่ในวัง แคว้นปัญจาละด้วยกัน ครั้งเมื่อท้าวทรุปัทม์เห็น ยุธิษฐีระซึ่งเป็นพี่คนโตซึ่งมีลักษณะน่าเกรงขาม(มีออร่า)และคิดในใจว่า พราหมณ์หนุ่มพวกนี้ไม่ใช่พราหมณ์ทั่วไปแน่ๆจึงได้ถามว่าความจริงว่าพวกท่าน นั้นคือใคร ยุธิษฐีระก็จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าพวกตนเป็นพี่น้องปาณฑพ ตนเป็นพระยุพราชย์ของหัสตินปุระ ส่วนพราหมณ์ที่ชนะในการประลองยิงปลาบนยอดเสาด้วยธนูนั้นเป็นน้องคนที่3ของตน ชื่อ อรชุน
ท้าวทรุปัทม์ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และจัดให้มีงานอภิเษกสมรมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ในแคว้นปัญจาละข่าวการอภิเษกสม รมรสได้เข้าหู ทุรโยชน์ยังความเคียดแค้นแก่ทุรโยชน์และพี่น้องอีก99คน ทั้ง100คนจึงได้เข้าเฝ้าท้าวทิตยราชย์ผู้เป็นพ่อ ว่า "พวกมันคงต้องทำลายล้างพวกเราเป็นแน่ โดยเฉพาะท้าวทรุปัทม์ซึ่งเป็นสัสสุระ(พ่อตา)นั้น มีพรรคพวกเพื่อนพ้องและกำลังพลอยู่ไม่ใช่น้อย"
ท้าวทิตยราชย์จึงนำ ความเข้าปรึกษาท้าววิฑูรน้องชายและเหล่าอำมาตย์ ทั้งหมดต่างก็มีความเป้นว่าให้ยกแผ่นดินให้พวกพี่น้องปาณฑพไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็เลิกแล้วต่อกันไป ท้าววิฑูรจึงเป็นตัวแทนไปหาพี่น้องปาณฑพทั้ง5ที่แคว้นปัญจาละพร้อมทั้ง บอกว่าให้พี่น้องปาณฑพและพระนางกุณตีกลับไปอยู่ที่หัสตินปุระตามเดิม พอพี่น้องทั้ง5และพระนางกุญตีกลับมาอยู่ที่หัสตินปุระแล้วท้าวทิตยราชย์จึง รับสั่งให้พี่น้องทั้งหมดเข้าเฝ้า เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วท้าวทิตยราชย์ก็เอ่ยมาว่า
" หลานรักทั้ง5ของลุง อะไรที่ผ่านมาแล้วนั้นก็ขอให้แล้วไปนะ อย่างไรเราก็สายเลือดเดียวกัน ต่อจากนี้ไปลุงจะยกแผ่นดินให้พวกหลานส่วนหนึ่ง คือยกดินแดน ขาณฑวปรัสถ์ ให้พวกเจ้า ส่วนพวกเจ้าจะดูแลอย่างไรก็สุดแล้วแต่พวกเจ้าเถิด"
พี่ น้องทั้ง5 แม่และเมียอีก1 จึงได้ย้ายสำมะโนครัวอีกครั้งไปอยู่ยังแคว้น ขาณฑวปรัสถ์ (ขาน-ทะ-วะ-ปรัด) พี่น้องและไพร่ฟ้าประชาชนที่ติดตามมาด้วยก็ได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ จากทุ่งนาแห้งแล้งกันดารเป็นเมืองใหม่สุดไฮโซและ ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า อินทรปรัสถ์(อิน-ทะ-ระ-ปรัด : ที่ราบสูงแห่งพระอินทร์-ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของนิวเดลีปัจจุบัน ส่วนหัสตินปุระนั้นอยู่เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ57ไมล์)และทั้ง หมดต่างก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก
แม้ว่าจะมีเมียคนเดียวกันแต่พี่น้อง ทั้ง5นั้นแต่ทั้ง6ก็ไม่เคยมีปัญหากันเลยจนสมเด็กรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรง นิพนธ์ชีวิตของพระนางเทราปตีตอนนี้ว่า
อัครเรศเกศแก้วกฤษณา ยิ่งยศปรีชา
เฉลียวเฉลิมโลกีย์
ประติบัติกษํตราสวามี ห้าองค์นฤบดี
เสน่ห์สนิทนิจกาล
ห่อนเคียดขึ้งคำราคาญ เขษมสุขสำราญ
ภิรมย์ฤดีปรีดา
ผลัดเปลี่ยนเวียนเวรราชา ถนอมแนบนิทรา
ละวันบรรโลมโฉมสมร
(จากหนังสือ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์)
ก็ หลังจากที่พระนางเทราปตีนั้นได้มาอยู่กับพี่น้องปาณฑพทั้ง5แล้วที่นครอินทร ปรัสถ์ ซึ่งทั้ง5ต่างก็มีกติกาในการแบ่งเวลาที่อยุ่กับนางเทราปตีว่า
1.จะอยู่กับคนใดคนหนึ่งเป็นเวลา2ปี
2.ในระหว่างที่พระนางเทราปตีอยู่ในห้องกับสามีคนใดคนหนึ่งสองต่อสองห้ามพี่น้องคนอื่นเข้าไปเด็ดขาด
3.ถ้าไม่ใช่เวรตัวเอง แต่ดันมีอารมณ์รักใคร่ให้ไปแม่น้ำคงคาแล้ววักน้ำล้างหน้าล้างตาให้หายของขึ้นซะ
ซึ่งถ้าใครปิดกติกาต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อื่น12ปี และพี่น้องทั้งหมดต่างก็อยู่ด้วยกันภายใต้กติกาอันนั้นมาตลอดจนกระทั่งวัน หนึ่งมีพราหมณ์เฒ่ามาร้องห่มร้องไห้หน้าประตูวังว่า โคที่เคยให้นมอย่างอุดมสมบูรณ์ของตนนั้นถูกลักไป จึงมาขอร้องให้พี่น้องปาณฑพช่วยตามโคกลับมาที อรชุนได้ทราบความเป็นคนแรกด้วยสำนึกในหน้าที่อรชุนก็พรวดเข้าไปใน้ห้องเพื่อ ไปหยิบธนูอาวุธคู่กายของตนโดยไม่ได้สังเกตุว่า ยุธิษฐีระพี่ของตนั้นกำลังนั่งคุยกับพระนางเทราปตีในห้องดังกล่าวนั้นเอง พอเมื่อตามเอาโคมาคืนพราหมณ์เฒ่าเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่า พี่ของตนกับนางเทราปตีนั้นกำลังอยู่ด้วยกัน อรชุนจึงต้องเนรเทศตัวเองออกไปผจญภัย12ปี ท่ามกลางการทัดทานของยุธิษฐีระ
ซึ่งช่วงเวลา12ปีนี้ที่อรชุนไปผจญภัยนี้สนุกมากครับ แต่มันก็ยาวมากเช่นกัน จะขอเล่าประเด็นหลักๆแล้วกันนะครับ
คือ หลังจากที่อรชุนออกไปลุยโลกกว้างคนเดียว อรชุนได้ลุยไปถึงนครของพวกพญานาคและได้นาง อุลูปี ธิดาพญานาคเป็นเมียคน(ตน)ที่2 เดินทางไปยังเมือง มณีปุระ และก็ได้นางจิตรา หรือ จิตรางคทา เป็นเมืยคนที่3และมีลูกด้วยกันชื่อ พภรูวาหนะ(พะ-พรู-วา-หะ-นะ) ต่อจากนั้นก็ได้ลุยไปถึงเมืองทวารกา(ทะ-วา-ระ-กา หรือ ทราราวดี) ซึ่งเป็นนครของพระกฤษณะซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่น้องปาณฑพทั้ง5และอรชุนก็ ได้แต่งงานกับนางสุภัทรา ซึ่งเป็นน้องสาวของพระกฤษณะ ต่อมามีลูกชาย ชื่อ อภิมันยุ ซึ่งอภิมันยุนี้เก่งมากครับและมีบทบาทมากในการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในเวลาต่อ มา
พอครบ12ปี อรชุนก็กลับมายังเมืองอินทรปรัสถ์พร้อมกับพระนางสุภัทราและพระกฤษณะ ซึ่งพระกฤษณะนี้ก็ไปๆมาๆระหว่างอินทรปรัสถ์-ทวารกานะครับ อีกทั้งยังเป็นคอนเซาท์แต้น ของเหล่าปาณฑพด้วย

พระกฤษณะและอรชุน
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดลงตัวแล้ว พระนางเทราปตีก็ได้ให้ลำเนิดลูกๆแก่บรรดาพี่น้องทั้ง5คนโดยเริ่มจาก
1.ประติวินธัยเป็นลูกของ ยุธิษฐีระ
2.ศรุตโสมเป็นลูกของ ภีมะ
3.ศรุตกรรมเป็นลูกของ อรชุน
4.ศตานีกะเป็นลูกของ นกุล
5.ศรุตเสนเป็นลูกของ สหเทพ
หลังจากที่สร้างบ้านแปงเมืองที่อินทรปรัสถ์กใหญ่ แล้วก็ได้มีเหตุเฟาเฟาเหม้า(ไฟไหม้)ป่าชานเมืองแบบว่าไหม้มโฬรเหมือนที่แคลิ ฟอร์เนียตอนนี้เลยครับ ซึ่งหลังจากเฟาเหม้าในครั้งนั้นก็มี มัยทานพหนุ่ม(ช่างก่อสร้าง)รอดจากกองไฟไหม้ป่าครั้งนั้นมัยทานพหนุ่มก็อยาก จะตอบแทนบุญบารมีของพี่น้องปาณฑพทั้ง5จึงขอขันอาสาสร้างสภาเมืองให้โดยใช้ เวลาการสร้าง14เดือน ซึ่งสภาของเมืองอินทรปรัสถ์นั้นงดงามมากชนิดที่ว่าสภาของหัสตินปุระเทียบไม่ เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
ซึ่งนับถึงตอนนี้เรื่องราวก็เริ่มขมวดเกลียวแข็ง ปั๋งทวีความแค้นขึ้นกับทุกฝ่าย ทางฝั่งเการพนำโดยทุรโยชน์ก็แค้นที่ว่าไม่สามารถฆ่า5พี่น้องปาณฑพได้สักที แถมยังสร้างเมืองเจริญแซงหน้าหัสตินปุระที่ตนอยู่ แบบว่า ขายหน้ามาก
ทาง ฝั่งปาณฑพก็แค้นทุรโยชน์และพี่น้องฝั่งเการพเพราะที่ตนและแม่ลำบากลำบนดั้น ด้นจากหัสตินปุระไปตั้งเกือบ20ปีเพียงเพราะทุรโยชนือิจฉาและต้องการที่จะฆ่า พวกตนเสีย
การรบที่ทุ่งกุรุของทั้ง2ฝั่งนั้นมีเหตุหลักๆที่เสริมมาอีก2เหตุครับ
เหตุแรกก็คือการพนัน ส่นเหตุที่สองก็มาจากตัวพระนางเทราปตีครับ
ผมขอเล่าที่มาของพระกฤษณะในภาคของมหาภารตะนี้ก่อนนะครับ เพราะพระกฤษณะนี้มีบทบาทมากทีเดียวในมหาภารตะครับ
เริ่ม ที่ว่าพระกฤษณะนั้นเดิมทีอยู่ราชวงศ์ ยาฑพหรือยาทป(ยา-ถบ หรือ ยา-ทะ-ปะ)ซึ่งมีพระราชาชื่อว่า ศูร(สู-ระ)ปกครองชาวสุรเสนในนครมธุราซึ่งแคว้นมธุรานี้ก็อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ยมุนาตอนเหนือใกล้ๆกับกรุงอินทรปรัสถ์ พระราชาศูรนี้มีลูกด้วยกันสองคน คนโดเป็นผู้ชายชื่อเจ้าชายวสุเทพ อีกคนเป้นลูกสาวชื่อเจ้าหญิง กุณตี ซึ่งเจ้าหญิงกุณตีนี้ก็คือแม่ของพี่น้องตระกูลปาณฑพครับ ซึ่งสมัยที่พระนางกุณตียังสาวๆนั้นผมเคยเล่าให้ฟังว่าพระนางเรียนวิชาเรียก เทพให้มาสมสุ่กับตัวเองได้ ซึ่งต่อมาก็ได้ใช้วิชานี้จนมีลูกชาย3คนแรกคือ ยุษธิษฐีระ ภีมะ และ อรชุน พี่ชายของพระนางกุณตีคือท้าววสุเทพนั้นได้ไปแต่งงานกับลูกสาวของท้าวอุรุเสน ซึ่งท้าวอุรุเสนนั้นมีลูกมากซึ่งลูกที่เป็นรัชทายาทย์และเกเรมากชื่อว่า ท้าวกังษะ ตอนหนังได้จับพ่อไปขังและขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งลูกสาวเท่าที่จำได้นั้นมีอยู่สองคนครับ คนนึงชื่อพระนางเทวกี อีกคนชื่อพระนางโลหิณี ท้าววสุเทพก็ได้แต่งงานกับพระนางเทวกี
ท้าว กังษะนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมทารุณแม่ว่าจะมั่นใจว่าตัวเองจะขึ้นครองราชย์ได้ แต่ก็ได้จับพ่อตัวเองไปขังและกลัวว่าท้าววสุเทพเพื่อนรักนั้นจะไม่ช่วยเหลือ คนในการครองราชย์บ้านเมืองจึงยกน้องสาวให้(พระนางเทวกี)และก็ได้อยู่ช่วยงาน ท้าวกังษะ ซึ่งยังความเดือดร้อนมหาซวยแก่คนในเมืองเป็นอย่างมาก ต้องส่งส่วยนมเนยทุกวัน ประชาชีทุกใจมาก
ไม่มีใครกล้าหือ วันนึงท้าวกังษะกำลังจะออกประภาษป่าก็ได้มีฤาษีตนหนึ่งมายืนตัดหน้าแล้ว บอกว่าเรามาที่นี่เพื่อจะบอกว่า " ลูกชายคนที่8ของท้าววสุเทพเพือนท่านที่เกิดกับพระนางเทวกีน้องสาวของท่านเอง จะเป็นคนฆ่าท่านและคนในเมืองก็จะอยู่ด้วยความผาสุก ...ไอ่สาดดดดดดดดด"
พอท้าวกังษะได้ยินดั่งนั่นก็ได้เกิดวิตกจึงได้สั่งให้จับท้าววสุเทพกับพระนางเทวกีซึ่งเป้นน้องสาวแท้ๆ ขังคุกด้วยกัน
พอสองคนอยู่ด้วยกันในคุกปีแรกก็ได้ให้กำเนิดลูกชายท้าวกังษะจึงสั่งให้เอาลูกชายนั้นไปฆ่าทิ้ง เป้นอยู่อย่างนี้อยู่6ปี
พอ ลูกคนที่7พระนางเทวกีก็กำลังจะออกลูกพระนางโลหิณีซึ่งเป้นพี่สาวก็ได้เสด็จ มาที่คุกแล้วบอกว่าลูกคนที่7นี้เราจะเอาไปเลี้ยงเองแล้วก็เอาเด็กคนอื่นไป ให้ท้าวกังษะฆ่าทิ้งแทน ซึ่งลูกคนที่7นี้ชื่อว่า พลราม เมื่อเวลาผ่านไปท้าวกังษะก็ยิ่งลุ้นนับเวลาถอยหลัง พอพระนางเทวกีเริ่มท้องอ่อนๆท้าวกังษะก็สั่งให้ควบคุมอย่างเข้มแข้งตอนนี้ ท้าวกังษะนี้กำลังเล่นตลกกับโชคชะตา เตรียมพร้อม100%
ในระหว่างที่ เหตุการณ์กำลังลุ้นเสียวขึ้นไปทุกวัน ท้าววสุเทพก็ได้แอบติดต่อกับเพื่อนซึ่งเป้นคนเลี้ยงวัวจากในคุก ซึ่งเพื่อนคนนี้ชื่อว่า นันทะ แล้วนันทะนี้ก็มีเมียชื่อยโสธาราซึ่งได้แต่งงานและกำลังตั้งท้องในเวลาไล่ เลี่ยกันในคืนที่กระนางเทวกีคลอดลูกคนที่8ออกมานั้น ฝนตกรถติดกันทั้งเมือง ประตูคุกที่เคยปิดก็เปิดออกโซ่ตรวนที่เคยมีก็หลุดลง
ท้าววสุเทพก็จึงได้ แอบออกมาหา นันทะที่เมืองโกกุนซึ่งอยู่ติดๆกัน แต่อนิจจาฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำยมุนาก็หนุนขึ้นสูง ท้าววสุเทพซึ่งลุยน้ำแบบจวนเจียนที่จะจมเต็มทีน้ำจากแม่น้ำที่ขึ้นสูงจนถูก ตัวลูกของท้าววสุเทพปุ๊บก็ได้เกิดอัศจรรย์คือน้ำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ท้าววสุเทพจึงเดินทางได้สะดวกขึ้นครั้นพอเมื่อวสุเทพมาถึงบ้านของนันทะเมีย ของนันทะเองก็เพิ่งจะคลอดลูกสาวออกมาได้ไม่นาน นันทะจึงบอกให้ท้าววสุเทพเปลี่ยนตัวลูกกัน ลูกของท้าววสุเทพนันทะก็ได้เอาไปเลี้ยง ส่วนลูกสาวของนันทะนั้นก็ถูกพากลับไปสู่คุก
พอท้าววสุเทพทราบว่าพระ นางเทวกีคลอดเรียบร้อยแล้วท้าวกังษะก็ได้เกินทางมายังคุกหมายจะฆ่าลูกชายคน ที่8แต่ก็ต้องแปลกใจว่าพระนางเทวกีนั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงใจหนึ่งก็ ดีใจว่า คำสาปของฤาษีนั้นคงจะไม่เป้นจริงเพราะลูกที่เกิดมาเป็นผู้หญิง แตเพื่อความชัวร์ท้าวกังษะก็หมายจะฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ทิ้งเสีย กำลังเงื้อดาบอยู่นั้นเองก็ได้มีเสียงร้องจากอากาศมาว่า " อย่า..... " ท้าวกังษะตกใจผลันโยนเด็กน้อยขึ้นบนฟ้าพลันนั้นเด็กน้อยก็ได้หายวับไปกับตา ท้าวกังษะก็ค่อยปลงใจไปเปลาะนึงเพราะคิดว่าคำสาปคงจะไม่เป้นจริงแล้ว
พระ กฤษณะนั้นเดิมชื่อว่ากรรณหา เติบโตอยู่ในหมู่บ้านโกกุน มีลักษณะแปลกเด็กคือเป้นเด็กขี้เล่นร่าเริง หน้าตาดี เป่าขลุ่ยได้ทั้งวันยังความเอ็นดูแก่คนอื่นที่พบเห็น และมีเรื่องหน้าแปลกว่าถ้ากรรณหา(หรือพระกฤษณะ)ลักขโมยกินนมเนยและเอามา เผื่อแผ่เด็กกลุ่มเดียวกันจากบ้านไหน วัวบ้านนั้นจะให้น้ำนมมากกว่าเดิม พอชาวบ้านเรื่องชาวบ้านก็เลยออกอุบายบอกไบ้ที่เก็บนมและเนยในบ้านตนเพื่อให้ กรรณหามาลักไปแจกเด็กๆในหมู่บ้านเพื่อที่วัวของตนจะให้น้ำนมมากขึ้น ในวัยเด็กนั้นพระกฤษณะนั้นเป็นคนเลี้ยงวัว เราจะเห็นภาพศิลปะมากมายของพระกฤษณะที่กำลังเลี้ยงวัวถือขลุ่ย

พระกฤษณะก็ได้อยู่ในหมุ่บ้านนี้ได้11ปีจนมาวันหนึ่งก็ได้มาการถวายนมเนยแก่พระอินทร์ กรรณหาก็แปลกใจและถามว่า
" เหตุใดจึงต้องบูชาพระอินทร์ด้วยเล่า พระองค์ไม่เห็นทำอะไรเลย ทำไมไม่บูชาวัว ซึ่งให้นมและเนยกับพวกเรา ทำไม่บูชาหญ้าซึ่งเป้นอาหารของวัว หรือทำไมไม่บูชาภูเขาโควัฒนะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความร่มรื่นและป่าไม้ควาอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้าน "
พระ อินทร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ เกิดโมโหครับ สาปให้ฝนตก7วัน7คืน ทีนี้ชาวหมู่บ้านก็โกกุนก็ซวยสิครับ ฝนตกขนาดนั้น สูบออกไปไหนก็ไม่ทัน ผู้ว่าอภิรักษ์ก็ช่วยไมได้ ชาววบ้านจึงตำหนิ ด.ช กรรณหา จอมซนว่า
" เห็นมั๊ย เพราะเจ้าดูหมื่นพระอินทร์ พวกเราเลยโดนสาป น้ำกัดเท้าคันจะแย่อยู่แล้ว "
ด. ช กรรณหาหรือกระกฤษณะก็จึงแสดงปาฎิหารย์ด้วยการใช้นิ้วเดียวยกภูเขาโควัฒนะ ขึ้นมาบังท้องฟ้าเอาไว้ ถึงฝนจะตกแต่หมู่บ้านก็เสียหายน้อยลง จนพระอินทร์นั้นยอมแพ้และมาทราบภายหลังว่ากรรณหานั้นคือพระนารายณ์อวตารลงมา เกิดเป็นพระกฤษณะ จึงได้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่หลังจากที่แสดงอิทธิฤทธิ์แล้วก็จึงบอกกับชาว บ้านไปว่า
ต่อจากนี้ไปไม่ต้องส่งส่วยนมเนยไปให้ท้าวกังษะแล้วครั้นพอท้าว กังษะทราบเรื่องว่าเมืองโกกุนนำโดยพระกฤษณะนั้นแข็งข้อและทราบว่าพระกฤษณะ นั้นเป็นหลานคนที่8ที่เล็ดรอดหนีไปได้ ท้าวกังษะจึงได้ทำกลอุบายให้ไปเชิญมายังเมือง โดยระหว่างที่พระกฤษณะติดตามข้าราชบริพานของท้าวกังษะกลับมายังเมืองนั้น (ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด) ลูกน้องของท้าวกังษะก็ได้ปล่อยช้างศึกตกมัน หมายเข้าขยี้พระกฤษณะแต่ธรรมดาครับ ตัวเด่นของเรื่องซะอย่างจะตายง่ายๆได้ยังไง พระกฤษณะก็จัดการหักงวงหักงา ช้างศึกตกมันตัวนั้นเสียอย่างง่ายดาย พอพระกฤษณะเข้ามายังเมืองก็ได้เจอกับท้าวกังษะและได้ต่อสู้กับท้าวกังษะ
ซึ่ง ที่ปราสาทบันทายศรีจะมีรูปสลักพระกฤษณะกำลังฆ่าท้าวกังษะอยู่ครับที่บรรณา ลัยฝั่งตะวันตกลองไปหาดูกันคือจะเป็นรูปปราสาทแล้วมีคนที่กำลังถูกจิกหัว พร้อมกับกำลังถูกมีดแทง เมื่อพระกฤษณะฆ่าท้าวกังษะผู้เป็นลุงแล้วประชาชนก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง พระกฤษณะกับพลรามพี่ชายก็รีบไปที่คุกและปล่อยพระเจ้าตา คือท้าวอุรุเสน พ่อซึ่งก็คือท้าววสุเทพและแม่คือพระนางเทวกีแล้วก็เชิญท้าวอุรุเสนผู้เป็นตา ขึ้นครองราชย์ต่อไป
พระกฤษณะนั้นก็ได้ออกเดินทางไปร่ำเรียนวิชาและ ผจญภัยอยู่จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและได้กลับมาที่เมืองต่อมาได้เกลี้ยกล่อมให้ ย้ายเมืองจากที่เดิมไปตั้งรกรากใหม่ ชื่อว่า ทวารกา(บอมเบย์ในปัจจุบัน) และในช่วงที่พระกฤษณะไปปกครองทวารกานั้นก็เป็นช่วงที่พี่น้องทั้งเการพและ ปาณฑพกำลังระหองระแหงกันพอดี ซึ่งเมื่อนับญาติแล้วพระกฤษณะก็นับเป้นลูกพี่ลูกน้องกับฝั่งปาณฑพเหมือนกัน เพราะถือว่าพระกฤษณะนั้นเป็นลูกของลุงนั่นเอง ความสนิทชิดเชื้อจึงมีอยู่ไม่น้อย เมื่อปาณพพเดือดร้อนคราใดถ้ามีโอกาศก็จะมาช่วยพร้อมกับพลรามเสมอๆ
พระนางเทราปตีเมื่อชาติที่แล้วชื่อว่า นาราญาณี เป็นเมียของฤาษีเฒ่า นางนาราญาณีเป็นคนตามใจสามีมากและฤาษีคนนี้มินิสัยขี้บ่น จู้จี้ จุกจิก มาก แต่นางนาราญาณีนี้ก็ไมได้รังเกียจรังงอนอะไรสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทำเต็มที่ทำเท่าที่จะทำได้ก็อยู่ด้วยกันหลายปี ฤาษีก็เรียกนางนาราญาณีมาบอกว่า จริงๆแล้วที่ตนแกล้งจู้จี้ขี้บ่น ต่างๆนานานั้นหวังที่จะลองใจนางนาราญาณีดูเท่านั้น เมื่อผ่านการทดสอบแล้วนางนาราญาณี จะขอพรอะไรกับตน นางนาราญาณีก็บอกว่าขอฤาษีนั้นรักเธอเหมือนกับที่ผู้ชาย5คนรักเธอในเวลา เดียวกัน ฤาษีเฒ่าก็ให้พรแล้วทั้งสองก็ใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งฤาษีเฒ่านั้นมี ภูมิธรรมสูงจนเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว(กะว่าจะตายแล้วว่างั้น)แต่นางนาราญาณี นั้นไม่ยอมเพราะนางมีความสุขเมื่ออยู่กับฤาษีเฒ่ามาก แต่ฤาษีเฒ่าก็ยังยืนยันว่าจะไม่อยู่แล้ว อยากตายเต็มแก่
นางนาราญาณีจึงบำเพ็ญตบะแล้วขอพรต่อพระศิวะ ว่า " ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี ฉันต้องการสามี "
พระศิวะได้ยินก็เลยบอกไปว่า " โอ๊วววเค จัดให้ ชาติหน้าเจ้าจะเกิดมีหน้าตาสวยงามและมีสามี5โคนนนนนน"
"จ๊ากกก พระคุณเจ้า 5คนเชียวเหรออออ!!! หม่อมฉันจะรับไหวหรือ"
พระศิวะก็บอกว่า " I cannot help it!, ช่วยบ่ได้เว้ย ก็ฉันได้ยินเธอร้อง5ครั้งนี่นา" แล้วพระศิวะก็หายไป
ท้าวทรุปัทม์พ่อของพระนางเทราปตีนั้นตอนแรกก็กังวล ว่าลูกสาวจะไปตกระกำลำบากกับพราหมณ์ก็เลยสั่งให้ทหารไปเชิญตัวมาอยู่ในวัง แคว้นปัญจาละด้วยกัน ครั้งเมื่อท้าวทรุปัทม์เห็น ยุธิษฐีระซึ่งเป็นพี่คนโตซึ่งมีลักษณะน่าเกรงขาม(มีออร่า)และคิดในใจว่า พราหมณ์หนุ่มพวกนี้ไม่ใช่พราหมณ์ทั่วไปแน่ๆจึงได้ถามว่าความจริงว่าพวกท่าน นั้นคือใคร ยุธิษฐีระก็จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังว่าพวกตนเป็นพี่น้องปาณฑพ ตนเป็นพระยุพราชย์ของหัสตินปุระ ส่วนพราหมณ์ที่ชนะในการประลองยิงปลาบนยอดเสาด้วยธนูนั้นเป็นน้องคนที่3ของตน ชื่อ อรชุน
ท้าวทรุปัทม์ได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และจัดให้มีงานอภิเษกสมรมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ในแคว้นปัญจาละข่าวการอภิเษกสม รมรสได้เข้าหู ทุรโยชน์ยังความเคียดแค้นแก่ทุรโยชน์และพี่น้องอีก99คน ทั้ง100คนจึงได้เข้าเฝ้าท้าวทิตยราชย์ผู้เป็นพ่อ ว่า "พวกมันคงต้องทำลายล้างพวกเราเป็นแน่ โดยเฉพาะท้าวทรุปัทม์ซึ่งเป็นสัสสุระ(พ่อตา)นั้น มีพรรคพวกเพื่อนพ้องและกำลังพลอยู่ไม่ใช่น้อย"
ท้าวทิตยราชย์จึงนำ ความเข้าปรึกษาท้าววิฑูรน้องชายและเหล่าอำมาตย์ ทั้งหมดต่างก็มีความเป้นว่าให้ยกแผ่นดินให้พวกพี่น้องปาณฑพไปส่วนหนึ่งแล้ว ก็เลิกแล้วต่อกันไป ท้าววิฑูรจึงเป็นตัวแทนไปหาพี่น้องปาณฑพทั้ง5ที่แคว้นปัญจาละพร้อมทั้ง บอกว่าให้พี่น้องปาณฑพและพระนางกุณตีกลับไปอยู่ที่หัสตินปุระตามเดิม พอพี่น้องทั้ง5และพระนางกุญตีกลับมาอยู่ที่หัสตินปุระแล้วท้าวทิตยราชย์จึง รับสั่งให้พี่น้องทั้งหมดเข้าเฝ้า เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วท้าวทิตยราชย์ก็เอ่ยมาว่า
" หลานรักทั้ง5ของลุง อะไรที่ผ่านมาแล้วนั้นก็ขอให้แล้วไปนะ อย่างไรเราก็สายเลือดเดียวกัน ต่อจากนี้ไปลุงจะยกแผ่นดินให้พวกหลานส่วนหนึ่ง คือยกดินแดน ขาณฑวปรัสถ์ ให้พวกเจ้า ส่วนพวกเจ้าจะดูแลอย่างไรก็สุดแล้วแต่พวกเจ้าเถิด"
พี่ น้องทั้ง5 แม่และเมียอีก1 จึงได้ย้ายสำมะโนครัวอีกครั้งไปอยู่ยังแคว้น ขาณฑวปรัสถ์ (ขาน-ทะ-วะ-ปรัด) พี่น้องและไพร่ฟ้าประชาชนที่ติดตามมาด้วยก็ได้ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ จากทุ่งนาแห้งแล้งกันดารเป็นเมืองใหม่สุดไฮโซและ ให้ชื่อเมืองใหม่ว่า อินทรปรัสถ์(อิน-ทะ-ระ-ปรัด : ที่ราบสูงแห่งพระอินทร์-ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของนิวเดลีปัจจุบัน ส่วนหัสตินปุระนั้นอยู่เยื้องไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ57ไมล์)และทั้ง หมดต่างก็อยู่ด้วยกันอย่างผาสุก
แม้ว่าจะมีเมียคนเดียวกันแต่พี่น้อง ทั้ง5นั้นแต่ทั้ง6ก็ไม่เคยมีปัญหากันเลยจนสมเด็กรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรง นิพนธ์ชีวิตของพระนางเทราปตีตอนนี้ว่า
อัครเรศเกศแก้วกฤษณา ยิ่งยศปรีชา
เฉลียวเฉลิมโลกีย์
ประติบัติกษํตราสวามี ห้าองค์นฤบดี
เสน่ห์สนิทนิจกาล
ห่อนเคียดขึ้งคำราคาญ เขษมสุขสำราญ
ภิรมย์ฤดีปรีดา
ผลัดเปลี่ยนเวียนเวรราชา ถนอมแนบนิทรา
ละวันบรรโลมโฉมสมร
(จากหนังสือ กฤษณาสอนน้องคำฉันท์)
ก็ หลังจากที่พระนางเทราปตีนั้นได้มาอยู่กับพี่น้องปาณฑพทั้ง5แล้วที่นครอินทร ปรัสถ์ ซึ่งทั้ง5ต่างก็มีกติกาในการแบ่งเวลาที่อยุ่กับนางเทราปตีว่า
1.จะอยู่กับคนใดคนหนึ่งเป็นเวลา2ปี
2.ในระหว่างที่พระนางเทราปตีอยู่ในห้องกับสามีคนใดคนหนึ่งสองต่อสองห้ามพี่น้องคนอื่นเข้าไปเด็ดขาด
3.ถ้าไม่ใช่เวรตัวเอง แต่ดันมีอารมณ์รักใคร่ให้ไปแม่น้ำคงคาแล้ววักน้ำล้างหน้าล้างตาให้หายของขึ้นซะ
ซึ่งถ้าใครปิดกติกาต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อื่น12ปี และพี่น้องทั้งหมดต่างก็อยู่ด้วยกันภายใต้กติกาอันนั้นมาตลอดจนกระทั่งวัน หนึ่งมีพราหมณ์เฒ่ามาร้องห่มร้องไห้หน้าประตูวังว่า โคที่เคยให้นมอย่างอุดมสมบูรณ์ของตนนั้นถูกลักไป จึงมาขอร้องให้พี่น้องปาณฑพช่วยตามโคกลับมาที อรชุนได้ทราบความเป็นคนแรกด้วยสำนึกในหน้าที่อรชุนก็พรวดเข้าไปใน้ห้องเพื่อ ไปหยิบธนูอาวุธคู่กายของตนโดยไม่ได้สังเกตุว่า ยุธิษฐีระพี่ของตนั้นกำลังนั่งคุยกับพระนางเทราปตีในห้องดังกล่าวนั้นเอง พอเมื่อตามเอาโคมาคืนพราหมณ์เฒ่าเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่า พี่ของตนกับนางเทราปตีนั้นกำลังอยู่ด้วยกัน อรชุนจึงต้องเนรเทศตัวเองออกไปผจญภัย12ปี ท่ามกลางการทัดทานของยุธิษฐีระ
ซึ่งช่วงเวลา12ปีนี้ที่อรชุนไปผจญภัยนี้สนุกมากครับ แต่มันก็ยาวมากเช่นกัน จะขอเล่าประเด็นหลักๆแล้วกันนะครับ
คือ หลังจากที่อรชุนออกไปลุยโลกกว้างคนเดียว อรชุนได้ลุยไปถึงนครของพวกพญานาคและได้นาง อุลูปี ธิดาพญานาคเป็นเมียคน(ตน)ที่2 เดินทางไปยังเมือง มณีปุระ และก็ได้นางจิตรา หรือ จิตรางคทา เป็นเมืยคนที่3และมีลูกด้วยกันชื่อ พภรูวาหนะ(พะ-พรู-วา-หะ-นะ) ต่อจากนั้นก็ได้ลุยไปถึงเมืองทวารกา(ทะ-วา-ระ-กา หรือ ทราราวดี) ซึ่งเป็นนครของพระกฤษณะซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่น้องปาณฑพทั้ง5และอรชุนก็ ได้แต่งงานกับนางสุภัทรา ซึ่งเป็นน้องสาวของพระกฤษณะ ต่อมามีลูกชาย ชื่อ อภิมันยุ ซึ่งอภิมันยุนี้เก่งมากครับและมีบทบาทมากในการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในเวลาต่อ มา
พอครบ12ปี อรชุนก็กลับมายังเมืองอินทรปรัสถ์พร้อมกับพระนางสุภัทราและพระกฤษณะ ซึ่งพระกฤษณะนี้ก็ไปๆมาๆระหว่างอินทรปรัสถ์-ทวารกานะครับ อีกทั้งยังเป็นคอนเซาท์แต้น ของเหล่าปาณฑพด้วย
พระกฤษณะและอรชุน
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดลงตัวแล้ว พระนางเทราปตีก็ได้ให้ลำเนิดลูกๆแก่บรรดาพี่น้องทั้ง5คนโดยเริ่มจาก
1.ประติวินธัยเป็นลูกของ ยุธิษฐีระ
2.ศรุตโสมเป็นลูกของ ภีมะ
3.ศรุตกรรมเป็นลูกของ อรชุน
4.ศตานีกะเป็นลูกของ นกุล
5.ศรุตเสนเป็นลูกของ สหเทพ
หลังจากที่สร้างบ้านแปงเมืองที่อินทรปรัสถ์กใหญ่ แล้วก็ได้มีเหตุเฟาเฟาเหม้า(ไฟไหม้)ป่าชานเมืองแบบว่าไหม้มโฬรเหมือนที่แคลิ ฟอร์เนียตอนนี้เลยครับ ซึ่งหลังจากเฟาเหม้าในครั้งนั้นก็มี มัยทานพหนุ่ม(ช่างก่อสร้าง)รอดจากกองไฟไหม้ป่าครั้งนั้นมัยทานพหนุ่มก็อยาก จะตอบแทนบุญบารมีของพี่น้องปาณฑพทั้ง5จึงขอขันอาสาสร้างสภาเมืองให้โดยใช้ เวลาการสร้าง14เดือน ซึ่งสภาของเมืองอินทรปรัสถ์นั้นงดงามมากชนิดที่ว่าสภาของหัสตินปุระเทียบไม่ เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
ซึ่งนับถึงตอนนี้เรื่องราวก็เริ่มขมวดเกลียวแข็ง ปั๋งทวีความแค้นขึ้นกับทุกฝ่าย ทางฝั่งเการพนำโดยทุรโยชน์ก็แค้นที่ว่าไม่สามารถฆ่า5พี่น้องปาณฑพได้สักที แถมยังสร้างเมืองเจริญแซงหน้าหัสตินปุระที่ตนอยู่ แบบว่า ขายหน้ามาก
ทาง ฝั่งปาณฑพก็แค้นทุรโยชน์และพี่น้องฝั่งเการพเพราะที่ตนและแม่ลำบากลำบนดั้น ด้นจากหัสตินปุระไปตั้งเกือบ20ปีเพียงเพราะทุรโยชนือิจฉาและต้องการที่จะฆ่า พวกตนเสีย
การรบที่ทุ่งกุรุของทั้ง2ฝั่งนั้นมีเหตุหลักๆที่เสริมมาอีก2เหตุครับ
เหตุแรกก็คือการพนัน ส่นเหตุที่สองก็มาจากตัวพระนางเทราปตีครับ
ผมขอเล่าที่มาของพระกฤษณะในภาคของมหาภารตะนี้ก่อนนะครับ เพราะพระกฤษณะนี้มีบทบาทมากทีเดียวในมหาภารตะครับ
เริ่ม ที่ว่าพระกฤษณะนั้นเดิมทีอยู่ราชวงศ์ ยาฑพหรือยาทป(ยา-ถบ หรือ ยา-ทะ-ปะ)ซึ่งมีพระราชาชื่อว่า ศูร(สู-ระ)ปกครองชาวสุรเสนในนครมธุราซึ่งแคว้นมธุรานี้ก็อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ยมุนาตอนเหนือใกล้ๆกับกรุงอินทรปรัสถ์ พระราชาศูรนี้มีลูกด้วยกันสองคน คนโดเป็นผู้ชายชื่อเจ้าชายวสุเทพ อีกคนเป้นลูกสาวชื่อเจ้าหญิง กุณตี ซึ่งเจ้าหญิงกุณตีนี้ก็คือแม่ของพี่น้องตระกูลปาณฑพครับ ซึ่งสมัยที่พระนางกุณตียังสาวๆนั้นผมเคยเล่าให้ฟังว่าพระนางเรียนวิชาเรียก เทพให้มาสมสุ่กับตัวเองได้ ซึ่งต่อมาก็ได้ใช้วิชานี้จนมีลูกชาย3คนแรกคือ ยุษธิษฐีระ ภีมะ และ อรชุน พี่ชายของพระนางกุณตีคือท้าววสุเทพนั้นได้ไปแต่งงานกับลูกสาวของท้าวอุรุเสน ซึ่งท้าวอุรุเสนนั้นมีลูกมากซึ่งลูกที่เป็นรัชทายาทย์และเกเรมากชื่อว่า ท้าวกังษะ ตอนหนังได้จับพ่อไปขังและขึ้นครองราชย์แทน ซึ่งลูกสาวเท่าที่จำได้นั้นมีอยู่สองคนครับ คนนึงชื่อพระนางเทวกี อีกคนชื่อพระนางโลหิณี ท้าววสุเทพก็ได้แต่งงานกับพระนางเทวกี
ท้าว กังษะนั้นค่อนข้างโหดเหี้ยมทารุณแม่ว่าจะมั่นใจว่าตัวเองจะขึ้นครองราชย์ได้ แต่ก็ได้จับพ่อตัวเองไปขังและกลัวว่าท้าววสุเทพเพื่อนรักนั้นจะไม่ช่วยเหลือ คนในการครองราชย์บ้านเมืองจึงยกน้องสาวให้(พระนางเทวกี)และก็ได้อยู่ช่วยงาน ท้าวกังษะ ซึ่งยังความเดือดร้อนมหาซวยแก่คนในเมืองเป็นอย่างมาก ต้องส่งส่วยนมเนยทุกวัน ประชาชีทุกใจมาก
ไม่มีใครกล้าหือ วันนึงท้าวกังษะกำลังจะออกประภาษป่าก็ได้มีฤาษีตนหนึ่งมายืนตัดหน้าแล้ว บอกว่าเรามาที่นี่เพื่อจะบอกว่า " ลูกชายคนที่8ของท้าววสุเทพเพือนท่านที่เกิดกับพระนางเทวกีน้องสาวของท่านเอง จะเป็นคนฆ่าท่านและคนในเมืองก็จะอยู่ด้วยความผาสุก ...ไอ่สาดดดดดดดดด"
พอท้าวกังษะได้ยินดั่งนั่นก็ได้เกิดวิตกจึงได้สั่งให้จับท้าววสุเทพกับพระนางเทวกีซึ่งเป้นน้องสาวแท้ๆ ขังคุกด้วยกัน
พอสองคนอยู่ด้วยกันในคุกปีแรกก็ได้ให้กำเนิดลูกชายท้าวกังษะจึงสั่งให้เอาลูกชายนั้นไปฆ่าทิ้ง เป้นอยู่อย่างนี้อยู่6ปี
พอ ลูกคนที่7พระนางเทวกีก็กำลังจะออกลูกพระนางโลหิณีซึ่งเป้นพี่สาวก็ได้เสด็จ มาที่คุกแล้วบอกว่าลูกคนที่7นี้เราจะเอาไปเลี้ยงเองแล้วก็เอาเด็กคนอื่นไป ให้ท้าวกังษะฆ่าทิ้งแทน ซึ่งลูกคนที่7นี้ชื่อว่า พลราม เมื่อเวลาผ่านไปท้าวกังษะก็ยิ่งลุ้นนับเวลาถอยหลัง พอพระนางเทวกีเริ่มท้องอ่อนๆท้าวกังษะก็สั่งให้ควบคุมอย่างเข้มแข้งตอนนี้ ท้าวกังษะนี้กำลังเล่นตลกกับโชคชะตา เตรียมพร้อม100%
ในระหว่างที่ เหตุการณ์กำลังลุ้นเสียวขึ้นไปทุกวัน ท้าววสุเทพก็ได้แอบติดต่อกับเพื่อนซึ่งเป้นคนเลี้ยงวัวจากในคุก ซึ่งเพื่อนคนนี้ชื่อว่า นันทะ แล้วนันทะนี้ก็มีเมียชื่อยโสธาราซึ่งได้แต่งงานและกำลังตั้งท้องในเวลาไล่ เลี่ยกันในคืนที่กระนางเทวกีคลอดลูกคนที่8ออกมานั้น ฝนตกรถติดกันทั้งเมือง ประตูคุกที่เคยปิดก็เปิดออกโซ่ตรวนที่เคยมีก็หลุดลง
ท้าววสุเทพก็จึงได้ แอบออกมาหา นันทะที่เมืองโกกุนซึ่งอยู่ติดๆกัน แต่อนิจจาฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำยมุนาก็หนุนขึ้นสูง ท้าววสุเทพซึ่งลุยน้ำแบบจวนเจียนที่จะจมเต็มทีน้ำจากแม่น้ำที่ขึ้นสูงจนถูก ตัวลูกของท้าววสุเทพปุ๊บก็ได้เกิดอัศจรรย์คือน้ำได้ลดระดับลงอย่างรวดเร็ว ท้าววสุเทพจึงเดินทางได้สะดวกขึ้นครั้นพอเมื่อวสุเทพมาถึงบ้านของนันทะเมีย ของนันทะเองก็เพิ่งจะคลอดลูกสาวออกมาได้ไม่นาน นันทะจึงบอกให้ท้าววสุเทพเปลี่ยนตัวลูกกัน ลูกของท้าววสุเทพนันทะก็ได้เอาไปเลี้ยง ส่วนลูกสาวของนันทะนั้นก็ถูกพากลับไปสู่คุก
พอท้าววสุเทพทราบว่าพระ นางเทวกีคลอดเรียบร้อยแล้วท้าวกังษะก็ได้เกินทางมายังคุกหมายจะฆ่าลูกชายคน ที่8แต่ก็ต้องแปลกใจว่าพระนางเทวกีนั้นคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงใจหนึ่งก็ ดีใจว่า คำสาปของฤาษีนั้นคงจะไม่เป้นจริงเพราะลูกที่เกิดมาเป็นผู้หญิง แตเพื่อความชัวร์ท้าวกังษะก็หมายจะฆ่าเด็กผู้หญิงคนนี้ทิ้งเสีย กำลังเงื้อดาบอยู่นั้นเองก็ได้มีเสียงร้องจากอากาศมาว่า " อย่า..... " ท้าวกังษะตกใจผลันโยนเด็กน้อยขึ้นบนฟ้าพลันนั้นเด็กน้อยก็ได้หายวับไปกับตา ท้าวกังษะก็ค่อยปลงใจไปเปลาะนึงเพราะคิดว่าคำสาปคงจะไม่เป้นจริงแล้ว
พระ กฤษณะนั้นเดิมชื่อว่ากรรณหา เติบโตอยู่ในหมู่บ้านโกกุน มีลักษณะแปลกเด็กคือเป้นเด็กขี้เล่นร่าเริง หน้าตาดี เป่าขลุ่ยได้ทั้งวันยังความเอ็นดูแก่คนอื่นที่พบเห็น และมีเรื่องหน้าแปลกว่าถ้ากรรณหา(หรือพระกฤษณะ)ลักขโมยกินนมเนยและเอามา เผื่อแผ่เด็กกลุ่มเดียวกันจากบ้านไหน วัวบ้านนั้นจะให้น้ำนมมากกว่าเดิม พอชาวบ้านเรื่องชาวบ้านก็เลยออกอุบายบอกไบ้ที่เก็บนมและเนยในบ้านตนเพื่อให้ กรรณหามาลักไปแจกเด็กๆในหมู่บ้านเพื่อที่วัวของตนจะให้น้ำนมมากขึ้น ในวัยเด็กนั้นพระกฤษณะนั้นเป็นคนเลี้ยงวัว เราจะเห็นภาพศิลปะมากมายของพระกฤษณะที่กำลังเลี้ยงวัวถือขลุ่ย
พระกฤษณะก็ได้อยู่ในหมุ่บ้านนี้ได้11ปีจนมาวันหนึ่งก็ได้มาการถวายนมเนยแก่พระอินทร์ กรรณหาก็แปลกใจและถามว่า
" เหตุใดจึงต้องบูชาพระอินทร์ด้วยเล่า พระองค์ไม่เห็นทำอะไรเลย ทำไมไม่บูชาวัว ซึ่งให้นมและเนยกับพวกเรา ทำไม่บูชาหญ้าซึ่งเป้นอาหารของวัว หรือทำไมไม่บูชาภูเขาโควัฒนะ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดความร่มรื่นและป่าไม้ควาอุดมสมบูรณ์แก่หมู่บ้าน "
พระ อินทร์เมื่อได้ยินดังนั้นก็ เกิดโมโหครับ สาปให้ฝนตก7วัน7คืน ทีนี้ชาวหมู่บ้านก็โกกุนก็ซวยสิครับ ฝนตกขนาดนั้น สูบออกไปไหนก็ไม่ทัน ผู้ว่าอภิรักษ์ก็ช่วยไมได้ ชาววบ้านจึงตำหนิ ด.ช กรรณหา จอมซนว่า
" เห็นมั๊ย เพราะเจ้าดูหมื่นพระอินทร์ พวกเราเลยโดนสาป น้ำกัดเท้าคันจะแย่อยู่แล้ว "
ด. ช กรรณหาหรือกระกฤษณะก็จึงแสดงปาฎิหารย์ด้วยการใช้นิ้วเดียวยกภูเขาโควัฒนะ ขึ้นมาบังท้องฟ้าเอาไว้ ถึงฝนจะตกแต่หมู่บ้านก็เสียหายน้อยลง จนพระอินทร์นั้นยอมแพ้และมาทราบภายหลังว่ากรรณหานั้นคือพระนารายณ์อวตารลงมา เกิดเป็นพระกฤษณะ จึงได้ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่หลังจากที่แสดงอิทธิฤทธิ์แล้วก็จึงบอกกับชาว บ้านไปว่า
ต่อจากนี้ไปไม่ต้องส่งส่วยนมเนยไปให้ท้าวกังษะแล้วครั้นพอท้าว กังษะทราบเรื่องว่าเมืองโกกุนนำโดยพระกฤษณะนั้นแข็งข้อและทราบว่าพระกฤษณะ นั้นเป็นหลานคนที่8ที่เล็ดรอดหนีไปได้ ท้าวกังษะจึงได้ทำกลอุบายให้ไปเชิญมายังเมือง โดยระหว่างที่พระกฤษณะติดตามข้าราชบริพานของท้าวกังษะกลับมายังเมืองนั้น (ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด) ลูกน้องของท้าวกังษะก็ได้ปล่อยช้างศึกตกมัน หมายเข้าขยี้พระกฤษณะแต่ธรรมดาครับ ตัวเด่นของเรื่องซะอย่างจะตายง่ายๆได้ยังไง พระกฤษณะก็จัดการหักงวงหักงา ช้างศึกตกมันตัวนั้นเสียอย่างง่ายดาย พอพระกฤษณะเข้ามายังเมืองก็ได้เจอกับท้าวกังษะและได้ต่อสู้กับท้าวกังษะ
ซึ่ง ที่ปราสาทบันทายศรีจะมีรูปสลักพระกฤษณะกำลังฆ่าท้าวกังษะอยู่ครับที่บรรณา ลัยฝั่งตะวันตกลองไปหาดูกันคือจะเป็นรูปปราสาทแล้วมีคนที่กำลังถูกจิกหัว พร้อมกับกำลังถูกมีดแทง เมื่อพระกฤษณะฆ่าท้าวกังษะผู้เป็นลุงแล้วประชาชนก็ยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง พระกฤษณะกับพลรามพี่ชายก็รีบไปที่คุกและปล่อยพระเจ้าตา คือท้าวอุรุเสน พ่อซึ่งก็คือท้าววสุเทพและแม่คือพระนางเทวกีแล้วก็เชิญท้าวอุรุเสนผู้เป็นตา ขึ้นครองราชย์ต่อไป
พระกฤษณะนั้นก็ได้ออกเดินทางไปร่ำเรียนวิชาและ ผจญภัยอยู่จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มและได้กลับมาที่เมืองต่อมาได้เกลี้ยกล่อมให้ ย้ายเมืองจากที่เดิมไปตั้งรกรากใหม่ ชื่อว่า ทวารกา(บอมเบย์ในปัจจุบัน) และในช่วงที่พระกฤษณะไปปกครองทวารกานั้นก็เป็นช่วงที่พี่น้องทั้งเการพและ ปาณฑพกำลังระหองระแหงกันพอดี ซึ่งเมื่อนับญาติแล้วพระกฤษณะก็นับเป้นลูกพี่ลูกน้องกับฝั่งปาณฑพเหมือนกัน เพราะถือว่าพระกฤษณะนั้นเป็นลูกของลุงนั่นเอง ความสนิทชิดเชื้อจึงมีอยู่ไม่น้อย เมื่อปาณพพเดือดร้อนคราใดถ้ามีโอกาศก็จะมาช่วยพร้อมกับพลรามเสมอๆ
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
มหากาพย์ มหาภารตะ กำเนิดเจ้าชาย
เหตุการณ์ผ่านไปอีก20ปี(อีกแระ)ทั้งท้าว ทิตราชย์ตาบอดโอรสองค์โตกับท้าวปาณฑุโอรสองค์น้องที่กายขาวซีด(แบบคนเผือกใน ปัจจุบัน)ทั้งสองได้เติบใหญ่วันฉกรรจ์เพื่อนๆเดาได้มั๊ยครับว่าใครจะได้ขึ้น ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งหัสตินปุระ ....ท้าวปาณฑุผู้น้องครับเหตุเพราะว่าท้าวทิตราชย์นั้นตาบอดนั่นเอง คือมีร่างกายไม่สมประกอบล่ะว่าง่ายๆ
ท้าวปาณฑุเลยขึ้นครองราชย์แทนพี่ ชาย ครั้งต่อมาท้าวปาณฑุได้อภิเษกสมรสมีพระมเหสีด้วยกันสองพระองค์ เบื้องขวาคือพระนางกุณตี เบื้องซ้ายคือพระนางมัทรี เรื่องยุ่งๆมันเกิดตอนที่ท้าวปาณฑุนั้นออกเสด็จประพาสป่ากับพระมเหสีทั้งสอง ในระหว่างที่เสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ก็ได้เห็นกวางตัวผู้กับกวางตัวเมียกำลัง โยก โยก โยก กันอยู่ ท้าวปาณฑุก็ไม่พูดพล่าม(คน)ทำเพลงกันล่ะ พาดธนูน้าวศรปรับศูนย์เล็ง เหนี่ยวโป้ง ทะลุสอง กวางทั้งสองก็ได้คืนร่างกลายมาเป็นพราหมกับพราหมณี(พราหมผู้ชายกับพรา หมผู้หญิง-สงสัยจะแสวงหาอะไรใหม่ๆให้ชีวิตคู่ )
พรา หมผู้ชายก็ได้กระอักออกมาว่า " ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปหยั่งรายยยยยยยย" .......555 ไม่ใช่ครับอ่ะ อ่ะ ล้อเล่งงงงน๊า
พราหมผู้ชายก็ได้กระอักออกมาว่า " แม้นแต่ว่าเราซึ่งเป็นสัตว์ มนุษย์ก็ยังกระหายเลือด พระองค์ทรงทำแบบนี้ได้อย่างไร "
ท้าวปาณฑุก็บอกว่า " การล่าสัตว์นั้นถือว่าเป้นราชย์กรีฑาเป็นกีฬาอภิสิทธิ์ของกษตัริย์ทั้งหลายทั้งปวง ทำไมเราจะทำไม่ได้ "
ผ่าย พราหมไม่ยอม บอกว่า " ข้าเองไม่เคยไปล่วงละเมิดอะไรท่าน ท่านมาทำกับข้าแบบนี้ไม่สมควร ในฐานะที่ข้าเป็นพราหมข้าขอสาปแช่งท่าน ยามใดที่ที่กำลังสมสู่ตอนนั้นแหล่ะมัจจุราชจะมาเยือนท่าน ไม่ว่าทานจะสมสู่กับมเหสีคนไหนก็ตาม ....อั่กกก อ่ะเห่อะ บัดโซ๊บบบ" แล้วพราหมทั้งคู่ก็ตาย
ท้าวปาณฑุก็เสด็จกลับแค๊มป์แล้วก็ทรงเล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระมเหสีทั้งสอง ก็เลยคิดว่าออกบวชเข้าป่าบำเพ็ญศีลตบะเพื่อไถ่โทษดีกว่า พระนางทั้งสองจึงเดินทางออกบวชไปด้วยกันทั้งสามคน ดังนั้นท้าวทิตราชย์น้องผู้ตาบอดก็จึงต้องขึ้นครองราชย์แทนพี่ชาย คราวนี้พอท้าวปาณฑุไปอยู่ในป่าก็มีปัญหาเหมือนกันคือไม่สามารถมีลูกได้ เปรียบไปก็เหมือนตาลยอดด้วน ไม่สามารถออกดอกออกผลได้ก็เผอิญว่าพระนางกุณตีสมัยสาวๆนี่เคยรับใช้ฤาษี รับใช้เป้นอย่างดีจนฤาษีสอนวิชาให้เป็นวิชามนต์เรียกเทวดาได้ก็เลยจะขอเรียก เทวดามาเป็นพ่อเด็กแทน พระนางมัทรีก็บอกว่าถ้าทำได้ตนก็จะขอให้เทวดามาเป้นพ่อของลูกด้วยเช่นกัน
พระ นางกุณตีก็จัดการร่ายมนต์แล้วก็ถามท้าวปาณฑุว่าต้องการจะให้เรียกเทพองค์ใด เป็นองค์แรก ท้าวปาณฑุก็บอกว่าอันดับแรกให้เชิญ ธรรมเทพ ธรรมเทพก็มาปรากฏตัวแล้วก็ประทานลูกให้หลังจากนั้นท้าวปาณฑุก็บอกว่าอยากมี ลูกอีกสักคนจึงได้ให้เชิญ วายุเทพหรือเทพแห่งลมมา หลังจากนั้นก็เชิญ อินทรเทพ (อิน-ทะ-ระ-เทบ หรือ พระอินทร์) มาให้กำเนิดพระโอรสอีกคนหนึ่ง
เสร็จ แล้วพระนางมัทรีเมียคนที่สองก็ขอร้องให้พระนางกุณตีสอนมนต์ให้บ้างเพราะเธอ ก็อยากมีลูกเหมือนกันหลังจากที่สอนมนต์เสร็จพระนางมัทรีจึงได้ เทพอัศวิน เป็นเทพแฝดมี5ตา หัวเป้นม้า ก็เลยได้ลูกแฝด2คน
สรุปพระนางทั้งสองก็ มีลูกกัน5คนโดย3คนแรกเกิดจากพระนางกุณตีกับเทพ3องค์ คือ ธรรมเทพ วายุเทพ และพระอินทร์ ตามลำดับส่วนพระนางมัทรีก็มีลูกแฝดกับ อัศวินเทพแฝด
ซึ่งโอรสทั้ง5ของท้าวปาณฑพก็ประกอบไปด้วย
1.ยุษฐิษฐีระ(ยุด-ทิด-ที-ระ) ซึ่งเป็นโอรสของธรรมเทพ จึงมีนิสัยยึดมั่นในสัจจะพูดคำไหนคำนั้น
2.ภีมะหรือภีมะเสน ซึ่งเป็นบุตรของวายุเทพ นัยตามศักดิ์จริงๆแล้วภีมะนี่ถือว่าเป็นน้องของหนุมานเพราะมีพ่อคนเดียวกันคือวายุเทพ
3.อรชุน (ออ-ระ-ชุน) ซึ่งเกิดจากพระอินทร์ คนนี้นี่สุดยอดเก่งโคตรครับ
4.นกุล
5.สหเทพ
โอรสทั้ง5ของท้าวปาณฑุก็เรียกกันว่าพี่น้องตระกูลปาณฑพครับ
ข้าม มาฝั่งยังพระราชาทิตราชย์ พระราชาตาบอดผู้น้องได้มั๊ยครับพระองค์ก็ได้อภิเษกกับพระนางคานธาลีซึ่งเป็น น้องสาวของ สัตยามหาราชผู้ครองแคว้นมัณฑะละ พระนางคาธาลีก่อนจะเข้าพิธีสยุมพรนั้นได้รับการสู่ขอแบบไม่เคยเห็นหน้าค่าตา กันมาก่อน พระนางคานธาลีจึงได้ให้นางข้าหลวงเอาของไปถวายกับท้าวทิตราชย์พอนางข้าหลวง กลับมาก็ร้องห่มร้องไห้พระนางคานธาลีก็งงจึงถามว่าเป็นอะไรทำไมจึงร้องห่ม ร้องไห้ขนาดนี้ นางข้าหลวงก็บอกว่า " ข้าไปที่วังของท้าวทิตราชย์มา ข้าพระองค์เห็นท้าวทิตราชย์ ท้าวทิตราชย์นั้นสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดีหากแต่ว่าพระองค์นั้นตาบอด!!! "
พระ นางคานธาลีนั้นก็ตกใจถามว่าเป้นไปได้ยังไง มหาราชย์จะตาบอดได้อย่างไร นางข้าหลวงจึงบอกว่าข้าได้ถามมหาดเล็กแล้ว มหาดเล็กบอกว่าพระราชาทิตราชย์นั้นตาบอดมาตั้งแต่เกิด พระนางคานธาลีก็เกิดอาการเซ็งเป็ด ชาวหัสตินปุระนี่หลอกเราซะแล้ว พระนางก็เลยตั้งปฎิธานโดยจะเอาผ้าปิดตาไปตลอดชีวิตแล้วก็เข้าพิธีอภิเษกกับ พระราชาทิตราชย์ เมื่อท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลี คิมูจิ๊กันแล้วพระนางคานธาลีก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา แต่ครรภ์ของพระนางไม่ธรรมดา เพราะมันใหญ่โตมากท้องอยู่2ปี
พระ นางคานธาลีก็เลยสั่งให้นางข้าหลวงเอาฆ้อนเหล็กทุบไปที่ท้องพร้อมกับบอกว่า นี่เป็นวิธีช่วยให้ประสูติการ นางข้าหลวงก็ซัดโครมเข้าที่ครรพ์ของพระนางคานธาลี ทีแรกยังไม่ออก ซัดต่ออีกสองที จนในที่สุดพระนางคานธาลีก็คลอดออกมาเป็นก้อนเนื้อก้อนเบ้อเร่อเลย
พระนาง คานธาลีก็ถามว่าเป้นไงมั่ง นางข้าหลวงก็บอกว่าทรงคลอดออกมาเป้นก่อนเนื้อแข็งมาก และเย็นเฉียบ พระนางคานธาลีจึงรับสั่งให้เอาก้อนเนื้อนั้นไปทิ้งสระ
พอนางข้าหลวง จะเอาก้อนเนื้อไปทิ้งสระก็ได้มีฤาษีเข้ามาขวางแล้วบอกว่า หยุดก่อนไม่ต้องตกใจ ยังไม่ต้องเอาไปทิ้งให้เอาก้อนเนื้อนั้นเอามาแล่เป้นชิ้นๆ 100 ชิ้น เอาชิ้นแต่ละชิ้นไปใส่หม้อดินแล้วเอาน้ำบริสุทธิ์พรมลงไป ก้อนเนื้อทั้งร้อยชิ้นก็จะกลายเป้นกุมาร เท่ากับว่าพระนางคานธาลีนั้นท้องอยู่2ปีพอคลอดทีนึงก็มีลูกร้อยคนแบ่งภาค เป็นโปรโตซัวเลย ลูกคนแรกที่คลอดนั้นพอเกิดมา หมาหอนทั้งเมืองแร้งการ้องลั่นพระนคร
กุมาร องค์โตนี้ ชื่อ ทุรโยชน์ ซึ่งยากที่ใครจะเอาชนะได้ ท้าวทิตราชย์ได้ยินเสียงนกกาแร้งหมาร้องลั่นระงมทั้งเมืองก็ตกใจวิ่งไปถาม ท้าวภีษมะผู้เป็นลุงว่า เกิดอะไรขึ้น ท้าวภ๊ษมะก็บอกว่านี่เป็นเหตุอุบาทว์ของลูกชายเจ้าซึ่งเกิดมาพร้อมกับความ จัญไร นำมาซึ่งเสนียดแก่หัสตินปุระ ภีษมะจึงบอกให้ท้าวทิตราชย์เอาลูกไปฆ่าทิ้งเสียทั้งหมด แต่ท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลีไม่ยอมจึงฝืนเลี้ยงโอรสทั้ง100 คนเรื่อยมา
พี่น้องทั้ง100คนนั้นก็คือ พี่น้องตระกูลเการพ นั่นเอง
สำหรับ ลูกชายทั้ง5ของท้าวปาณฑุนั้นก็ได้ถูกอัญเชิญกลับเข้ามาในวังโดยกลับมาพร้อม กับพระนางกุณตีมเหสีคนแรกเพื่อนที่จะได้มาดูแลลูกทั้ง5 สำหรับท้าวปาณฑุก็อยู่ป่ากับพระนางมัทรี คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ อากาศยามค่ำคืนเป็นใจเสียเหลือเกิน ท้าวปาณฑุก็เริ่มเขี่ยบอลบอกกับพระนางมัทรีว่า "คืนนี้พี่ขอ" พระนางมัทรีก็บอกว่าลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์ถูกพราหมสาปไว้ ว่าถ้าคิมูจิ๊เมื่อไหร่พระองค์จะต้องตาย ท้าวปาณฑุก็บอกว่าข้ารู้แต่เมื่อเห้นน้องในยามนี้ข้าต้องการความสุขจากรสรัก มากกว่าจะมีชีวิตอยู่ ไม่อะไรเกิดขึ้นหรอกอย่าห่วง ท้าวปาณฑุระหว่างที่กำลังคิมูจิ๊นั้นก็ตายตามคำสาปของพราหม พระนางมัทรีก็เลยทำ พิธีสตี คือโดดเข้ากองไฟตายตาม
ตอนนี้ในหัสตินปุ ระนั้นก็เต็มไปด้วยโอรสของท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลี 100 คนกับโอรสของท้าวปาณฑุกับพระนางกุณตีและมัทรีอีก5 คน วิ่งกันในวังให้เจี๊ยวจ๊าวไปหมด ซึ่งเหตุการณ์ต่อไปก็จะเริ่มเป็นความขัดแย้งของทั้งสองตระกูลในเวลาต่อมา

ท้าวทรุโยชน์จากบทละคร
ท้าวปาณฑุเลยขึ้นครองราชย์แทนพี่ ชาย ครั้งต่อมาท้าวปาณฑุได้อภิเษกสมรสมีพระมเหสีด้วยกันสองพระองค์ เบื้องขวาคือพระนางกุณตี เบื้องซ้ายคือพระนางมัทรี เรื่องยุ่งๆมันเกิดตอนที่ท้าวปาณฑุนั้นออกเสด็จประพาสป่ากับพระมเหสีทั้งสอง ในระหว่างที่เสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ก็ได้เห็นกวางตัวผู้กับกวางตัวเมียกำลัง โยก โยก โยก กันอยู่ ท้าวปาณฑุก็ไม่พูดพล่าม(คน)ทำเพลงกันล่ะ พาดธนูน้าวศรปรับศูนย์เล็ง เหนี่ยวโป้ง ทะลุสอง กวางทั้งสองก็ได้คืนร่างกลายมาเป็นพราหมกับพราหมณี(พราหมผู้ชายกับพรา หมผู้หญิง-สงสัยจะแสวงหาอะไรใหม่ๆให้ชีวิตคู่ )
พรา หมผู้ชายก็ได้กระอักออกมาว่า " ฉันเหมือนคนไม่มีกำลัง และหมดแรงจะยืนจะลุกจะเดินไป ฉันเหมือนคนกำลังจะตาย ที่ขาดอากาศจะหายใจ ฉันเหมือนคนที่โดนเธอแทงข้างหลัง แล้วมันทะลุถึงหัวใจ เธอจะให้ฉันมีชีวิตต่อไปหยั่งรายยยยยยยย" .......555 ไม่ใช่ครับอ่ะ อ่ะ ล้อเล่งงงงน๊า
พราหมผู้ชายก็ได้กระอักออกมาว่า " แม้นแต่ว่าเราซึ่งเป็นสัตว์ มนุษย์ก็ยังกระหายเลือด พระองค์ทรงทำแบบนี้ได้อย่างไร "
ท้าวปาณฑุก็บอกว่า " การล่าสัตว์นั้นถือว่าเป้นราชย์กรีฑาเป็นกีฬาอภิสิทธิ์ของกษตัริย์ทั้งหลายทั้งปวง ทำไมเราจะทำไม่ได้ "
ผ่าย พราหมไม่ยอม บอกว่า " ข้าเองไม่เคยไปล่วงละเมิดอะไรท่าน ท่านมาทำกับข้าแบบนี้ไม่สมควร ในฐานะที่ข้าเป็นพราหมข้าขอสาปแช่งท่าน ยามใดที่ที่กำลังสมสู่ตอนนั้นแหล่ะมัจจุราชจะมาเยือนท่าน ไม่ว่าทานจะสมสู่กับมเหสีคนไหนก็ตาม ....อั่กกก อ่ะเห่อะ บัดโซ๊บบบ" แล้วพราหมทั้งคู่ก็ตาย
ท้าวปาณฑุก็เสด็จกลับแค๊มป์แล้วก็ทรงเล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพระมเหสีทั้งสอง ก็เลยคิดว่าออกบวชเข้าป่าบำเพ็ญศีลตบะเพื่อไถ่โทษดีกว่า พระนางทั้งสองจึงเดินทางออกบวชไปด้วยกันทั้งสามคน ดังนั้นท้าวทิตราชย์น้องผู้ตาบอดก็จึงต้องขึ้นครองราชย์แทนพี่ชาย คราวนี้พอท้าวปาณฑุไปอยู่ในป่าก็มีปัญหาเหมือนกันคือไม่สามารถมีลูกได้ เปรียบไปก็เหมือนตาลยอดด้วน ไม่สามารถออกดอกออกผลได้ก็เผอิญว่าพระนางกุณตีสมัยสาวๆนี่เคยรับใช้ฤาษี รับใช้เป้นอย่างดีจนฤาษีสอนวิชาให้เป็นวิชามนต์เรียกเทวดาได้ก็เลยจะขอเรียก เทวดามาเป็นพ่อเด็กแทน พระนางมัทรีก็บอกว่าถ้าทำได้ตนก็จะขอให้เทวดามาเป้นพ่อของลูกด้วยเช่นกัน
พระ นางกุณตีก็จัดการร่ายมนต์แล้วก็ถามท้าวปาณฑุว่าต้องการจะให้เรียกเทพองค์ใด เป็นองค์แรก ท้าวปาณฑุก็บอกว่าอันดับแรกให้เชิญ ธรรมเทพ ธรรมเทพก็มาปรากฏตัวแล้วก็ประทานลูกให้หลังจากนั้นท้าวปาณฑุก็บอกว่าอยากมี ลูกอีกสักคนจึงได้ให้เชิญ วายุเทพหรือเทพแห่งลมมา หลังจากนั้นก็เชิญ อินทรเทพ (อิน-ทะ-ระ-เทบ หรือ พระอินทร์) มาให้กำเนิดพระโอรสอีกคนหนึ่ง
เสร็จ แล้วพระนางมัทรีเมียคนที่สองก็ขอร้องให้พระนางกุณตีสอนมนต์ให้บ้างเพราะเธอ ก็อยากมีลูกเหมือนกันหลังจากที่สอนมนต์เสร็จพระนางมัทรีจึงได้ เทพอัศวิน เป็นเทพแฝดมี5ตา หัวเป้นม้า ก็เลยได้ลูกแฝด2คน
สรุปพระนางทั้งสองก็ มีลูกกัน5คนโดย3คนแรกเกิดจากพระนางกุณตีกับเทพ3องค์ คือ ธรรมเทพ วายุเทพ และพระอินทร์ ตามลำดับส่วนพระนางมัทรีก็มีลูกแฝดกับ อัศวินเทพแฝด
ซึ่งโอรสทั้ง5ของท้าวปาณฑพก็ประกอบไปด้วย
1.ยุษฐิษฐีระ(ยุด-ทิด-ที-ระ) ซึ่งเป็นโอรสของธรรมเทพ จึงมีนิสัยยึดมั่นในสัจจะพูดคำไหนคำนั้น
2.ภีมะหรือภีมะเสน ซึ่งเป็นบุตรของวายุเทพ นัยตามศักดิ์จริงๆแล้วภีมะนี่ถือว่าเป็นน้องของหนุมานเพราะมีพ่อคนเดียวกันคือวายุเทพ
3.อรชุน (ออ-ระ-ชุน) ซึ่งเกิดจากพระอินทร์ คนนี้นี่สุดยอดเก่งโคตรครับ
4.นกุล
5.สหเทพ
โอรสทั้ง5ของท้าวปาณฑุก็เรียกกันว่าพี่น้องตระกูลปาณฑพครับ
ข้าม มาฝั่งยังพระราชาทิตราชย์ พระราชาตาบอดผู้น้องได้มั๊ยครับพระองค์ก็ได้อภิเษกกับพระนางคานธาลีซึ่งเป็น น้องสาวของ สัตยามหาราชผู้ครองแคว้นมัณฑะละ พระนางคาธาลีก่อนจะเข้าพิธีสยุมพรนั้นได้รับการสู่ขอแบบไม่เคยเห็นหน้าค่าตา กันมาก่อน พระนางคานธาลีจึงได้ให้นางข้าหลวงเอาของไปถวายกับท้าวทิตราชย์พอนางข้าหลวง กลับมาก็ร้องห่มร้องไห้พระนางคานธาลีก็งงจึงถามว่าเป็นอะไรทำไมจึงร้องห่ม ร้องไห้ขนาดนี้ นางข้าหลวงก็บอกว่า " ข้าไปที่วังของท้าวทิตราชย์มา ข้าพระองค์เห็นท้าวทิตราชย์ ท้าวทิตราชย์นั้นสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดีหากแต่ว่าพระองค์นั้นตาบอด!!! "
พระ นางคานธาลีนั้นก็ตกใจถามว่าเป้นไปได้ยังไง มหาราชย์จะตาบอดได้อย่างไร นางข้าหลวงจึงบอกว่าข้าได้ถามมหาดเล็กแล้ว มหาดเล็กบอกว่าพระราชาทิตราชย์นั้นตาบอดมาตั้งแต่เกิด พระนางคานธาลีก็เกิดอาการเซ็งเป็ด ชาวหัสตินปุระนี่หลอกเราซะแล้ว พระนางก็เลยตั้งปฎิธานโดยจะเอาผ้าปิดตาไปตลอดชีวิตแล้วก็เข้าพิธีอภิเษกกับ พระราชาทิตราชย์ เมื่อท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลี คิมูจิ๊กันแล้วพระนางคานธาลีก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา แต่ครรภ์ของพระนางไม่ธรรมดา เพราะมันใหญ่โตมากท้องอยู่2ปี
พระ นางคานธาลีก็เลยสั่งให้นางข้าหลวงเอาฆ้อนเหล็กทุบไปที่ท้องพร้อมกับบอกว่า นี่เป็นวิธีช่วยให้ประสูติการ นางข้าหลวงก็ซัดโครมเข้าที่ครรพ์ของพระนางคานธาลี ทีแรกยังไม่ออก ซัดต่ออีกสองที จนในที่สุดพระนางคานธาลีก็คลอดออกมาเป็นก้อนเนื้อก้อนเบ้อเร่อเลย
พระนาง คานธาลีก็ถามว่าเป้นไงมั่ง นางข้าหลวงก็บอกว่าทรงคลอดออกมาเป้นก่อนเนื้อแข็งมาก และเย็นเฉียบ พระนางคานธาลีจึงรับสั่งให้เอาก้อนเนื้อนั้นไปทิ้งสระ
พอนางข้าหลวง จะเอาก้อนเนื้อไปทิ้งสระก็ได้มีฤาษีเข้ามาขวางแล้วบอกว่า หยุดก่อนไม่ต้องตกใจ ยังไม่ต้องเอาไปทิ้งให้เอาก้อนเนื้อนั้นเอามาแล่เป้นชิ้นๆ 100 ชิ้น เอาชิ้นแต่ละชิ้นไปใส่หม้อดินแล้วเอาน้ำบริสุทธิ์พรมลงไป ก้อนเนื้อทั้งร้อยชิ้นก็จะกลายเป้นกุมาร เท่ากับว่าพระนางคานธาลีนั้นท้องอยู่2ปีพอคลอดทีนึงก็มีลูกร้อยคนแบ่งภาค เป็นโปรโตซัวเลย ลูกคนแรกที่คลอดนั้นพอเกิดมา หมาหอนทั้งเมืองแร้งการ้องลั่นพระนคร
กุมาร องค์โตนี้ ชื่อ ทุรโยชน์ ซึ่งยากที่ใครจะเอาชนะได้ ท้าวทิตราชย์ได้ยินเสียงนกกาแร้งหมาร้องลั่นระงมทั้งเมืองก็ตกใจวิ่งไปถาม ท้าวภีษมะผู้เป็นลุงว่า เกิดอะไรขึ้น ท้าวภ๊ษมะก็บอกว่านี่เป็นเหตุอุบาทว์ของลูกชายเจ้าซึ่งเกิดมาพร้อมกับความ จัญไร นำมาซึ่งเสนียดแก่หัสตินปุระ ภีษมะจึงบอกให้ท้าวทิตราชย์เอาลูกไปฆ่าทิ้งเสียทั้งหมด แต่ท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลีไม่ยอมจึงฝืนเลี้ยงโอรสทั้ง100 คนเรื่อยมา
พี่น้องทั้ง100คนนั้นก็คือ พี่น้องตระกูลเการพ นั่นเอง
สำหรับ ลูกชายทั้ง5ของท้าวปาณฑุนั้นก็ได้ถูกอัญเชิญกลับเข้ามาในวังโดยกลับมาพร้อม กับพระนางกุณตีมเหสีคนแรกเพื่อนที่จะได้มาดูแลลูกทั้ง5 สำหรับท้าวปาณฑุก็อยู่ป่ากับพระนางมัทรี คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ อากาศยามค่ำคืนเป็นใจเสียเหลือเกิน ท้าวปาณฑุก็เริ่มเขี่ยบอลบอกกับพระนางมัทรีว่า "คืนนี้พี่ขอ" พระนางมัทรีก็บอกว่าลืมไปแล้วหรือว่าพระองค์ถูกพราหมสาปไว้ ว่าถ้าคิมูจิ๊เมื่อไหร่พระองค์จะต้องตาย ท้าวปาณฑุก็บอกว่าข้ารู้แต่เมื่อเห้นน้องในยามนี้ข้าต้องการความสุขจากรสรัก มากกว่าจะมีชีวิตอยู่ ไม่อะไรเกิดขึ้นหรอกอย่าห่วง ท้าวปาณฑุระหว่างที่กำลังคิมูจิ๊นั้นก็ตายตามคำสาปของพราหม พระนางมัทรีก็เลยทำ พิธีสตี คือโดดเข้ากองไฟตายตาม
ตอนนี้ในหัสตินปุ ระนั้นก็เต็มไปด้วยโอรสของท้าวทิตราชย์กับพระนางคานธาลี 100 คนกับโอรสของท้าวปาณฑุกับพระนางกุณตีและมัทรีอีก5 คน วิ่งกันในวังให้เจี๊ยวจ๊าวไปหมด ซึ่งเหตุการณ์ต่อไปก็จะเริ่มเป็นความขัดแย้งของทั้งสองตระกูลในเวลาต่อมา
ท้าวทรุโยชน์จากบทละคร
ป้ายกำกับ:
กำเนิดเจ้าชาย,
ธรรมเทพ,
พระอินทร์,
มหากาพย์ มหาภารตะ,
วายุเทพ,
อรชุน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)