เมื่อพระรามพบนางสีดาที่อาศรมของ พระฤาษีวัชมฤค ก็พยายามอ้อนวอนขอคืนดีแต่นางสีดาไม่ยอม พระรามจึงขอพระมงกุฎกับพระลบไปแทน นางตัดใจยอมเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูก ฝ่ายพระมงกุฎและพระลบเมื่อมาอยู่ในกรุงอยุธยาก็นึกถึงแม่ จึงขอพระบิดากลับไปเกลี้ยกล่อมให้แม่มาอยู่ด้วยกัน
(ห้องที่ 165) นางสีดายังคงยืนกรานว่ายังไงก็ไม่กลับ ยกเว้นอย่างเดียวนั่นคือไปกราบศพของพระราม พระรามออกอุบายว่าสิ้นพระชนม์ ตั้งเมรุมาศตั้งพระศพแล้วให้หนุมานทำทีร่ำไห้ไปแจ้งข่าวแก่นางสีดาว่าพระราม ตรอมใจตาย ขออัญเชิญมากราบพระศพ นางสีดารีบออกจากป่ามากราบศพพระราม นางร้องไห้คร่ำครวญจนสิ้นสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบพระรามประคองนางเอาไว้ในอ้อมกอดก็รู้ว่าถูกหลอก ด้วยความโกรธนางจึงอธิษฐานแทรกกายลงแผ่นดินหนีไปเมืองบาดาล
(ห้อง ที่ 166-167) พิเภกเข้าเฝ้าพระรามแล้วทูลว่า พระรามมีชะตาชีวิตอยู่ในเกณฑ์พลัดพรากต้องออกเดินป่าเป็นเวลา 12 เดือน เพื่อปราบเหล่ายักษ์มารอีกครั้ง พระรามจึงพาพระลักษณ์และหนุมานติดตามไปด้วย
(ห้องที่ 168) ระหว่างการเดินป่าคราวนี้ นกวายุภักษ์โฉบเอาพระรามและพระลักษณ์ไป ทำให้ทัพวานร ต้องเข้าสู้รบกับนกวายุภักษ์จนนกวายุภักษ์ตาย
ระหว่าง ทางพระราม พระลักษณ์ ต้องฆ่ายักษ์อีกหลายตน เดินทางมาได้สามเดือนครึ่งก็ถึงเขตยักษ์เมืองกาลวุธ มีท้าวกุเวรนุราชปกครอง ตรีปักกันสิทธิศักดิ์ ผู้เป็นโอรสพบกลุ่มของพระรามเกิดการปะทะกันและถูกพระรามฆ่าตาย ท้าวกุเวรนุราชยกทัพ ออกมาสู้ ถูกพระรามฆ่าตาย
เดินทางต่อมาถึงต้น โศกใหญ่ก็หยุดพัก ยักษ์กุมภัณฑ์นุราชเห็นสองมนุษย์กับหนึ่งลิงก็ต้องการจับกินเป็นอาหาร ต่อมากุมภัณฑ์นุราชได้รู้ว่า พระรามเป็นนารายณ์อวตารมาเกิด จึงบอกว่าตนเป็นเทพบุตรชื่อ สุนนท์เทเวศ ไปหยอกนางกำนัลจึงถูกพระอิศวรสาปมาอยู่ที่ถ้ำนพมาศ พระรามเท่านั้นที่จะช่วยได้ พระรามจึงเอ่ยปากยกโทษให้ กุมภัณฑ์นุราชจึงคืนร่างเป็นเทวดาแล้วเหาะขึ้นสวรรค์ไป
สิบแปดมงกุฎ เสนี รวมทั้งสุครีพได้ข่าวพระรามเดินป่าต่างพากันเดินทางมายังกรุงอยุธยา ให้พระพรต พระสัตรุด ช่วยบอกทาง จากนั้นก็เดินป่าตามหาถึงต้นโศกใหญ่แลเห็นพระราม พระลักษณ์และหนุมาน ต่างก็พากันดีใจ วานรทั้งหมดขอติดตามไปด้วยเพื่อปรนนิบัติและช่วยปราบปรามมาร จนเดินทางถึงสวนยักษ์ เกิดการสู้รบกับยักษ์นนทกาลสู้ไม่ได้หนีไปเฝ้าท้าวอุณาราชเจ้าเมือง พระรามยกทัพเข้าปราบท้าวอุณาราช แต่ไม่ว่าจะโดนศรอย่างไรท้าวอุณาราชก็ไม่ตาย
พระฤาษีโคศภบอกให้พระ รามใช้ต้นกกเป็นศรยิงยักษ์ให้ตรึงไว้กับแผ่นดิน พระรามถอนต้นกกพาดคันธนูแล้วแผลงศรไปถูกอกท้าวอุณาราชตรึงไว้กับแผ่นดิน และได้เนรมิตไก่แก้วกับนนทรีถือค้อนเหล็กไว้คอยเฝ้า หากต้นกกเขยื้อนออกจากอก ไก่จะขันบอกเหตุให้นนทรีเอาค้อนทุบ ทรมานไปเป็นแสนโกฏิปี
(ห้องที่ 169) พระรามจึงน้าวศรต้นกกยิงปักอกท้าวอุณาราช ปลิวตกลงในถ้ำตรึงติดกับแผ่นผา เมื่อเดินทางจนครบสิบสองเดือน (ห้องที่ 170) พระราม พระลักษณ์ จึงเดินทางกลับกรุงอยุธยา บ้านเมืองยังคบสงบสุข แต่พระรามก็ทุกข์ระทมเฝ้าคิดถึงแต่นางสีดา พระอิศวรเห็นพระรามก็สงสารจึงให้จิตตุราชเทเวชนำรถแก้วไปรับนางสีดามาจาก เมืองบาดาลให้จิตตุบทนำรถชัยไปรับพระราม พระลักษณ์ พระพรต พระสัตรุด และพญาอนุชิตมา(ห้องที่ 171) แล้วพระอิศวรทรงว่ากล่าวตักเตือนพระรามพร้อมปลอบใจนางสีดา เพื่อให้ทั้งสองคืนดีกัน จนนางสีดายอมทำตามพระบัญชา
พระ อิศวรจัดงานอภิเษกสมรสให้ที่ปราสาทบนเขาไกรลาศ พระรามและนางสีดานั่งบนบัลลังก์เศวตฉัตร ให้เทวดานางฟ้าจัดแต่งสถานที่ ฝ่ายพระรามมีท้าวมัฆวาน สามอนุชาและพญาอนุชิต ฝ่ายนางสีดามีพระอุมา มเหสีของพระอิศวรเป็นผู้ดูแล เมื่อเสร็จพิธีก็ทรงพาส่งกลับกรุงอยุธยาโดยสวัสดี พระรามและนางสีดาจึงครองรักและปกครองกรุงอยุธยาด้วยความร่มเย็นสุขสวัสดิ์ สืบไป
**ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ**
Asd
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุมาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนุมาน แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ตอนที่ 32 พระมงกุฏ-พระลบ
(ห้องที่ 159) จากนั้นพระอินทร์แปลงเป็นกระบือนำเสด็จนางสีดาไปสู่สำนักพระวัชมฤคฤษี ครั้นใกล้ถึงกำหนดคลอด พระอินทร์ได้ส่งมเหสีทั้งสี่นางลงมาทำคลอด นางสีดาให้กำเนิดโอรสในรุ่งเช้ามีชื่อว่า พระมงกุฎ
วัน หนึ่งนางสีดาออกไปสรงน้ำ ทิ้งพระมงกุฎไว้กับพระฤาษีตามลำพัง นางได้เห็นลิงป่าหอบหิ้วลูกน้อยมาในอ้อมอกก็คิดถึงลูกตัวเอง คิดได้ว่าขนาดสัตว์ป่ายังไม่ทิ้งลูก ทำไมนางเองถึงทิ้งลูกไว้เพียงลำพังกับพระฤาษี จึงย้อนกลับไปอุ้มพระมงกุฎมาด้วย
(ห้องที่ 160) ฝ่ายพระฤาษีเมื่อลืมตาขึ้นมาก็ตกใจไม่เห็นพระมงกุฎ จึงวาดรูปลงบนแผ่นกระดานเตรียมทำพิธีชุบพระโอรสขึ้นมาใหม่ แต่เผอิญนาง สีดาอุ้มลูกกลับมาพอดี พระฤาษีถอนหายใจโล่งอกเตรียมจะลบรูป แต่นางสีดาบอกให้ทำพิธีชุบต่อให้เสร็จเพื่อชุบกุมารขึ้นมาเป็นเพื่อนเล่นกับ พระมงกุฎ พระฤาษีจึงชุบกุมารขึ้นมาอีกองค์ให้ชื่อว่า พระลบ
เมื่อ พระมงกุฎและพระลบได้ชันษาครบสิบสี่ปี ขอพระฤาษีเข้าป่าเพื่อไปลองยิงศร เมื่อทั้งสองพระองค์เข้าป่าก็ลองยิงศรถูกต้นพญารังหักสะบั้น เสียงดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วทุกทิศ สะเทือนถึง นพบุรี เมืองไกยเกษ ทำให้ทั้งพญาอนุชิต พระพรตและพระ สัตรุด เดินทางมาเฝ้าพระราม (ห้องที่ 161) พระรามจึงปล่อยม้าอุปการมีสารติดไปด้วยว่าใครขึ้นขี่ม้าถือว่าเป็นกบฏบังอาจ นั่งร่วมพระอาสน์กับพระรามให้จับฆ่าเสีย (ห้องที่ 162) จากนั้นก็ให้หนุมานหรือพญาอนุชิตสะกดรอยตามม้าไป แล้วมอบหมายให้พระพรต พระสัตรุดเตรียมกองทัพไปจับ พญาอนุชิตเห็นสองกุมารขี่เล่นก็กระโดดจับ แต่ถูกพระมงกุฎตีด้วยคันศรจนสลบ เมื่อต้องลมก็ฟื้นขึ้น จึงแปลงร่างเป็นลิงน้อยไปตีสนิทกับสองกุมารแล้วกระโจนเข้าจับแต่ก็ถูกคันศร ตีสลบอีก คราวนี้ถูกมัดด้วยเถาวัลย์ลงยันต์เขียนสักที่หน้าว่า เฉพาะผู้เป็นเจ้าของลิงตัวนี้เท่านั้นจึงจะแก้มัดได้ พญาอนุชิตอับอายมากต้องดั้นด้นมาหาพระรามให้ช่วยแก้มัดให้ จากนั้นก็ตามพระพรต พระสัตรุดออกไปจับสองกุมารอีก
พระพรตยิงศรถูก พระมงกุฎล้มลง พญาอนุชิตกระโจนจับเอาไว้ได้ ส่วนพระลบหนีไปได้ เมื่อพระพรต พระสัตรุดจับพระมงกุฎได้ (ห้องที่ 163) พระรามสั่งจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ นำออกแห่ประจาน แล้วเอาขึ้นขาหยั่งที่สามแพร่งสามวันจากนั้นก็จะให้ตัดหัวประหารชีวิตพระ อินทร์จึงให้นางรัมภามาช่วย นางสีดามอบแหวนสุรกานต์ให้พระลบเอามาให้
พระ มงกุฎแล้วจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งสิ้น พระลบพบนางรัมภาจึงอาสาตักน้ำให้แล้วแอบเอาแหวนใส่ลงในน้ำ นางรัมภาใช้มารยาหญิงหลอกล่อเพชรฆาตทั้งสี่จนสำเร็จ ก็เอาน้ำไปให้พระมงกุฎดื่ม ไม่นานพระมงกุฎรู้สึกตัวหายเจ็บปวด และแหวนเข้าไปรัดนิ้วไว้ เครื่องพันธนาการก็หลุดออกสิ้น จึงกำบังกายออกมาพบพระลบนอกกำแพงเมือง พระมงกุฎแค้นใจมาก ไม่กลับอาศรมแต่ขอตั้งรับทัพที่กลางป่า
พระรามรู้ว่าพระมงกุฎหนีไป ได้ก็โกรธมาก ยกทัพมาด้วยตนเอง มีพระลักษณ์ พระพรต พระสัตรุด และพญาอนุชิตตามเสด็จ พระรามเคลื่อนรถทรงม้าออกมาพบกุมารงามสง่าทั้งสององค์ ก็อยากจะจับมัดตัวมาซักถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าวงศ์ใด จึงยิงศรตอบโต้กัน ต่างก็เอาชนะกันไม่ได้ จนถึงศรที่สี่พระมงกุฎแผลงศรไปทำลายศรพระราม ปรากฏว่าศรกลับไปลอยอยู่เคียงกัน พระมงกุฎรำลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ แผลงศรซ้ำไปอีกครั้ง กลับกลายเป็นข้าวตอกดอกไม้บูชาพระราม
(ห้องที่ 164) พระรามเห็นอัศจรรย์จึงตั้งจิตอธิษฐาน ถ้าเป็นหน่อเนื้อเชื้อวงศ์เดียวกันขอให้ศรกลายเป็นอาหาร ก็เป็นไปดั่งคำอธิษฐาน จึงขอสงบศึกเจรจาถามไถ่จนได้รู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน พระมงกุฎน้อยใจก็เลยหลบหนีจากไป กษัตริย์ทั้งสี่พระองค์ตามสองกุมารไปจนถึงอาศรมพระฤาษีวัชมฤค
**ตอนต่อไป ตามนางสีดา**
วัน หนึ่งนางสีดาออกไปสรงน้ำ ทิ้งพระมงกุฎไว้กับพระฤาษีตามลำพัง นางได้เห็นลิงป่าหอบหิ้วลูกน้อยมาในอ้อมอกก็คิดถึงลูกตัวเอง คิดได้ว่าขนาดสัตว์ป่ายังไม่ทิ้งลูก ทำไมนางเองถึงทิ้งลูกไว้เพียงลำพังกับพระฤาษี จึงย้อนกลับไปอุ้มพระมงกุฎมาด้วย
(ห้องที่ 160) ฝ่ายพระฤาษีเมื่อลืมตาขึ้นมาก็ตกใจไม่เห็นพระมงกุฎ จึงวาดรูปลงบนแผ่นกระดานเตรียมทำพิธีชุบพระโอรสขึ้นมาใหม่ แต่เผอิญนาง สีดาอุ้มลูกกลับมาพอดี พระฤาษีถอนหายใจโล่งอกเตรียมจะลบรูป แต่นางสีดาบอกให้ทำพิธีชุบต่อให้เสร็จเพื่อชุบกุมารขึ้นมาเป็นเพื่อนเล่นกับ พระมงกุฎ พระฤาษีจึงชุบกุมารขึ้นมาอีกองค์ให้ชื่อว่า พระลบ
เมื่อ พระมงกุฎและพระลบได้ชันษาครบสิบสี่ปี ขอพระฤาษีเข้าป่าเพื่อไปลองยิงศร เมื่อทั้งสองพระองค์เข้าป่าก็ลองยิงศรถูกต้นพญารังหักสะบั้น เสียงดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วทุกทิศ สะเทือนถึง นพบุรี เมืองไกยเกษ ทำให้ทั้งพญาอนุชิต พระพรตและพระ สัตรุด เดินทางมาเฝ้าพระราม (ห้องที่ 161) พระรามจึงปล่อยม้าอุปการมีสารติดไปด้วยว่าใครขึ้นขี่ม้าถือว่าเป็นกบฏบังอาจ นั่งร่วมพระอาสน์กับพระรามให้จับฆ่าเสีย (ห้องที่ 162) จากนั้นก็ให้หนุมานหรือพญาอนุชิตสะกดรอยตามม้าไป แล้วมอบหมายให้พระพรต พระสัตรุดเตรียมกองทัพไปจับ พญาอนุชิตเห็นสองกุมารขี่เล่นก็กระโดดจับ แต่ถูกพระมงกุฎตีด้วยคันศรจนสลบ เมื่อต้องลมก็ฟื้นขึ้น จึงแปลงร่างเป็นลิงน้อยไปตีสนิทกับสองกุมารแล้วกระโจนเข้าจับแต่ก็ถูกคันศร ตีสลบอีก คราวนี้ถูกมัดด้วยเถาวัลย์ลงยันต์เขียนสักที่หน้าว่า เฉพาะผู้เป็นเจ้าของลิงตัวนี้เท่านั้นจึงจะแก้มัดได้ พญาอนุชิตอับอายมากต้องดั้นด้นมาหาพระรามให้ช่วยแก้มัดให้ จากนั้นก็ตามพระพรต พระสัตรุดออกไปจับสองกุมารอีก
พระพรตยิงศรถูก พระมงกุฎล้มลง พญาอนุชิตกระโจนจับเอาไว้ได้ ส่วนพระลบหนีไปได้ เมื่อพระพรต พระสัตรุดจับพระมงกุฎได้ (ห้องที่ 163) พระรามสั่งจองจำด้วยเครื่องพันธนาการ นำออกแห่ประจาน แล้วเอาขึ้นขาหยั่งที่สามแพร่งสามวันจากนั้นก็จะให้ตัดหัวประหารชีวิตพระ อินทร์จึงให้นางรัมภามาช่วย นางสีดามอบแหวนสุรกานต์ให้พระลบเอามาให้
พระ มงกุฎแล้วจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งสิ้น พระลบพบนางรัมภาจึงอาสาตักน้ำให้แล้วแอบเอาแหวนใส่ลงในน้ำ นางรัมภาใช้มารยาหญิงหลอกล่อเพชรฆาตทั้งสี่จนสำเร็จ ก็เอาน้ำไปให้พระมงกุฎดื่ม ไม่นานพระมงกุฎรู้สึกตัวหายเจ็บปวด และแหวนเข้าไปรัดนิ้วไว้ เครื่องพันธนาการก็หลุดออกสิ้น จึงกำบังกายออกมาพบพระลบนอกกำแพงเมือง พระมงกุฎแค้นใจมาก ไม่กลับอาศรมแต่ขอตั้งรับทัพที่กลางป่า
พระรามรู้ว่าพระมงกุฎหนีไป ได้ก็โกรธมาก ยกทัพมาด้วยตนเอง มีพระลักษณ์ พระพรต พระสัตรุด และพญาอนุชิตตามเสด็จ พระรามเคลื่อนรถทรงม้าออกมาพบกุมารงามสง่าทั้งสององค์ ก็อยากจะจับมัดตัวมาซักถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าวงศ์ใด จึงยิงศรตอบโต้กัน ต่างก็เอาชนะกันไม่ได้ จนถึงศรที่สี่พระมงกุฎแผลงศรไปทำลายศรพระราม ปรากฏว่าศรกลับไปลอยอยู่เคียงกัน พระมงกุฎรำลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์ แผลงศรซ้ำไปอีกครั้ง กลับกลายเป็นข้าวตอกดอกไม้บูชาพระราม
(ห้องที่ 164) พระรามเห็นอัศจรรย์จึงตั้งจิตอธิษฐาน ถ้าเป็นหน่อเนื้อเชื้อวงศ์เดียวกันขอให้ศรกลายเป็นอาหาร ก็เป็นไปดั่งคำอธิษฐาน จึงขอสงบศึกเจรจาถามไถ่จนได้รู้ว่าเป็นพ่อลูกกัน พระมงกุฎน้อยใจก็เลยหลบหนีจากไป กษัตริย์ทั้งสี่พระองค์ตามสองกุมารไปจนถึงอาศรมพระฤาษีวัชมฤค
**ตอนต่อไป ตามนางสีดา**
ตอนที่ 31 พระรามกลับเมือง
ระหว่างที่เดินทัพกลับ พระราม พระลักษณ์ และนางสีดาได้แวะไปพักที่อาศรมของพระฤาษีวสิษฐ์และพระฤาษีสวามิตร พระรามได้ใช้ให้หนุมานไปยับยั้งพระพรตและพระสัตรุดที่เตรียมตัวลุยไฟฆ่าตัว ตายตามที่เคยถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ หนุมานไปห้ามได้ทัน อธิบายเรื่องต่างๆจนเป็นที่เข้าใจ
นางไกยเกษีต้นเหตุของเรื่องก็ สำนึกผิดทั้งหมดจึงจัดขบวนเสด็จออกไปรับพระราม เมื่อมีแต่ความเข้าใจ ความปลาบปลื้มปีติยินดี ทัพพระรามก็เคลื่อนตัวผ่านป่ากลับเข้าสู่กรุงอยุธยา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน พระรามขึ้นครองราชย์และมอบรางวัลแก่ทัพวานรถ้วนหน้า โดยมอบกรุงอยุธยาให้หนุมานได้ปกครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานไม่รับเพราะเห็นว่าพระลักษณ์เหมาะสมมากกว่า พระรามจึงแผลงศรไปตัดภูเขาเก้าลูกจนราบแล้วให้หนุมานไปยังจุดที่ศรตกเพื่อ สร้างเมือง หนุมานใช้หางกวาดรอบๆทำกำแพงเมือง พระอินทร์ทรงเนรมิตเมืองให้สวยงามตั้งชื่อว่า เมืองนพบุรี และเปลี่ยนชื่อหนุมานเสียใหม่เป็น พญาอนุชิต ปกครองนครนพบุรีสืบไป
(ห้อง ที่ 158) พระรามกับนางสีดาครองรักกันอย่างมีความสุขจนนางสีดาตั้งครรภ์ วันหนึ่งนางอาดูลซึ่งเป็นยักษ์ฝ่ายทศกัณฐ์อาศัยอยู่ในแม่น้ำคิดแก้แค้น จึงแปลงกายมาเป็นนางสนมอ้อนวอนให้นางสีดาวาดรูปทศกัณฐ์ให้ดู เมื่อนางสีดาวาดเสร็จ นางอาดูลก็เข้าสิงให้ภาพลบไม่ออกด้วยเกรงอาญา นางสีดาจึงนำรูปไปซ่อนไว้ใต้ที่นอน
เมื่อ พระรามกลับมาจากเที่ยวป่าก็เข้าบรรทมแต่มิอาจนอนได้ เนื่องจากร้อนรุ่มจึงสั่งให้ค้นทั่ววังทุกซอกทุกมุม แล้วก็พบรูปทศกัณฐ์อยู่ใต้แท่นบรรทม จึงร้องถามว่า “ใครเป็นผู้วาดรูปจอมอสูรรายนี้” นางสีดารับสารภาพว่าตนเป็นผู้วาด แต่มิทันที่นางจะอธิบายความใดๆ พระรามซึ่งโกรธจัดและเข้าใจว่านางสีดามีใจสวามิภักดิ์ต่อทศกัณฐ์ สั่งให้พระลักษณ์นำนางสีดาไปประหารชีวิตแล้วควักหัวใจนำกลับมาด้วย
พระ ลักษณ์พานางสีดาเดินออกไปถึงชายป่าแล้วบอกนางให้หนีเสียแต่นางไม่ยอมกลับพูด เกลี้ยกล่อมให้พระลักษณ์ทำตาม คำบัญชาอย่างเคร่งครัดจนพระลักษณ์ต้องตัดใจทำแต่พระขรรค์แก้วที่ฟันลงบนต้น คอนางสีดา กลับหลุดออกจากมือกลายเป็นพวงมาลัยคล้องคอนางสีดา พระลักษณ์เห็นดังนั้นจึงกลับวังและบอกให้นางสีดาหนีเข้า ป่าไปเสียระหว่างทางกลับ พระลักษณ์พบเนื้อทรายเนื่องจากพระอินทร์ดลบันดาล จึงแหวะอกนำหัวใจไปถวายพระราม
**ตอนต่อไป พระมงกุฏ-พระลบ
นางไกยเกษีต้นเหตุของเรื่องก็ สำนึกผิดทั้งหมดจึงจัดขบวนเสด็จออกไปรับพระราม เมื่อมีแต่ความเข้าใจ ความปลาบปลื้มปีติยินดี ทัพพระรามก็เคลื่อนตัวผ่านป่ากลับเข้าสู่กรุงอยุธยา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน พระรามขึ้นครองราชย์และมอบรางวัลแก่ทัพวานรถ้วนหน้า โดยมอบกรุงอยุธยาให้หนุมานได้ปกครองกึ่งหนึ่ง แต่หนุมานไม่รับเพราะเห็นว่าพระลักษณ์เหมาะสมมากกว่า พระรามจึงแผลงศรไปตัดภูเขาเก้าลูกจนราบแล้วให้หนุมานไปยังจุดที่ศรตกเพื่อ สร้างเมือง หนุมานใช้หางกวาดรอบๆทำกำแพงเมือง พระอินทร์ทรงเนรมิตเมืองให้สวยงามตั้งชื่อว่า เมืองนพบุรี และเปลี่ยนชื่อหนุมานเสียใหม่เป็น พญาอนุชิต ปกครองนครนพบุรีสืบไป
(ห้อง ที่ 158) พระรามกับนางสีดาครองรักกันอย่างมีความสุขจนนางสีดาตั้งครรภ์ วันหนึ่งนางอาดูลซึ่งเป็นยักษ์ฝ่ายทศกัณฐ์อาศัยอยู่ในแม่น้ำคิดแก้แค้น จึงแปลงกายมาเป็นนางสนมอ้อนวอนให้นางสีดาวาดรูปทศกัณฐ์ให้ดู เมื่อนางสีดาวาดเสร็จ นางอาดูลก็เข้าสิงให้ภาพลบไม่ออกด้วยเกรงอาญา นางสีดาจึงนำรูปไปซ่อนไว้ใต้ที่นอน
เมื่อ พระรามกลับมาจากเที่ยวป่าก็เข้าบรรทมแต่มิอาจนอนได้ เนื่องจากร้อนรุ่มจึงสั่งให้ค้นทั่ววังทุกซอกทุกมุม แล้วก็พบรูปทศกัณฐ์อยู่ใต้แท่นบรรทม จึงร้องถามว่า “ใครเป็นผู้วาดรูปจอมอสูรรายนี้” นางสีดารับสารภาพว่าตนเป็นผู้วาด แต่มิทันที่นางจะอธิบายความใดๆ พระรามซึ่งโกรธจัดและเข้าใจว่านางสีดามีใจสวามิภักดิ์ต่อทศกัณฐ์ สั่งให้พระลักษณ์นำนางสีดาไปประหารชีวิตแล้วควักหัวใจนำกลับมาด้วย
พระ ลักษณ์พานางสีดาเดินออกไปถึงชายป่าแล้วบอกนางให้หนีเสียแต่นางไม่ยอมกลับพูด เกลี้ยกล่อมให้พระลักษณ์ทำตาม คำบัญชาอย่างเคร่งครัดจนพระลักษณ์ต้องตัดใจทำแต่พระขรรค์แก้วที่ฟันลงบนต้น คอนางสีดา กลับหลุดออกจากมือกลายเป็นพวงมาลัยคล้องคอนางสีดา พระลักษณ์เห็นดังนั้นจึงกลับวังและบอกให้นางสีดาหนีเข้า ป่าไปเสียระหว่างทางกลับ พระลักษณ์พบเนื้อทรายเนื่องจากพระอินทร์ดลบันดาล จึงแหวะอกนำหัวใจไปถวายพระราม
**ตอนต่อไป พระมงกุฏ-พระลบ
ตอนที่ 30 ทศกัณฐ์ถึงแก่ความตาย-นางสีดาลุยไฟ
พระลักษณ์กริ้วมาก หนุมานอ้างว่ามืดแล้วจึงเลิกทัพกลับ (ห้องที่ 106) หนุมานขอให้ทศกัณฐ์ออกรบด้วยและให้รอ ถ้าเห็นเหาะอยู่บนอากาศแต่เพียงผู้เดียวก็ขอให้เตรียมรับพระรามพระลักษณ์ได้ เลย (ห้องที่ 107) เมื่อหนุมานเหาะขึ้นท้องฟ้า องคตก็เอากล่องดวงใจที่ฝังไว้เหาะมาหาหนุมาน จากนั้นก็พากันเฝ้าพระรามและเอากล่องดวงใจถวาย จากนั้นเหาะกลับมาเอากล่องดวงใจเย้ย
(ห้องที่ 108) ทศกัณฐ์เห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี รู้สึกผิดหวังเสียใจในตัวของ หนุมานเป็นอย่างมาก จนไม่มีจิตใจจะสู้รบต่อ จึงยกทัพกลับเมือง ทศกัณฐ์รู้ชะตาชีวิตของตัวเองดีว่าคงจะหมดอายุในเร็ววัน จึงสั่งเสียนางมณโฑและนางกาลอัคคีมเหสีรอง บอกว่าออกรบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแต่จะขอตายอย่างชาติกษัตริย์ (ห้องที่ 109) ว่าแล้ว ทศกัณฐ์ก็แปลงร่างเป็นพระอินทร์งามสง่าจนพระรามตะลึงน้าวศรพรหมมาสตร์แต่ไม่ อาจยิงได้ หนุมานต้องเตือนให้ปล่อยศร พระรามจึงได้สติ รู้ว่าเป็นพระอินทร์จำแลงก็ปล่อยศรพรหมมาสตร์ต้องทศกัณฐ์ล้มลง แล้วสำนึกผิด ปากทั้งสิบของทศกัณฐ์พูดกับพิเภก ทั้งต่อว่า ทั้งฝากฝังให้ดูแลบ้านเมือง ดูแลนางมณโฑ นางกาลอัคคี ให้อยู่ในทศพิธราชธรรมและลาตาย (ห้องที่ 110) ขอให้ทำศพให้สมพระเกียรติ หนุมานขยี้ดวงใจของทศกัณฐ์จนแหลกลาญ แล้วทศกัณฐ์ก็สิ้นใจตาย
(ห้อง ที่ 111) หลังจากเสร็จจากศึกกรุงลงกา นางสีดาก็เตรียมเข้าเฝ้าพระราม แต่พระรามต้องการให้นางสีดาไม่เป็นที่ครหานินทาแก่ผู้คนทั่วไปได้เพราะอยู่ ในวังกับทศกัณฐ์มาหลายปี จึงเปรยว่า “นางก็อยู่ในวังนี้ท่าทางจะสุขสบาย ได้รับสมบัติมาก็มากมาย ลองนำมาให้เราชมบ้างสิ” นางสีดาได้ฟังดังนั้นก็แสนเจ็บปวดใจเหมือนมีสายฟ้ามากระหน่ำให้หัวใจแหลก สลาย เจ็บยิ่งกว่าตอนถูกทศกัณฐ์ลักพาไปเสียอีก จึงบอกพระรามว่านางจะลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ แล้วให้พระรามเชิญเทวดามาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย นางสีดาตั้งจิตอธิษฐาน กล่าวคำสาบานต่อหน้าเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า หากแม้นตัวนางนอกใจสามีแม้แต่เพียงนึกคิด ขอให้ไฟเผาผลาญชีวิตให้ม้วยมรณา ตกนรกขุมสุดท้ายแต่หากทุกอย่างไม่เป็นดังที่กล่าว ขอให้ไฟมิอาจทำอันตรายร่างกาย
เดชะความสัตย์ที่ซื่อตรง
จะร้อนเบื้องบาทบงสุ์ก็หาไม่
มีประทุมทิพมาศอำไพ
เกิดขึ้นในกลางเพลิงกาล
ขยายแย้มผกาเกสร
ขจายจรรื่นรสหอมหวาน
รับรองบาทบงสุ์ทรงธาร
ทุกย่างบทมาลย์เทวี
(ห้องที่ 112-113) ฝ่ายพิเภกก็จัดพิธีศพของทศกัณฐ์ให้อย่างสมพระเกียรติ
(ห้อง ที่ 114) พระรามยกกรุงลงกาให้พิเภกปกครอง พร้อมเปลี่ยนชื่อพิเภกใหม่เป็นท้าวทศคิริวงษ์ แล้วมอบนางมณโฑ และนางตรีชาดาเป็นอัครมเหสี ท้าวคิริวงษ์ขอให้พระรามทำลายถนนที่จองไว้เมื่อตอนข้ามมากรุงลงกาเพราะขวาง ทางน้ำ พระรามจึงแผลงศรพลายวาตทำลายถนนเสียสิ้น แล้วตั้งทัพเตรียมตัวกลับอยุธยา
**ตอนต่อไป พระรามกลับเมือง
(ห้องที่ 108) ทศกัณฐ์เห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี รู้สึกผิดหวังเสียใจในตัวของ หนุมานเป็นอย่างมาก จนไม่มีจิตใจจะสู้รบต่อ จึงยกทัพกลับเมือง ทศกัณฐ์รู้ชะตาชีวิตของตัวเองดีว่าคงจะหมดอายุในเร็ววัน จึงสั่งเสียนางมณโฑและนางกาลอัคคีมเหสีรอง บอกว่าออกรบครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแต่จะขอตายอย่างชาติกษัตริย์ (ห้องที่ 109) ว่าแล้ว ทศกัณฐ์ก็แปลงร่างเป็นพระอินทร์งามสง่าจนพระรามตะลึงน้าวศรพรหมมาสตร์แต่ไม่ อาจยิงได้ หนุมานต้องเตือนให้ปล่อยศร พระรามจึงได้สติ รู้ว่าเป็นพระอินทร์จำแลงก็ปล่อยศรพรหมมาสตร์ต้องทศกัณฐ์ล้มลง แล้วสำนึกผิด ปากทั้งสิบของทศกัณฐ์พูดกับพิเภก ทั้งต่อว่า ทั้งฝากฝังให้ดูแลบ้านเมือง ดูแลนางมณโฑ นางกาลอัคคี ให้อยู่ในทศพิธราชธรรมและลาตาย (ห้องที่ 110) ขอให้ทำศพให้สมพระเกียรติ หนุมานขยี้ดวงใจของทศกัณฐ์จนแหลกลาญ แล้วทศกัณฐ์ก็สิ้นใจตาย
(ห้อง ที่ 111) หลังจากเสร็จจากศึกกรุงลงกา นางสีดาก็เตรียมเข้าเฝ้าพระราม แต่พระรามต้องการให้นางสีดาไม่เป็นที่ครหานินทาแก่ผู้คนทั่วไปได้เพราะอยู่ ในวังกับทศกัณฐ์มาหลายปี จึงเปรยว่า “นางก็อยู่ในวังนี้ท่าทางจะสุขสบาย ได้รับสมบัติมาก็มากมาย ลองนำมาให้เราชมบ้างสิ” นางสีดาได้ฟังดังนั้นก็แสนเจ็บปวดใจเหมือนมีสายฟ้ามากระหน่ำให้หัวใจแหลก สลาย เจ็บยิ่งกว่าตอนถูกทศกัณฐ์ลักพาไปเสียอีก จึงบอกพระรามว่านางจะลุยไฟพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ แล้วให้พระรามเชิญเทวดามาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย นางสีดาตั้งจิตอธิษฐาน กล่าวคำสาบานต่อหน้าเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า หากแม้นตัวนางนอกใจสามีแม้แต่เพียงนึกคิด ขอให้ไฟเผาผลาญชีวิตให้ม้วยมรณา ตกนรกขุมสุดท้ายแต่หากทุกอย่างไม่เป็นดังที่กล่าว ขอให้ไฟมิอาจทำอันตรายร่างกาย
เดชะความสัตย์ที่ซื่อตรง
จะร้อนเบื้องบาทบงสุ์ก็หาไม่
มีประทุมทิพมาศอำไพ
เกิดขึ้นในกลางเพลิงกาล
ขยายแย้มผกาเกสร
ขจายจรรื่นรสหอมหวาน
รับรองบาทบงสุ์ทรงธาร
ทุกย่างบทมาลย์เทวี
(ห้องที่ 112-113) ฝ่ายพิเภกก็จัดพิธีศพของทศกัณฐ์ให้อย่างสมพระเกียรติ
(ห้อง ที่ 114) พระรามยกกรุงลงกาให้พิเภกปกครอง พร้อมเปลี่ยนชื่อพิเภกใหม่เป็นท้าวทศคิริวงษ์ แล้วมอบนางมณโฑ และนางตรีชาดาเป็นอัครมเหสี ท้าวคิริวงษ์ขอให้พระรามทำลายถนนที่จองไว้เมื่อตอนข้ามมากรุงลงกาเพราะขวาง ทางน้ำ พระรามจึงแผลงศรพลายวาตทำลายถนนเสียสิ้น แล้วตั้งทัพเตรียมตัวกลับอยุธยา
**ตอนต่อไป พระรามกลับเมือง
ตอนที่ 29 ทศกัณฐ์ไม่ตาย
(ห้องที่ 97) ทศกัณฐ์แค้นเหล่าเทวดาที่ตัดสินเข้าข้างพระราม จึงทำพิธีกะลาไฟ เอาดินเจ็ดท่ามาผสมกันปั้นเป็นรูปเทวดา แล้วโยนเข้ากองไฟ ทำให้เหล่าเทวดาร้อนดั่งไฟเผา พร้อมกันนั้นก็ทำพิธีลับหอกกบิลพัท พระอินทร์จึงเข้าเฝ้าพระอิศวรร้องทุกข์ พระอิศวรส่งเทพบุตรพาลีลงมาทำลายพิธีทั้งหมด (ห้องที่ 98) ทศกัณฐ์เข้าใจว่าพิเภกเป็นคนบอกให้มาทำลายพิธี จึงพุ่งหอกกบิลพัทใส่พิเภก พระลักษณ์ปัดป้อง หอกจึงต้องพระลักษณ์แทนและสลบ
(ห้องที่ 99) พิเภกให้ไปเอายาที่เขาสัญชีพสัญญี เอามูลโคของพระอิศวร เอาหินบดจากพญากาลนาค เอาลูกหินใต้ศีรษะที่ทศกัณฐ์ใช้หนุนนอนต่างหมอน ตอนที่หนุมานไปเอาลูกหินนั้นได้ผูกผมนางมณโฑเข้ากับเศียรของทศกัณฐ์ด้วยคาถา ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้ และได้เขียนวิธีแก้คาถานี้ไว้ที่หน้าผากทศกัณฐ์ว่า “ต้องก้มศีรษะให้นางมณโฑตบสามทีจึงจะแก้คำสาปได้” แล้วหนุมานก็นำลูกหินสำหรับบดเหาะกลับทัพพระราม ทศกัณฐ์ก้มหัวให้นางมณโฑตบสามทีจึงพ้นคาถาของหนุมานสร้างความอับอายและเดือด ดาลยิ่งนัก ส่วนพระลักษณ์ก็ฟื้นหลังจากได้ยา
(ห้อง ที่ 100) นางมณโฑเสนอหุงน้ำทิพย์เรียกพิธีสัญชีพ คือให้เหล่ายักษ์ที่ถูกฝ่ายพระรามฆ่าตายฟื้นคืนชีพมาช่วยรบใหม่อีกครั้ง โดยถ้าพิธีสำเร็จอสูรร้ายที่ฟื้นขึ้นมาจะมีฤทธิ์เดชมากมายเหาะเหินเดินอากาศ ได้ สั่งให้ทำอะไรก็ได้แต่จะพูดไม่ได้ ทั้งนี้ระหว่างประกอบพิธีซึ่งมีกำหนดเจ็ดวันจะต้องไม่ร่วมประเวณีโดยเด็ดขาด (ห้องที่ 101) นางมณโฑทยอยส่งน้ำทิพย์ให้แก่ทศกัณฐ์ที่อยู่ในสนามรบ เมื่อได้น้ำทิพย์ทศกัณฐ์ก็หยดลงพื้นดินเหล่าอสูรร้ายก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู้ รบกับพระราม พระรามยิงศรตาข่ายล้อมปีศาจร้ายไว้แล้วให้หนุมาน นิลนนท์ และชมพูพานไปทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์
(ห้องที่ 102) หนุมานแปลงเป็นทศกัณฐ์พบนางมณโฑจึงบอกให้นางเลิกพิธีเสียเพราะชนะศึกแล้ว และขอร่วมหลับนอนกับนางมณโฑ พิธีหุงน้ำทิพย์จึงถูกทำลายลง หนุมานเมื่อเสร็จภาระกิจก็หลบหนีออกมาจากกรุงลงกา ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อน้ำทิพย์หมดและนางมณโฑไม่ส่งมาจึงถอยทัพกลับวัง เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ยิ่งโกรธแค้นหนุมานขึ้นอีกเป็นร้อยเท่าทวีคูณ (ห้องที่ 103) รุ่งขึ้นทศกัณฐ์ออกรบด้วยเพลิงแค้นสุมอยู่ในอก ทว่าถูกพระรามแผลงศรพรหมมาสตร์ตัดคอขาดกระเด็นแต่ก็นำกลับมาต่อได้อย่างน่า อัศจรรย์ พิเภกจึงทูลว่า ทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจฝากไว้กับฤาษีโคบุตร ฆ่ายังไงก็ไม่ตายได้”
(ห้อง ที่ 104) พระรามสั่งให้หนุมานกับองคตไปนำกล่องดวงใจมาให้ได้ หนุมานกับองคตจึงไปหาฤาษีโคบุตรกุเรื่องว่าพวกตนขัดแย้งกับพวกพระรามจึงหลบ หนีออกมาขอให้พระฤาษีพาไปฝากกับข้ารับใช้ของทศกัณฐ์ให้ด้วย พระฤาษีเมื่อโดนรบเร้าอ้อนวอนนานเข้าก็ใจอ่อนอาสาว่าจะพาทั้งคู่ไป หนุมานออกอุบายให้ฤาษีโคบุตรนำกล่องดวงใจของทศกัณฐ์ไปด้วย เพราะฝ่ายพระรามรู้แล้วว่าทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจฝากไว้กับฤาษี ถ้าทิ้งไว้ที่อาศรมเกรงว่าพระรามจะส่งคนมาขโมยไปพระฤาษีหลงเชื่อจึงนำกล่อง ดวงใจพกติดตัวไปด้วย หนุมานหลอกถามอีกว่าทำไมทศกัณฐ์จึงไม่เก็บดวงใจไว้ใกล้ๆตัวเองต้องมาฝากพระ ฤาษี พระฤาษีโคบุตรตอบว่า ถ้าหากเก็บดวงใจไว้ใกล้ร่างมันจะวิ่งเข้าสู่ร่างเดิมจึงต้องเก็บไว้ในที่ ห่างไกล หนุมานจึงว่า ถ้าเช่นนั้นขอให้พระฤาษีพาตนเข้าไปเฝ้าทศกัณฐ์แต่เพียงผู้เดียวก่อนแล้ว ฝากกล่องดวงใจไว้กับองคตที่รออยู่ข้างนอก เพราะหากนำเข้าไปด้วย เกรงว่าดวงใจจะวิ่งเข้าหาร่างทศกัณฐ์ พระฤาษีโคบุตรเห็นด้วยจึงฝากกล่องดวงใจไว้กับองคตแล้วพาหนุมานเข้าวัง
ระหว่าง ที่เดินเข้าวังหนุมานออกอุบายอีกว่า “ขอให้ข้าไปเตือนองคตเสียหน่อยเถอะท่าน เพราะองคตไม่ถูกกันกับยักษ์ อาจมีการสู้รบกันได้ ข้าจะไปบอกยักษ์ด้วยว่าองคตมาดีมิได้มาร้าย ฉะนั้นอย่ามีเรื่องผิดใจกัน พระฤาษีโคบุตรชื่นชมหนุมานที่รอบคอบ คล้อยหลังพระฤาษี หนุมานเนรมิตกล่องดวงใจขึ้นอีกอัน ให้องคตถือไว้รอจนกว่าพระฤาษีจะออกมาจึงค่อยมอบกลับคืน ส่วนกล่องดวงใจของจริงนำไปฝังซ่อนที่เนินเขาอัญชันริมฝั่งมหาสมุทร เมื่อใดที่เห็นหนุมานลอยอยู่บนฟ้าแล้วหาวเป็นดาวเป็นเดือน ให้รีบนำกล่องดวงใจอันจริงมาให้โดยทันที
ทศกัณฐ์เมื่อเห็นหนุมานมา เข้าเฝ้าก็ฉุนจัดรี่เข้าจะทำร้าย แต่พระฤาษีห้ามไว้ทันพร้อมกับช่วยเกลี้ยกล่อมจนทศกัณฐ์เริ่มใจอ่อน อีกทั้งตนเองก็นิยมชมชอบนักรบมีฝีมืออยู่แล้วจึงตกลงรับ หนุมานเป็นทหารเอกโดยยกให้ถึงเป็นบุตรบุญธรรม แม้นนางมณโฑจะคัดค้านว่าเอาศัตรูมาเลี้ยงรังแต่จะเป็นภัยแก่ตัวเองเปรียบ เสมือนเลี้ยงอสรพิษเอาไว้จะแว้งกัดเมื่อใดก็ไม่รู้ แต่ทศกัณฐ์ไม่สนใจฟัง (ห้องที่ 105) หนุมานขันอาสาทศกัณฐ์ออกศึกสู้รบกับพระลักษณ์ ให้กองทัพยักษ์รอท่าอยู่ข้างหลัง แกล้งรบถ่วงเวลาจนมืดค่ำ แล้วจึงต่อปากต่อคำกับพระลักษณ์เพื่อให้เหล่าทหารยักษ์ได้ยิน
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ถึงแก่ความตาย-นางสีดาลุยไฟ
(ห้องที่ 99) พิเภกให้ไปเอายาที่เขาสัญชีพสัญญี เอามูลโคของพระอิศวร เอาหินบดจากพญากาลนาค เอาลูกหินใต้ศีรษะที่ทศกัณฐ์ใช้หนุนนอนต่างหมอน ตอนที่หนุมานไปเอาลูกหินนั้นได้ผูกผมนางมณโฑเข้ากับเศียรของทศกัณฐ์ด้วยคาถา ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้ และได้เขียนวิธีแก้คาถานี้ไว้ที่หน้าผากทศกัณฐ์ว่า “ต้องก้มศีรษะให้นางมณโฑตบสามทีจึงจะแก้คำสาปได้” แล้วหนุมานก็นำลูกหินสำหรับบดเหาะกลับทัพพระราม ทศกัณฐ์ก้มหัวให้นางมณโฑตบสามทีจึงพ้นคาถาของหนุมานสร้างความอับอายและเดือด ดาลยิ่งนัก ส่วนพระลักษณ์ก็ฟื้นหลังจากได้ยา
(ห้อง ที่ 100) นางมณโฑเสนอหุงน้ำทิพย์เรียกพิธีสัญชีพ คือให้เหล่ายักษ์ที่ถูกฝ่ายพระรามฆ่าตายฟื้นคืนชีพมาช่วยรบใหม่อีกครั้ง โดยถ้าพิธีสำเร็จอสูรร้ายที่ฟื้นขึ้นมาจะมีฤทธิ์เดชมากมายเหาะเหินเดินอากาศ ได้ สั่งให้ทำอะไรก็ได้แต่จะพูดไม่ได้ ทั้งนี้ระหว่างประกอบพิธีซึ่งมีกำหนดเจ็ดวันจะต้องไม่ร่วมประเวณีโดยเด็ดขาด (ห้องที่ 101) นางมณโฑทยอยส่งน้ำทิพย์ให้แก่ทศกัณฐ์ที่อยู่ในสนามรบ เมื่อได้น้ำทิพย์ทศกัณฐ์ก็หยดลงพื้นดินเหล่าอสูรร้ายก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู้ รบกับพระราม พระรามยิงศรตาข่ายล้อมปีศาจร้ายไว้แล้วให้หนุมาน นิลนนท์ และชมพูพานไปทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์
(ห้องที่ 102) หนุมานแปลงเป็นทศกัณฐ์พบนางมณโฑจึงบอกให้นางเลิกพิธีเสียเพราะชนะศึกแล้ว และขอร่วมหลับนอนกับนางมณโฑ พิธีหุงน้ำทิพย์จึงถูกทำลายลง หนุมานเมื่อเสร็จภาระกิจก็หลบหนีออกมาจากกรุงลงกา ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อน้ำทิพย์หมดและนางมณโฑไม่ส่งมาจึงถอยทัพกลับวัง เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ยิ่งโกรธแค้นหนุมานขึ้นอีกเป็นร้อยเท่าทวีคูณ (ห้องที่ 103) รุ่งขึ้นทศกัณฐ์ออกรบด้วยเพลิงแค้นสุมอยู่ในอก ทว่าถูกพระรามแผลงศรพรหมมาสตร์ตัดคอขาดกระเด็นแต่ก็นำกลับมาต่อได้อย่างน่า อัศจรรย์ พิเภกจึงทูลว่า ทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจฝากไว้กับฤาษีโคบุตร ฆ่ายังไงก็ไม่ตายได้”
(ห้อง ที่ 104) พระรามสั่งให้หนุมานกับองคตไปนำกล่องดวงใจมาให้ได้ หนุมานกับองคตจึงไปหาฤาษีโคบุตรกุเรื่องว่าพวกตนขัดแย้งกับพวกพระรามจึงหลบ หนีออกมาขอให้พระฤาษีพาไปฝากกับข้ารับใช้ของทศกัณฐ์ให้ด้วย พระฤาษีเมื่อโดนรบเร้าอ้อนวอนนานเข้าก็ใจอ่อนอาสาว่าจะพาทั้งคู่ไป หนุมานออกอุบายให้ฤาษีโคบุตรนำกล่องดวงใจของทศกัณฐ์ไปด้วย เพราะฝ่ายพระรามรู้แล้วว่าทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจฝากไว้กับฤาษี ถ้าทิ้งไว้ที่อาศรมเกรงว่าพระรามจะส่งคนมาขโมยไปพระฤาษีหลงเชื่อจึงนำกล่อง ดวงใจพกติดตัวไปด้วย หนุมานหลอกถามอีกว่าทำไมทศกัณฐ์จึงไม่เก็บดวงใจไว้ใกล้ๆตัวเองต้องมาฝากพระ ฤาษี พระฤาษีโคบุตรตอบว่า ถ้าหากเก็บดวงใจไว้ใกล้ร่างมันจะวิ่งเข้าสู่ร่างเดิมจึงต้องเก็บไว้ในที่ ห่างไกล หนุมานจึงว่า ถ้าเช่นนั้นขอให้พระฤาษีพาตนเข้าไปเฝ้าทศกัณฐ์แต่เพียงผู้เดียวก่อนแล้ว ฝากกล่องดวงใจไว้กับองคตที่รออยู่ข้างนอก เพราะหากนำเข้าไปด้วย เกรงว่าดวงใจจะวิ่งเข้าหาร่างทศกัณฐ์ พระฤาษีโคบุตรเห็นด้วยจึงฝากกล่องดวงใจไว้กับองคตแล้วพาหนุมานเข้าวัง
ระหว่าง ที่เดินเข้าวังหนุมานออกอุบายอีกว่า “ขอให้ข้าไปเตือนองคตเสียหน่อยเถอะท่าน เพราะองคตไม่ถูกกันกับยักษ์ อาจมีการสู้รบกันได้ ข้าจะไปบอกยักษ์ด้วยว่าองคตมาดีมิได้มาร้าย ฉะนั้นอย่ามีเรื่องผิดใจกัน พระฤาษีโคบุตรชื่นชมหนุมานที่รอบคอบ คล้อยหลังพระฤาษี หนุมานเนรมิตกล่องดวงใจขึ้นอีกอัน ให้องคตถือไว้รอจนกว่าพระฤาษีจะออกมาจึงค่อยมอบกลับคืน ส่วนกล่องดวงใจของจริงนำไปฝังซ่อนที่เนินเขาอัญชันริมฝั่งมหาสมุทร เมื่อใดที่เห็นหนุมานลอยอยู่บนฟ้าแล้วหาวเป็นดาวเป็นเดือน ให้รีบนำกล่องดวงใจอันจริงมาให้โดยทันที
ทศกัณฐ์เมื่อเห็นหนุมานมา เข้าเฝ้าก็ฉุนจัดรี่เข้าจะทำร้าย แต่พระฤาษีห้ามไว้ทันพร้อมกับช่วยเกลี้ยกล่อมจนทศกัณฐ์เริ่มใจอ่อน อีกทั้งตนเองก็นิยมชมชอบนักรบมีฝีมืออยู่แล้วจึงตกลงรับ หนุมานเป็นทหารเอกโดยยกให้ถึงเป็นบุตรบุญธรรม แม้นนางมณโฑจะคัดค้านว่าเอาศัตรูมาเลี้ยงรังแต่จะเป็นภัยแก่ตัวเองเปรียบ เสมือนเลี้ยงอสรพิษเอาไว้จะแว้งกัดเมื่อใดก็ไม่รู้ แต่ทศกัณฐ์ไม่สนใจฟัง (ห้องที่ 105) หนุมานขันอาสาทศกัณฐ์ออกศึกสู้รบกับพระลักษณ์ ให้กองทัพยักษ์รอท่าอยู่ข้างหลัง แกล้งรบถ่วงเวลาจนมืดค่ำ แล้วจึงต่อปากต่อคำกับพระลักษณ์เพื่อให้เหล่าทหารยักษ์ได้ยิน
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ถึงแก่ความตาย-นางสีดาลุยไฟ
ตอนที่ 28 ทศกัณฐ์ออกรบกับพระรามเป็นครั้งแรก
(ห้องที่ 82) หลังจากทศกัณฐ์เอาศพของอินทรชิตไปเผายังยอดเขานิลกาลา จากนั้นก็แต่งทัพออกศึกเป็นครั้งแรก พระอินทร์จึงให้พระวิษณุกรรมนำรถเวไชยันต์มาถวายแด่พระรามเป็นครั้งที่สอง พระรามเคลื่อนทัพออกมาประจันหน้ากับทศกัณฐ์ แล้วก็ประจัญบานกันพระรามใช้ศรตี ทศกัณฐ์ เจ็บปวดเจียนตาย ทศกัณฐ์หลับตาร่ายเวทมนตร์เป่าลงร่างอาการเจ็บปวดหายไป
(ห้อง ที่ 83) ค่ำพอดีจึงเลิกทัพกลับลงกา ทศกัณฐ์เชิญพญามูลพลัมอุปราชกรุงปางตาลสหายร่วมตายมาช่วยรบ ท้าวสหัสเดชะเจ้าเมืองปางตาลผู้เป็นพี่พญามูลพลัมเป็นห่วงจึงตามมาช่วยรบ ด้วย (ห้องที่ 84) พระลักษณ์ฆ่าพญามูลพลัมตาย(ห้องที่ 85) พิเภกทูลว่า ถ้าท้าวสหัสเดชะผู้มีถึงพันหน้ารู้ว่าน้องตายต้องบันดาลโทสะแล้วท้าวสหัส เดชะมีคทาชี้ต้นตาย ชี้ปลายเป็น เป็นอาวุธที่ร้ายแรงควรส่งหนุมานไปลวงเอาคทามาแล้วฆ่าท้าวสหัสเดชะเสีย
หนุ มานจึงแปลงเป็นลิงน้อยตัดหน้าท้าวสหัสเดชะ ท้าวสหัสเดชะจึงสั่งจับตัวลิงมา ลิงน้อยแกล้งเล่าเรื่องโกรธเคืองกับพระราม พระลักษณ์ และขอติดตามไปช่วยรบ แต่ขออาวุธจากท้าว สหัสเดชะที่มีอาวุธประจำตัวทั้งสองพันมือมาสักอย่างหนึ่งที่ทรงพลังที่สุด ท้าวสหัสเดชะหลงกลจึงเอาคทาให้แล้วหนุมานก็นิมิตกายสูงใหญ่ด่าว่าท้าวสหัส เดชะ จากนั้นก็เข้าตะลุมบอนกัน ท้าวสหัสเดชะยิงศรสิทธิ์กลายเป็นห่าศรต้องกายหนุมาน หนุมานนิมิตกายเหยียบอกท้าวสหัสเดชะ แล้วนิมิตหางยาวใหญ่มัดท้าวสหัสเดชะอย่างแน่นหนา พามาให้หมู่วานรเยาะเย้ย จากนั้นก็ใช้ตรีตัดหัวท้าวสหัสเดชะขาดกระเด็น แล้วนำหัวมาถวายพระราม
(ห้องที่ 86) หนุมานรบกับแสงอาทิตย์หลานของทศกัณฐ์ แล้วฆ่าแสงอาทิตย์ตาย
(ห้องที่ 87) พระรามยกทัพออกรบกับทศกัณฐ์ไม่แพ้ชนะ
(ห้องที่ 88) ทศกัณฐ์ให้เชิญท้าวสัตลุงพระสหายกับตรีเมฆนัดมาปรึกษาการศึก
(ห้องที่ 89) พระรามรบกับท้าวสัตลุงและตรีเมฆ
(ห้องที่ 90-91-92-93-94) หนุมานฆ่าท้าวสัทธาสูรผู้เป็นสหายของทศกัณฐ์และฆ่าวิรูญจำบังผู้เป็นหลาน
ทศ กัณฐ์โกรธแค้นเหลือกำลัง สั่งทัพอสูรขุดอุโมงค์เพื่อทำพิธีชุบกายเป็นกายสิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ถูกฆ่าไม่ ตาย มีกายเป็นเพชร มีนิ้วชี้ใครคนนั้นก็สิ้นชีพ พระรามให้สุครีพ นิลนนท์และหนุมานไปทำลายพิธี แต่ไม่สามารถเข้าอุโมงค์ได้เพราะลงอาถรรพ์เอาไว้ต้องแก้ด้วยการเอาน้ำล้าง เท้าสตรีมาราด หนุมานจึงไปเอาน้ำล้างเท้าของนางเบญจกายมาราด เมื่อเข้าไปในอุโมงค์เห็นทศกัณฐ์กำลังทำพิธี ไม่ว่าจะทำอย่างไรทศกัณฐ์ก็ไม่โกรธ หนุมานจึงเหาะไปอุ้มนางมณโฑมเหสีของทศกัณฐ์มาหยอกเย้าต่อหน้า ทศกัณฐ์ตบะแตก พิธีชุบกายจึงถูกทำลาย
(ห้องที่ 95) ทศกัณฐ์จึงให้นนยวิกและวายุเวกไปอันเชิญท้าวมาลีวราชผู้เป็นพระเจ้าปู่มาที่ กรุงลงกาโดยหวังที่จะกล่าวร้ายใส่ความพระรามเพื่อให้ท้าวมาลีวราชตัดสินคดี ความให้พระรามต้องบรรลัยได้รับภัยพิบัติจากวาจาสิทธิ์
(ห้อง ที่ 96) ทว่าท้าวมาลีวราชไม่ฟังความข้างเดียว แต่เดินทางไปยังสนามรบ เชิญเหล่าเทวดาและพระอินทร์เพื่อมาร่วมเป็นพยาน โดยมีพระรามนั่งอยู่ทางฝั่งขวา ทศกัณฐ์นั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย และท้าวมาลี วราชอยู่ระหว่างกลาง ทศกัณฐ์แจ้งเรื่องว่าตนออกไปท่องเที่ยวในป่าพบนางสีดาเกิดหลงรักเลยรับมา อยู่ด้วยที่ตำหนักสวนขวัญอยู่มาวันหนึ่งพระราม พระลักษณ์และทัพวานรตามมาอาละวาดโดยอ้างว่าเป็นสามีนางสีดาจึงเกิดการสู้รบ มาจนถึงทุกวันนี้
ท้าวมาลีวราชจึงให้พระรามชี้แจง พระรามเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังจากนั้นให้ไปเชิญนางสีดา ปรากฏว่านางสีดาเล่าตรงกับที่พระรามเล่า ท้าวมาลีวราชจึงตัดสินให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม ทศกัณฐ์บันดาลโทสะดื้อแพ่งไม่ยอมคืน ท้าวมาลีวราชจึงสาปแช่งให้ทศกัณฐ์ต้องตายด้วยอาวุธของพระราม
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ไม่ตาย
(ห้อง ที่ 83) ค่ำพอดีจึงเลิกทัพกลับลงกา ทศกัณฐ์เชิญพญามูลพลัมอุปราชกรุงปางตาลสหายร่วมตายมาช่วยรบ ท้าวสหัสเดชะเจ้าเมืองปางตาลผู้เป็นพี่พญามูลพลัมเป็นห่วงจึงตามมาช่วยรบ ด้วย (ห้องที่ 84) พระลักษณ์ฆ่าพญามูลพลัมตาย(ห้องที่ 85) พิเภกทูลว่า ถ้าท้าวสหัสเดชะผู้มีถึงพันหน้ารู้ว่าน้องตายต้องบันดาลโทสะแล้วท้าวสหัส เดชะมีคทาชี้ต้นตาย ชี้ปลายเป็น เป็นอาวุธที่ร้ายแรงควรส่งหนุมานไปลวงเอาคทามาแล้วฆ่าท้าวสหัสเดชะเสีย
หนุ มานจึงแปลงเป็นลิงน้อยตัดหน้าท้าวสหัสเดชะ ท้าวสหัสเดชะจึงสั่งจับตัวลิงมา ลิงน้อยแกล้งเล่าเรื่องโกรธเคืองกับพระราม พระลักษณ์ และขอติดตามไปช่วยรบ แต่ขออาวุธจากท้าว สหัสเดชะที่มีอาวุธประจำตัวทั้งสองพันมือมาสักอย่างหนึ่งที่ทรงพลังที่สุด ท้าวสหัสเดชะหลงกลจึงเอาคทาให้แล้วหนุมานก็นิมิตกายสูงใหญ่ด่าว่าท้าวสหัส เดชะ จากนั้นก็เข้าตะลุมบอนกัน ท้าวสหัสเดชะยิงศรสิทธิ์กลายเป็นห่าศรต้องกายหนุมาน หนุมานนิมิตกายเหยียบอกท้าวสหัสเดชะ แล้วนิมิตหางยาวใหญ่มัดท้าวสหัสเดชะอย่างแน่นหนา พามาให้หมู่วานรเยาะเย้ย จากนั้นก็ใช้ตรีตัดหัวท้าวสหัสเดชะขาดกระเด็น แล้วนำหัวมาถวายพระราม
(ห้องที่ 86) หนุมานรบกับแสงอาทิตย์หลานของทศกัณฐ์ แล้วฆ่าแสงอาทิตย์ตาย
(ห้องที่ 87) พระรามยกทัพออกรบกับทศกัณฐ์ไม่แพ้ชนะ
(ห้องที่ 88) ทศกัณฐ์ให้เชิญท้าวสัตลุงพระสหายกับตรีเมฆนัดมาปรึกษาการศึก
(ห้องที่ 89) พระรามรบกับท้าวสัตลุงและตรีเมฆ
(ห้องที่ 90-91-92-93-94) หนุมานฆ่าท้าวสัทธาสูรผู้เป็นสหายของทศกัณฐ์และฆ่าวิรูญจำบังผู้เป็นหลาน
ทศ กัณฐ์โกรธแค้นเหลือกำลัง สั่งทัพอสูรขุดอุโมงค์เพื่อทำพิธีชุบกายเป็นกายสิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ถูกฆ่าไม่ ตาย มีกายเป็นเพชร มีนิ้วชี้ใครคนนั้นก็สิ้นชีพ พระรามให้สุครีพ นิลนนท์และหนุมานไปทำลายพิธี แต่ไม่สามารถเข้าอุโมงค์ได้เพราะลงอาถรรพ์เอาไว้ต้องแก้ด้วยการเอาน้ำล้าง เท้าสตรีมาราด หนุมานจึงไปเอาน้ำล้างเท้าของนางเบญจกายมาราด เมื่อเข้าไปในอุโมงค์เห็นทศกัณฐ์กำลังทำพิธี ไม่ว่าจะทำอย่างไรทศกัณฐ์ก็ไม่โกรธ หนุมานจึงเหาะไปอุ้มนางมณโฑมเหสีของทศกัณฐ์มาหยอกเย้าต่อหน้า ทศกัณฐ์ตบะแตก พิธีชุบกายจึงถูกทำลาย
(ห้องที่ 95) ทศกัณฐ์จึงให้นนยวิกและวายุเวกไปอันเชิญท้าวมาลีวราชผู้เป็นพระเจ้าปู่มาที่ กรุงลงกาโดยหวังที่จะกล่าวร้ายใส่ความพระรามเพื่อให้ท้าวมาลีวราชตัดสินคดี ความให้พระรามต้องบรรลัยได้รับภัยพิบัติจากวาจาสิทธิ์
(ห้อง ที่ 96) ทว่าท้าวมาลีวราชไม่ฟังความข้างเดียว แต่เดินทางไปยังสนามรบ เชิญเหล่าเทวดาและพระอินทร์เพื่อมาร่วมเป็นพยาน โดยมีพระรามนั่งอยู่ทางฝั่งขวา ทศกัณฐ์นั่งอยู่ทางฝั่งซ้าย และท้าวมาลี วราชอยู่ระหว่างกลาง ทศกัณฐ์แจ้งเรื่องว่าตนออกไปท่องเที่ยวในป่าพบนางสีดาเกิดหลงรักเลยรับมา อยู่ด้วยที่ตำหนักสวนขวัญอยู่มาวันหนึ่งพระราม พระลักษณ์และทัพวานรตามมาอาละวาดโดยอ้างว่าเป็นสามีนางสีดาจึงเกิดการสู้รบ มาจนถึงทุกวันนี้
ท้าวมาลีวราชจึงให้พระรามชี้แจง พระรามเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังจากนั้นให้ไปเชิญนางสีดา ปรากฏว่านางสีดาเล่าตรงกับที่พระรามเล่า ท้าวมาลีวราชจึงตัดสินให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาแก่พระราม ทศกัณฐ์บันดาลโทสะดื้อแพ่งไม่ยอมคืน ท้าวมาลีวราชจึงสาปแช่งให้ทศกัณฐ์ต้องตายด้วยอาวุธของพระราม
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ไม่ตาย
ตอนที่ 27 วาระสุดท้ายของอินทรชิต
ภายหลังที่สารัณทูต กองคอยเหตุฝ่ายกรุงลงกาได้มารายงานให้ทราบว่าพระลักษณ์และทหารลิงได้ฟื้นคน ชีพจากศรพรหมมาสตร์ของอินทรชิต และยกทัพกลับไปแล้ว (ห้องที่ 78) อินทรชิตจึงคิดอุบายเอาสุขาจารซึ่งต้องโทษหนีทัพสมัยศึกกุมภกรรณและต้องโทษ ถูกจำคุกตลอดชีวิตมาแปลงเป็นนางสีดา และให้นั่งท้ายรถไปสู่สนามรบ แล้วตัดศีรษะนางสีดาปลอมให้แก่ฝ่ายพระราม จากนั้น หลอกว่าจะยกทัพไปรบเมืองอยุธยา แต่ความจริงย้อนกลับมาทำพิธีกุมภนิยาที่เขาจักรวาล และถ้าพระราม พระลักษณ์ไม่เลิกทัพกลับไปก็จะกลับมาสู้รบกันใหม่ และเป็นไปตามแผนที่วางไว้เมื่อพระลักษณ์เห็นนางสีดาแปลงถูกตัดศีรษะก็ ร้องไห้สงสารนาง สีดาแล้วสั่งให้เลิกทัพกลับมายังพลับพลามารายงานให้พระรามทราบ พระรามจึงถามพิเภกว่าที่พระลักษณ์กล่าวว่านางสีดาสิ้นชีวิตแล้วมีความจริง ประการใด
พิเภกจับยามดูแล้วทูลว่า เหล่านี้เป็นแผนของอินทรชิต ผู้ที่สิ้นชีวิตคือชายนักโทษแปลงมา องค์นางสีดายังอยู่ดี พระรามดีใจที่นางสีดายังอยู่ดี จึงให้หนุมานและองคตไปดูศพที่สมรภูมิก็ปรากฎว่าเป็นจริงตามที่พิเภกทำนาย
(ห้อง ที่ 79) วันรุ่งขึ้นพระรามถามพิเภกว่าที่อินทรชิตจะยกทัพไปกรุงอโยธยาจริงหรือไม่ พิเภกบอกว่าไม่ใช่แต่อินทรชิตไปทำพิธีกุมภนิยาของท้าวธาดาพรหมในดงไม้ไผ่ที่ เนินเขาจักรวาลและหากครบเจ็ดวันตามตำราฆ่าอย่างไรก็จะไม่ตาย เห็นควรให้พระลักษณ์ยกทัพไปทำลายพิธีกุมภนิยาของอินทรชิต และมอบศรสามเล่มให้ไปด้วยคือ
ศรอัคนิวาต ศรพลายวาต และศรพรหมมาสตร์ รวมทั้งวันนี้เป็นวันที่อินทรชิตชะตาขาดด้วย
ฝ่าย อินทรชิตซึ่งกำลังทำพิธีกุมภนิยาอยู่ที่เนินเขาจักรวาลนั้นก็กำลังนั่งอยู่ เหนือบัลลังก์อาสน์ สั่งให้ทหารโหมกองไฟ 108 กองให้ครบเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วอินทรชิตก็จุดเทียน ธูป บูชาพระเวทและจับศรสามเล่ม คือ วิษณุปาณัม นาคบาศ และพรหมมาสตร์ ขึ้นพาดตัก หลังจากนั้นก็หลับตาสำรวมใจร่ายพระเวทไป
เมื่อ พระลักษณ์ยกทัพมาถึงเขาจักรวาลเห็นอินทรชิตกำลังนั่งทำพิธีจึงจับศรพรหมมา สตร์แผลงไปทำลายพิธี แล้วเหล่าทหารลิงก็เข้ารบสู้โรมรันกับทหารยักษ์ ทั้งสองต่างแรกศรกันและกันอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดอินทรชิตรู้ว่าขืนสู้รบต่อไปตนต้องตายแน่จึงคิดหนีกลับกรุงลงกา เพื่อลาพ่อแม่และนางสุวรรณกันยุมาผู้เป็นเมีย แล้วจึงยกทัพกลับมาสู้รบอีกต่อไปเป็นครั้งสุดท้าย แล้วอินทรชิตก็ขว้างจักรเมฆสูรขว้างไปปิดแสงอาทิตย์ ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดไปทั่วแล้วเหาะหนีกลับกรุงลงกา
(ห้องที่ 80) อินทรชิตกลับมาเล่าให้นางมณโฑผู้เป็นมารดาทราบเรื่อง นางมณโฑเห็นลูกกายบอบช้ำ เลือดไหลโทรมกายก็เศร้าโศกเสียใจ นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครั้งที่นางรับใช้พระอุมาเทวี มเหสีพระอิศวรนั้นให้นางได้รับพรน้ำนมในถันเป็นน้ำทิพย์ เมื่อดื่มจะชุบชีวิตได้ นางจึงให้อินทรชิตดูดดื่มนม
พลัน อินทรชิตก็ฟื้นกายหายเป็นปกติ นางมณโฑไปขอให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาเสีย ทศกัณฐ์ไม่ยอมคืนและยังโมโหนางอย่างมาก จากนั้นอินทรชิตก็ลาแม่ ลาพ่อ ลาเมียเพื่อออกรบครั้งสุดท้าย พระลักษณ์ยิงด้วยศรตัดคอขาด องคตนำพานแว่นฟ้าที่ขอมาจากพระพรหมรองศีรษะเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดไฟ บรรลัยกัลป์ จากนั้นพระรามก็แผลงศรเผาศีรษะนั้นเสีย
(ห้องที่ 81) ทศกัณฐ์ไปยังสนามรบอุ้มศพอินทรชิตวางเหนือบัลลังก์รถทรง แล้วเลิกทัพกลับคืนเข้าลงกา เมื่อมาถึงวังก็อุ้มขึ้นมหาปราสาท นางมณโฑและนางสุวรรณกันยุมาออกมารับศพก็ร้องไห้เศร้าโศก ทศกัณฐ์โกรธกริ้วคิดจะฆ่านางสีดาแต่เสนาผู้ใหญ่ห้ามไว้จนได้สติ
*-*ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ออกรบกับพระรามเป็นครั้งแรก
พิเภกจับยามดูแล้วทูลว่า เหล่านี้เป็นแผนของอินทรชิต ผู้ที่สิ้นชีวิตคือชายนักโทษแปลงมา องค์นางสีดายังอยู่ดี พระรามดีใจที่นางสีดายังอยู่ดี จึงให้หนุมานและองคตไปดูศพที่สมรภูมิก็ปรากฎว่าเป็นจริงตามที่พิเภกทำนาย
(ห้อง ที่ 79) วันรุ่งขึ้นพระรามถามพิเภกว่าที่อินทรชิตจะยกทัพไปกรุงอโยธยาจริงหรือไม่ พิเภกบอกว่าไม่ใช่แต่อินทรชิตไปทำพิธีกุมภนิยาของท้าวธาดาพรหมในดงไม้ไผ่ที่ เนินเขาจักรวาลและหากครบเจ็ดวันตามตำราฆ่าอย่างไรก็จะไม่ตาย เห็นควรให้พระลักษณ์ยกทัพไปทำลายพิธีกุมภนิยาของอินทรชิต และมอบศรสามเล่มให้ไปด้วยคือ
ศรอัคนิวาต ศรพลายวาต และศรพรหมมาสตร์ รวมทั้งวันนี้เป็นวันที่อินทรชิตชะตาขาดด้วย
ฝ่าย อินทรชิตซึ่งกำลังทำพิธีกุมภนิยาอยู่ที่เนินเขาจักรวาลนั้นก็กำลังนั่งอยู่ เหนือบัลลังก์อาสน์ สั่งให้ทหารโหมกองไฟ 108 กองให้ครบเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วอินทรชิตก็จุดเทียน ธูป บูชาพระเวทและจับศรสามเล่ม คือ วิษณุปาณัม นาคบาศ และพรหมมาสตร์ ขึ้นพาดตัก หลังจากนั้นก็หลับตาสำรวมใจร่ายพระเวทไป
เมื่อ พระลักษณ์ยกทัพมาถึงเขาจักรวาลเห็นอินทรชิตกำลังนั่งทำพิธีจึงจับศรพรหมมา สตร์แผลงไปทำลายพิธี แล้วเหล่าทหารลิงก็เข้ารบสู้โรมรันกับทหารยักษ์ ทั้งสองต่างแรกศรกันและกันอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดอินทรชิตรู้ว่าขืนสู้รบต่อไปตนต้องตายแน่จึงคิดหนีกลับกรุงลงกา เพื่อลาพ่อแม่และนางสุวรรณกันยุมาผู้เป็นเมีย แล้วจึงยกทัพกลับมาสู้รบอีกต่อไปเป็นครั้งสุดท้าย แล้วอินทรชิตก็ขว้างจักรเมฆสูรขว้างไปปิดแสงอาทิตย์ ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดไปทั่วแล้วเหาะหนีกลับกรุงลงกา
(ห้องที่ 80) อินทรชิตกลับมาเล่าให้นางมณโฑผู้เป็นมารดาทราบเรื่อง นางมณโฑเห็นลูกกายบอบช้ำ เลือดไหลโทรมกายก็เศร้าโศกเสียใจ นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครั้งที่นางรับใช้พระอุมาเทวี มเหสีพระอิศวรนั้นให้นางได้รับพรน้ำนมในถันเป็นน้ำทิพย์ เมื่อดื่มจะชุบชีวิตได้ นางจึงให้อินทรชิตดูดดื่มนม
พลัน อินทรชิตก็ฟื้นกายหายเป็นปกติ นางมณโฑไปขอให้ทศกัณฐ์คืนนางสีดาเสีย ทศกัณฐ์ไม่ยอมคืนและยังโมโหนางอย่างมาก จากนั้นอินทรชิตก็ลาแม่ ลาพ่อ ลาเมียเพื่อออกรบครั้งสุดท้าย พระลักษณ์ยิงด้วยศรตัดคอขาด องคตนำพานแว่นฟ้าที่ขอมาจากพระพรหมรองศีรษะเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดไฟ บรรลัยกัลป์ จากนั้นพระรามก็แผลงศรเผาศีรษะนั้นเสีย
(ห้องที่ 81) ทศกัณฐ์ไปยังสนามรบอุ้มศพอินทรชิตวางเหนือบัลลังก์รถทรง แล้วเลิกทัพกลับคืนเข้าลงกา เมื่อมาถึงวังก็อุ้มขึ้นมหาปราสาท นางมณโฑและนางสุวรรณกันยุมาออกมารับศพก็ร้องไห้เศร้าโศก ทศกัณฐ์โกรธกริ้วคิดจะฆ่านางสีดาแต่เสนาผู้ใหญ่ห้ามไว้จนได้สติ
*-*ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ออกรบกับพระรามเป็นครั้งแรก
ตอนที่ 26 ศึกอินทรชิต
(ห้องที่ 65) เมื่อทศกัณฐ์ทราบว่ากุมภกรรณถูกพระรามฆ่าตายแล้วจึงนึกถึงอินทรชิตซึ่งเคย ได้รับศรสามเล่มจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งสามอีกทั้งยังเคยรบชนะพระอินทร์มาแล้ว จึงให้นางกำนัลเชิญอินทรชิตมา แล้วแจ้งความให้ทราบว่าขอให้ออกไปรบกับฝ่ายพระราม อินทรชิตรับคำและได้จัดทัพใหญ่ออกไปตั้งมั่นที่สมรภูมิเชิงเขาจักรวาลเพื่อ คอยดูกำลังของฝ่ายพระรามที่จะออกมาต่อสู้กัน
(ห้องที่ 66) พิเภกทูลพระรามว่าผู้ที่เป็นแม่ทัพยกมาในวันนี้คืออินทรชิตเป็นโอรสของทศ กัณฐ์มีฤทธิ์มากสมควรให้พระลักษณ์ยกทัพออกไปต่อสู้กับ อินทรชิต การสู้รบทั้งวันไม่ปรากฎผลแพ้ชนะจนกระทั่งพลบค่ำต่างฝ่ายต่างยกทัพกลับ พลับพลา
(ห้องที่ 67) อินทรชิตได้มารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบและจะขอไปชุบศรนาคบาศมีกำหนดเจ็ดวัน ระหว่างนั้นขอให้ส่งผู้อื่นไปขัดตาทัพก่อน
(ห้อง ที่ 68) ระหว่างที่อินทรชิตได้ไปทำพิธีเป็นเวลาสามวันทศกัณฐ์ได้ส่งมังกรกัณฐ์เจ้า เมืองโรมคัล ลูกพญาขรมาขัดตาทัพวันรุ่งขึ้นจนกว่าอินทรชิตจะทำพิธีเสร็จ (ห้องที่ 69) พิเภกทูลพระรามว่าพระรามควรออกไปสู้รบด้วยพระองค์เองในวันนี้ ท้ายสุดพระรามยิงศรพรหมมาสตร์ไปตัดเศียรของมังกรกัณฐ์ขาดจากกาย ต่อมาพระรามจึงถามพิเภกว่าเหตุใดวันนี้ อินทรชิตจึงไม่ออกมารบพิเภกจึงทูลว่าบัดนี้อินทรชิตไปซ่อนตัวในโพรงไม้โรทัน ทำพิธีชุบศรนาคบาศอยู่เขาอากาศ ขณะนี้นาคกำลังคายพิษใส่ศร หากครบเจ็ดวันศรจะมีพิษร้ายแรง สามารถเอาชนะได้ทั้งสามโลก คือ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกบาดาล ฉะนั้นต้องทำลายพิธีและเฉพาะต้องเป็นหมีกัดต้นโรทันเท่านั้น
(ห้อง ที่ 71) ชามพูวาชจึงขออาสาไปทำลายพิธีด้วยเมื่อชาติก่อนเป็นหมีคอยรับใช้พระอิศวร พระรามจึงยินดีเป็นยิ่งนักและอนุญาต ชามพูวราชจึงเหาะไปยังเขาอากาศแล้วร่ายเวทมนตร์กลายร่างเป็นหมีใหญ่ กระโจนขึ้นกัดต้นไม้โรทันหักสะบั้นลงมา ท้องฟ้าก็มืดด้วยควัน เหล่านาคพากันตกใจนึกว่าครุฑจึงพากันเลื้อยหนีแทรกลงดินหายไปหมด อินทรชิตโกรธมากตามหมีจะฆ่า แต่ชามพูวราชกลายเป็นลิงหนีไป
เมื่อ พิธีถูกทำลาย อินทรชิตตัดสินใจไม่กลับลงกาแต่ตามไปยังสนามรบ (ห้องที่ 70) พบวิรูญมุขลูกของวิรูญจำบังซึ่งทศกัณฐ์ส่งมาขัดทัพภายหลังจากที่มังกรกัณฐ์ ถูกฆ่าตาย อินทรชิตจึงขอเวลาหนึ่งชั่วโมงในการทำพิธีปลุกนาคบาศอยู่บนรถแล้วให้วิรุ ญมุขไปสู้รบก่อน ซึ่งวิรุญมุขมีเวทมนตร์กล้าหาญ กำบังกายหายตัวได้ขี่ม้าถือหอกสุรกานต์เข้าแทงฟันพวกลิงล้มตายเป็นจำนวนมาก
พิเภก แนะนำให้พระลักษณ์แผลงศรเป็นข่ายไปรัดตัววิรุญมุขไว้ พระลักษณ์จึงแผลงศรพาลจันทร์ไป ปรากฎว่า วิรุญมุขถูกข่ายเพชรรัดไว้จนถึงกับนอนกลิ้งอยู่บนพื้นดิน เมื่อถูกจับได้พระลักษณ์จึงถามว่าอินทรชิตอยู่ที่ใด วิรุญมุขตอบว่าอยู่บนรถ พระลักษณ์จึงสั่งให้เอาตัววิรุญมุขไปตระเวนหน้าทัพ สักหน้าเฆี่ยนตี และตระเวนมาถึงหน้าทัพยักษ์แล้วปล่อยตัวไป วิรุญมุขจึงตรงไปหา อินทรชิตกราบที่เท้าแล้วร้องไห้พร้อมเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง อินทรชิตซึ่งอ่านเวทไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโกรธมาก จึงคิดแผนให้ วิรุญมุขแปลงเป็นอินทรชิตออกไปสู้รบกับพระลักษณ์ ส่วนตนจะแอบอยู่ในกลีบเมฆแล้วแผลงศรนาคบาศมากมายเข้าพ่นพิษและมัดกองทัพวานร จนหมดสิ้น กองทัพ
(ห้องที่ 72) พระรามตามมา สมทบทีหลังก็ตกใจที่เห็นทหารวานรต้องศรนาคบาศนอนเกลื่อนกลาด พระลักษณ์ก็โดนมัดตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงยอดอก (ห้องที่ 73) พิเภกจึงแนะนำว่าให้พระรามยิงศรพลายวาตเรียกพญาสุบรรณราชซึ่งเป็นพญาครุฑ เหาะลงมาช่วยไล่จิกตีนาคแตกหนีกระจัดกระจายแทรกแผ่นดินหนีไปจนหมด เหล่าทัพวานรและพระลักษณ์จึงฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ายสารัณทูต
กอง คอยเหตุของกรุงลงกาเห็นพญาครุฑมาไล่พวกนาคหนีไปแล้วพระลักษณ์ที่ต้องศร นาคบาศก็ฟื้นขึ้นมาได้ จึงรีบเข้ามาทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงรีบตามอินทรชิตมาแล้วเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง(ห้องที่ 74-75) อินทรชิตจึงขอลาทศกัณฐ์ไปทำพิธีชุบศรพรหมมาสตร์ของพระอิศวรมีกำหนดสามวันจะ กลับมา ระหว่างนั้นขอให้ทศกัณฐ์ส่งหัวหน้ายักษ์ไปขัดตาทัพไว้ แต่อย่าเอาเรื่องการตายไปแจ้งให้ทราบซึ่งทำให้เสียพิธี แล้วอินทรชิตก็ลาไปตั้งโรงพิธีบริเวณใต้ต้นกร่าง ริมหาดมณีมรกต ใกล้ทะเลสีทันดร และอยู่ในหว่างเขายุคนธร
ใน ระหว่างที่อินทรชิตกำลังทำพิธีชุบศรพรหมมาสตร์ ทศกัณฐ์ได้ส่งกำปั่นออกรบ ซึ่งมาต่อสู้กับหนุมานเป็นทัพหน้าของกองทัพ พระลักษณ์ และในที่สุดกำปั่นก็ตาย ทศกัณฐ์ทราบเรื่องก็ตกใจจนลืมเรื่องที่อินทรชิตสั่งไว้ว่าไม่ให้ผู้ใดมารบก วนระหว่างทำพิธี จึงส่งไวยกาสูรไปบอกข่าวการตายของกำปั่นให้แก่อินทรชิตทราบ และขอให้ อินทรชิตกลับมาสู้กับพระรามต่อไป ฝ่ายอินทรชิตเมื่อทราบเรื่องกำปั่นตายก็รู้สึกโกรธและเสียใจมาก จึงจัดการเสริมกำลังให้ศรพรหมมาสตร์โดยให้จูงแพะดำและโคดำมาผูกไว้ตรงหน้า แล้วอินทรชิตร่ายเวทครบพันจบก็จับฝูงสัตว์ที่มัดไว้ฆ่าตายหมดแล้วเอาถาดทอง รองรับโลหิตให้ศรพรหมมาสตร์สูบกินด้วยฤทธิ์เป็นอันเสร็จพิธี
หลังจาก นั้นอินทรชิตจึงสั่งรุทกาลคนสนิทว่าตนจะใช้เล่ห์กลอุบายแปลงกายเป็นพระ อินทร์ ให้ยักษ์ชื่อการุณราชแปลงเป็นช้างเอราวัณ สารถีที่ขับรถแปลงเป็นควาญท้ายช้าง ส่วนพวกทหารยักษ์ทุกตนให้แปลงเป็นเทพบุตรถืออาวุธกับให้หมู่ประโคมดนตรีแปลง เป็นนางฟ้า จับระบำรำเต้นเล่นไปหน้าช้างเอราวัณ
ฝ่ายพระลักษณ์เห็น พระอินทร์กับเทพบุตรนางฟ้าลอยมาในอากาศจึงถามว่าพระอินทร์เสด็จมาทำไม หนุมานตอบว่า ไม่เคยเห็นมาก่อน และอาจเป็นเล่ห์อุบายของพวกยักษ์ขอเตือนพระลักษณ์ให้ระวังพระองค์ให้จงดี แต่พระลักษณ์กลับตะลึงเพ่งมองดูพระอินทร์และบริวารแปลงอย่างเพลิดเพลินโดยมิ ได้ระวังพระองค์
ฝ่ายอินทรชิตเห็นพระลักษณ์และพวกลิงเคลิบเคลิ้ม จึงแผลงศรพรหมมาสตร์ลงมาที่กองทัพของพระลักษณ์ เหล่าพลลิงทั้งหลายตายกลาดเกลื่อน หนุมานเห็นดังนั้นจึงเหาะขึ้นฟ้าเอาเท้าเหยียบงาช้างเอราวัณแปลง มือซ้ายหักคอช้าง มือขวาชิงศรจากอินทรชิต อินทรชิตจึงใช้คันศรหวดถูกหนุมานกระเด็นไปกับคอช้างสลบอยู่บนพื้นดิน แล้วอินทรชิตก็แปลงกายกลับเป็นยักษ์ดังเดิมแล้วสั่ง สารัญทูตว่า ถ้าพระรามมาเยี่ยมน้องแล้วสลบไปขอให้รีบมารายงาน แล้วตนก็ยกทัพกลับกรุงลงกามารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบที่ท้องพระโรง ทศกัณฐ์ดีใจมากและกล่าวชมเชยอินทรชิต
ฝ่ายพระรามเห็นพลบค่ำแล้วทัพ พระลักษณ์ยังไม่กลับมาอีกทั้งได้ยินเสียงโห่ร้องของพวกยักษ์จากสนามรบ พระราม ชมพูพาน และพิเภกจึงเดินทางไปยังสนามรบแล้วพบพระลักษณ์ต้องศรพรหมมาสตร์นอนสลบอยู่ กับพื้นดิน หนุมานตายติดหัวช้าง เหล่าวานรตายเกลื่อนกลาด ก็ทรงกันแสงด้วยความเสียใจจนสลบไป สารัณทูต
(ห้องที่ 76) กองคอยเหตุเห็นดังนั้นจึงรีบนำความไปทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สั่งนางตรีชาดานำนางสีดาขึ้นบุษบกแก้วจากสวนขวัญเพื่อนำไปเยี่ยมดูศพ พระราม พระลักษณ์ที่สนามรบ เมื่อบุษบกแก้วไปถึงสนามรบก็ร่อนลงจากฟ้าสู่ผืนดิน ทั้งสองนางเดินลงจากบุษบกเห็นหนุมานนอนตายทับหัวช้าง แล้วต่อมาก็เห็นพระรามนอนกอดองค์พระลักษณ์ ซบอยู่กับผืนดิน นางสีดาจึงตรงเข้าไปกอดพระบาทของพระรามและร่ำไห้ นางตรีชาดาจึงปลอบว่า อันบุษบกนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์เปรียบดั่งจักรแก้วมีฤทธิ์ขององค์จักรพรรดิ เป็นที่เสี่ยงทายสำคัญหากหญิงเป็นม่ายแม้ขี่ก็ไม่พาจรขึ้นเวหา นางสีดาจึงเดินไปที่บุษบกแก้วแล้วอธิษฐานว่า หากพระรามสิ้นชีพขอให้บุษบกแก้วอย่าพาข้าขึ้นไปบนชั้นฟ้าได้ เมื่อขึ้นปรากฏว่าบุษบกแก้วก็เลื่อนลอยขึ้นชั้นฟ้าอย่างรวดเร็ว
ภาย หลังที่นางสีดาและตรีชาดาได้มาเยี่ยมพระรามและพระลักษณ์ที่สนามรบแล้วนั่ง บุษบกแก้วกลับไปแล้ว พิเภกซึ่งพระรามใช้ให้ไปเก็บผลไม้ในป่าเพื่อเอามาเลี้ยงพวกลิงทหารกลับมาถึง ค่าย ทราบจากทหารลิงว่าพระรามไปตามพระลักษณ์ที่สนามรบแล้วยังไม่กลับมา พิเภกจึงตรงไปยังสนามรบทันที พบหนุมานนอนทับช้างแต่แน่ใจว่ายังไม่ตายจึงเป่ามนตร์แล้วพ่นเข้าไปในปากหนุ มานจึงฟื้นขึ้นมา หนุมานจึงเล่าเรื่องที่สู้รบกับอินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์มาให้พิเภกฟัง แล้วจึงเดินตามหาพระราม พระลักษณ์ เมื่อพบก็นวดเฟ้นพระรามจนฟื้นแล้วได้สติคืนมา พระรามถามพิเภกว่าจะแก้ไขการณ์นี้อย่างไรดี พิเภกทูลว่า ยาสำหรับแก้ศรพรหมมาสตร์ตนนั้นไม่รู้แน่ชัดแต่ขอให้ถามชมพูพานซึ่งพระอิศวร เคยใช้ให้ไปตรวจสรรพยาทั้งสี่ทวีป
ชมพูพานทูลพระรามว่ายาแก้นี้มีที่ เขาอาวุธ แต่ที่นั่นมีจักรกรดพัดอยู่ไม่หยุดสักเวลา ใครเข้าไปก็จะตายด้วยจักรกรดนั้น แต่พระอิศวรสั่งการไว้ว่า ถ้าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระราม แล้วพระลักษณ์ต้องศรยักษ์ ให้ใช้หนุมานลูกพระพายไปที่เขาอาวุธเพื่อเก็บยามารักษาพระลักษณ์ โดยที่ต้องยกทั้งภูเขามาแล้วเหาะอยู่เหนือลมเพื่อให้ลมพัดเอาละอองยาโชยมา โดนเหล่าทหารวานรและพระลักษณ์ แล้วก็ฟื้นตื่นขึ้นมา(ห้องที่ 77) พระรามดีใจที่พระลักษณ์ตื่นขึ้นมาจึงพากันยกทัพกลับค่ายที่เขามรกต
**ตอนต่อไป วาระสุดท้ายของอินทรชิต**
(ห้องที่ 66) พิเภกทูลพระรามว่าผู้ที่เป็นแม่ทัพยกมาในวันนี้คืออินทรชิตเป็นโอรสของทศ กัณฐ์มีฤทธิ์มากสมควรให้พระลักษณ์ยกทัพออกไปต่อสู้กับ อินทรชิต การสู้รบทั้งวันไม่ปรากฎผลแพ้ชนะจนกระทั่งพลบค่ำต่างฝ่ายต่างยกทัพกลับ พลับพลา
(ห้องที่ 67) อินทรชิตได้มารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบและจะขอไปชุบศรนาคบาศมีกำหนดเจ็ดวัน ระหว่างนั้นขอให้ส่งผู้อื่นไปขัดตาทัพก่อน
(ห้อง ที่ 68) ระหว่างที่อินทรชิตได้ไปทำพิธีเป็นเวลาสามวันทศกัณฐ์ได้ส่งมังกรกัณฐ์เจ้า เมืองโรมคัล ลูกพญาขรมาขัดตาทัพวันรุ่งขึ้นจนกว่าอินทรชิตจะทำพิธีเสร็จ (ห้องที่ 69) พิเภกทูลพระรามว่าพระรามควรออกไปสู้รบด้วยพระองค์เองในวันนี้ ท้ายสุดพระรามยิงศรพรหมมาสตร์ไปตัดเศียรของมังกรกัณฐ์ขาดจากกาย ต่อมาพระรามจึงถามพิเภกว่าเหตุใดวันนี้ อินทรชิตจึงไม่ออกมารบพิเภกจึงทูลว่าบัดนี้อินทรชิตไปซ่อนตัวในโพรงไม้โรทัน ทำพิธีชุบศรนาคบาศอยู่เขาอากาศ ขณะนี้นาคกำลังคายพิษใส่ศร หากครบเจ็ดวันศรจะมีพิษร้ายแรง สามารถเอาชนะได้ทั้งสามโลก คือ โลกสวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกบาดาล ฉะนั้นต้องทำลายพิธีและเฉพาะต้องเป็นหมีกัดต้นโรทันเท่านั้น
(ห้อง ที่ 71) ชามพูวาชจึงขออาสาไปทำลายพิธีด้วยเมื่อชาติก่อนเป็นหมีคอยรับใช้พระอิศวร พระรามจึงยินดีเป็นยิ่งนักและอนุญาต ชามพูวราชจึงเหาะไปยังเขาอากาศแล้วร่ายเวทมนตร์กลายร่างเป็นหมีใหญ่ กระโจนขึ้นกัดต้นไม้โรทันหักสะบั้นลงมา ท้องฟ้าก็มืดด้วยควัน เหล่านาคพากันตกใจนึกว่าครุฑจึงพากันเลื้อยหนีแทรกลงดินหายไปหมด อินทรชิตโกรธมากตามหมีจะฆ่า แต่ชามพูวราชกลายเป็นลิงหนีไป
เมื่อ พิธีถูกทำลาย อินทรชิตตัดสินใจไม่กลับลงกาแต่ตามไปยังสนามรบ (ห้องที่ 70) พบวิรูญมุขลูกของวิรูญจำบังซึ่งทศกัณฐ์ส่งมาขัดทัพภายหลังจากที่มังกรกัณฐ์ ถูกฆ่าตาย อินทรชิตจึงขอเวลาหนึ่งชั่วโมงในการทำพิธีปลุกนาคบาศอยู่บนรถแล้วให้วิรุ ญมุขไปสู้รบก่อน ซึ่งวิรุญมุขมีเวทมนตร์กล้าหาญ กำบังกายหายตัวได้ขี่ม้าถือหอกสุรกานต์เข้าแทงฟันพวกลิงล้มตายเป็นจำนวนมาก
พิเภก แนะนำให้พระลักษณ์แผลงศรเป็นข่ายไปรัดตัววิรุญมุขไว้ พระลักษณ์จึงแผลงศรพาลจันทร์ไป ปรากฎว่า วิรุญมุขถูกข่ายเพชรรัดไว้จนถึงกับนอนกลิ้งอยู่บนพื้นดิน เมื่อถูกจับได้พระลักษณ์จึงถามว่าอินทรชิตอยู่ที่ใด วิรุญมุขตอบว่าอยู่บนรถ พระลักษณ์จึงสั่งให้เอาตัววิรุญมุขไปตระเวนหน้าทัพ สักหน้าเฆี่ยนตี และตระเวนมาถึงหน้าทัพยักษ์แล้วปล่อยตัวไป วิรุญมุขจึงตรงไปหา อินทรชิตกราบที่เท้าแล้วร้องไห้พร้อมเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง อินทรชิตซึ่งอ่านเวทไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงโกรธมาก จึงคิดแผนให้ วิรุญมุขแปลงเป็นอินทรชิตออกไปสู้รบกับพระลักษณ์ ส่วนตนจะแอบอยู่ในกลีบเมฆแล้วแผลงศรนาคบาศมากมายเข้าพ่นพิษและมัดกองทัพวานร จนหมดสิ้น กองทัพ
(ห้องที่ 72) พระรามตามมา สมทบทีหลังก็ตกใจที่เห็นทหารวานรต้องศรนาคบาศนอนเกลื่อนกลาด พระลักษณ์ก็โดนมัดตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงยอดอก (ห้องที่ 73) พิเภกจึงแนะนำว่าให้พระรามยิงศรพลายวาตเรียกพญาสุบรรณราชซึ่งเป็นพญาครุฑ เหาะลงมาช่วยไล่จิกตีนาคแตกหนีกระจัดกระจายแทรกแผ่นดินหนีไปจนหมด เหล่าทัพวานรและพระลักษณ์จึงฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ายสารัณทูต
กอง คอยเหตุของกรุงลงกาเห็นพญาครุฑมาไล่พวกนาคหนีไปแล้วพระลักษณ์ที่ต้องศร นาคบาศก็ฟื้นขึ้นมาได้ จึงรีบเข้ามาทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงรีบตามอินทรชิตมาแล้วเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ฟัง(ห้องที่ 74-75) อินทรชิตจึงขอลาทศกัณฐ์ไปทำพิธีชุบศรพรหมมาสตร์ของพระอิศวรมีกำหนดสามวันจะ กลับมา ระหว่างนั้นขอให้ทศกัณฐ์ส่งหัวหน้ายักษ์ไปขัดตาทัพไว้ แต่อย่าเอาเรื่องการตายไปแจ้งให้ทราบซึ่งทำให้เสียพิธี แล้วอินทรชิตก็ลาไปตั้งโรงพิธีบริเวณใต้ต้นกร่าง ริมหาดมณีมรกต ใกล้ทะเลสีทันดร และอยู่ในหว่างเขายุคนธร
ใน ระหว่างที่อินทรชิตกำลังทำพิธีชุบศรพรหมมาสตร์ ทศกัณฐ์ได้ส่งกำปั่นออกรบ ซึ่งมาต่อสู้กับหนุมานเป็นทัพหน้าของกองทัพ พระลักษณ์ และในที่สุดกำปั่นก็ตาย ทศกัณฐ์ทราบเรื่องก็ตกใจจนลืมเรื่องที่อินทรชิตสั่งไว้ว่าไม่ให้ผู้ใดมารบก วนระหว่างทำพิธี จึงส่งไวยกาสูรไปบอกข่าวการตายของกำปั่นให้แก่อินทรชิตทราบ และขอให้ อินทรชิตกลับมาสู้กับพระรามต่อไป ฝ่ายอินทรชิตเมื่อทราบเรื่องกำปั่นตายก็รู้สึกโกรธและเสียใจมาก จึงจัดการเสริมกำลังให้ศรพรหมมาสตร์โดยให้จูงแพะดำและโคดำมาผูกไว้ตรงหน้า แล้วอินทรชิตร่ายเวทครบพันจบก็จับฝูงสัตว์ที่มัดไว้ฆ่าตายหมดแล้วเอาถาดทอง รองรับโลหิตให้ศรพรหมมาสตร์สูบกินด้วยฤทธิ์เป็นอันเสร็จพิธี
หลังจาก นั้นอินทรชิตจึงสั่งรุทกาลคนสนิทว่าตนจะใช้เล่ห์กลอุบายแปลงกายเป็นพระ อินทร์ ให้ยักษ์ชื่อการุณราชแปลงเป็นช้างเอราวัณ สารถีที่ขับรถแปลงเป็นควาญท้ายช้าง ส่วนพวกทหารยักษ์ทุกตนให้แปลงเป็นเทพบุตรถืออาวุธกับให้หมู่ประโคมดนตรีแปลง เป็นนางฟ้า จับระบำรำเต้นเล่นไปหน้าช้างเอราวัณ
ฝ่ายพระลักษณ์เห็น พระอินทร์กับเทพบุตรนางฟ้าลอยมาในอากาศจึงถามว่าพระอินทร์เสด็จมาทำไม หนุมานตอบว่า ไม่เคยเห็นมาก่อน และอาจเป็นเล่ห์อุบายของพวกยักษ์ขอเตือนพระลักษณ์ให้ระวังพระองค์ให้จงดี แต่พระลักษณ์กลับตะลึงเพ่งมองดูพระอินทร์และบริวารแปลงอย่างเพลิดเพลินโดยมิ ได้ระวังพระองค์
ฝ่ายอินทรชิตเห็นพระลักษณ์และพวกลิงเคลิบเคลิ้ม จึงแผลงศรพรหมมาสตร์ลงมาที่กองทัพของพระลักษณ์ เหล่าพลลิงทั้งหลายตายกลาดเกลื่อน หนุมานเห็นดังนั้นจึงเหาะขึ้นฟ้าเอาเท้าเหยียบงาช้างเอราวัณแปลง มือซ้ายหักคอช้าง มือขวาชิงศรจากอินทรชิต อินทรชิตจึงใช้คันศรหวดถูกหนุมานกระเด็นไปกับคอช้างสลบอยู่บนพื้นดิน แล้วอินทรชิตก็แปลงกายกลับเป็นยักษ์ดังเดิมแล้วสั่ง สารัญทูตว่า ถ้าพระรามมาเยี่ยมน้องแล้วสลบไปขอให้รีบมารายงาน แล้วตนก็ยกทัพกลับกรุงลงกามารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบที่ท้องพระโรง ทศกัณฐ์ดีใจมากและกล่าวชมเชยอินทรชิต
ฝ่ายพระรามเห็นพลบค่ำแล้วทัพ พระลักษณ์ยังไม่กลับมาอีกทั้งได้ยินเสียงโห่ร้องของพวกยักษ์จากสนามรบ พระราม ชมพูพาน และพิเภกจึงเดินทางไปยังสนามรบแล้วพบพระลักษณ์ต้องศรพรหมมาสตร์นอนสลบอยู่ กับพื้นดิน หนุมานตายติดหัวช้าง เหล่าวานรตายเกลื่อนกลาด ก็ทรงกันแสงด้วยความเสียใจจนสลบไป สารัณทูต
(ห้องที่ 76) กองคอยเหตุเห็นดังนั้นจึงรีบนำความไปทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สั่งนางตรีชาดานำนางสีดาขึ้นบุษบกแก้วจากสวนขวัญเพื่อนำไปเยี่ยมดูศพ พระราม พระลักษณ์ที่สนามรบ เมื่อบุษบกแก้วไปถึงสนามรบก็ร่อนลงจากฟ้าสู่ผืนดิน ทั้งสองนางเดินลงจากบุษบกเห็นหนุมานนอนตายทับหัวช้าง แล้วต่อมาก็เห็นพระรามนอนกอดองค์พระลักษณ์ ซบอยู่กับผืนดิน นางสีดาจึงตรงเข้าไปกอดพระบาทของพระรามและร่ำไห้ นางตรีชาดาจึงปลอบว่า อันบุษบกนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์เปรียบดั่งจักรแก้วมีฤทธิ์ขององค์จักรพรรดิ เป็นที่เสี่ยงทายสำคัญหากหญิงเป็นม่ายแม้ขี่ก็ไม่พาจรขึ้นเวหา นางสีดาจึงเดินไปที่บุษบกแก้วแล้วอธิษฐานว่า หากพระรามสิ้นชีพขอให้บุษบกแก้วอย่าพาข้าขึ้นไปบนชั้นฟ้าได้ เมื่อขึ้นปรากฏว่าบุษบกแก้วก็เลื่อนลอยขึ้นชั้นฟ้าอย่างรวดเร็ว
ภาย หลังที่นางสีดาและตรีชาดาได้มาเยี่ยมพระรามและพระลักษณ์ที่สนามรบแล้วนั่ง บุษบกแก้วกลับไปแล้ว พิเภกซึ่งพระรามใช้ให้ไปเก็บผลไม้ในป่าเพื่อเอามาเลี้ยงพวกลิงทหารกลับมาถึง ค่าย ทราบจากทหารลิงว่าพระรามไปตามพระลักษณ์ที่สนามรบแล้วยังไม่กลับมา พิเภกจึงตรงไปยังสนามรบทันที พบหนุมานนอนทับช้างแต่แน่ใจว่ายังไม่ตายจึงเป่ามนตร์แล้วพ่นเข้าไปในปากหนุ มานจึงฟื้นขึ้นมา หนุมานจึงเล่าเรื่องที่สู้รบกับอินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์มาให้พิเภกฟัง แล้วจึงเดินตามหาพระราม พระลักษณ์ เมื่อพบก็นวดเฟ้นพระรามจนฟื้นแล้วได้สติคืนมา พระรามถามพิเภกว่าจะแก้ไขการณ์นี้อย่างไรดี พิเภกทูลว่า ยาสำหรับแก้ศรพรหมมาสตร์ตนนั้นไม่รู้แน่ชัดแต่ขอให้ถามชมพูพานซึ่งพระอิศวร เคยใช้ให้ไปตรวจสรรพยาทั้งสี่ทวีป
ชมพูพานทูลพระรามว่ายาแก้นี้มีที่ เขาอาวุธ แต่ที่นั่นมีจักรกรดพัดอยู่ไม่หยุดสักเวลา ใครเข้าไปก็จะตายด้วยจักรกรดนั้น แต่พระอิศวรสั่งการไว้ว่า ถ้าพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นพระราม แล้วพระลักษณ์ต้องศรยักษ์ ให้ใช้หนุมานลูกพระพายไปที่เขาอาวุธเพื่อเก็บยามารักษาพระลักษณ์ โดยที่ต้องยกทั้งภูเขามาแล้วเหาะอยู่เหนือลมเพื่อให้ลมพัดเอาละอองยาโชยมา โดนเหล่าทหารวานรและพระลักษณ์ แล้วก็ฟื้นตื่นขึ้นมา(ห้องที่ 77) พระรามดีใจที่พระลักษณ์ตื่นขึ้นมาจึงพากันยกทัพกลับค่ายที่เขามรกต
**ตอนต่อไป วาระสุดท้ายของอินทรชิต**
ตอนที่ 25 ศึกกุมภกรรณ
ภายหลังที่ทศกัณฐ์ได้รับทราบรายงาน จากตรีทัพเมฆนาทเรื่องพญาไมยราพถูกหนุมานฆ่าตายแล้ว ทศกัณฐ์จึงมองหาตัวผู้ที่สมควรเป็นแม่ทัพใหญ่ และเห็นว่าผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือ กุมภกรรณน้องชายของตน มีหอกโมขศักดิ์เป็นอาวุธสำคัญทั้งได้พรจากองค์พระพรหม และมีฤทธิ์เดช กล้าหาญ จึงเรียกมาพบและแจ้งว่าใคร่จะให้น้องไปยกทัพต่อสู้กับข้าศึก
ใน ขั้นต้นกุมภกรรณได้พยายามทัดทานและบอกเหตุผลของศึกสงครามนี้มาจากเพียงพี่ไป ลักนางสีดามา มิใช่สงครามชิงบ้านชิงเมือง ขอให้พี่ส่งนางสีดาคืนแก่พระรามไปเถิด ทศกัณฐ์ว่าไม่สามารถทำได้หรอก เมื่อครั้งนางสำมนักขาไปเที่ยวป่าถูกตัดมือตัดเท้า ต่อมา ทูต ขร ตรีเศียรก็ถูกพระรามฆ่าตาย แล้วยังส่งหนุมานมาหักสวนขวัญ ฆ่าสหัสกุมารตาย อีกทั้งส่งองคตมาสื่อสารเจรจาหยาบคายก้าวร้าว ตลอดจนส่งสุครีพมาหักฉัตรก็แสดงความหยาบช้าอย่างแสนสาหัส กุมภกรรณเห็นว่าทัดทานไปทศกัณฐ์ยิ่งทรงกริ้วจึงรับปากจะยกทัพออกรบตามพี่ขอ
(ห้อง ที่ 57) กุมภกรรณเมื่อยกทัพออกไป พิเภกทูลพระรามว่าตนขอออกไปเจรจาห้ามทัพแต่ไม่เป็นผลสำเร็จอีกทั้งฝากปริศนา ไปยังพระรามว่า “คือชีโฉดหญิงโหดมารยา ช้างงารีทรชน” พระรามไม่อาจไขปริศนาได้จึงส่งองคตมาล้วงความหมายของปริศนา องคตม้วนหางต่างที่นั่งสูงเสมอกับกุมภกรรณที่นั่งอยู่บนรถทรง เจรจาความอย่างอ่อนหวาน จนรู้ว่า “ช้างงารีคือทศกัณฐ์ ชีโฉดคือพระราม หญิงโหดคือนางสำมนักขา ส่วนทรชนคนชั่วคือพิเภกนั่นเอง
พิเภก จึงทูลให้พระรามส่งสุครีพออกรบ แม้ (ห้องที่ 58) สุครีพจะมีพละกำลังมากกว่ากุมภกรรณ แต่ด้วยเล่ห์กลที่กุมภกรรณเหนือชั้นกว่า ทำให้สุครีพพลาดท่าเสียที ถูกกุมภกรรณตีด้วยคทาแล้วจับเอาตัวไปได้ กล่าวคือกุมภกรรณสร้างอุบายลวงให้สุครีพหมดแรงก่อนด้วยการท้าให้สุครีพไปถอน ต้นรังในทวีปอุดรเพื่อแสดงกำลังให้เห็นก่อนว่าเหมาะสมจะมาสู้กับ กุมภกรรณหรือไม่ สุครีพไม่รู้ว่าเป็นกลลวงเมื่อไปถอนต้นรังกลับมากำลังก็หย่อนลงเสียแล้ว กุมภกรรณจึงรีบเข้ารุกไล่ สุครีพทันที เมื่อสุครีพพ่ายแพ้ พวกทหารลิงรีบมารายงานพระราม พระรามจึงให้หนุมานรีบไปช่วยไว้ได้ทัน
(ห้อง ที่ 59) ภายหลังที่กุมภกรรณเสียทีแก่หนุมานและสุครีพ จึงรีบกลับเข้าวังรายงานให้ทศกัณฐ์ทราบและแจ้งว่าตนจะไปทำพิธีลับหอกโมกข ศักดิ์ที่ริมน้ำเชิงเขาพระสุเมรุซึ่งหากลับเสร็จทั้งห้าคมหอกก็จะมีฤทธิ์มาก มายปราบได้ถึงสวรรค์ชั้นสิบหก ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้ แต่พิธีนี้ต้องใช้เวลาสี่คืน ในเช้าวันรุ่งขึ้นพระรามสงสัยว่าเหตุใดกุมภกรรณไม่ยกทัพมารบ พิเภกจึงทูลว่ากุมภกรรณกำลังประกอบพิธีลับหอกโมขศักดิ์ ควรส่งคนไปทำลายพิธีนี้ และด้วยความที่กุมภกรรณเป็นคนรักความสะอาด ชอบแต่กลิ่นหอมไม่สามารถทนต่อสิ่งที่เน่าเหม็นได้ จึงควรให้หนุมานและองคตแปลงเป็นกาจิกหมาเน่าลอยน้ำเข้าไปใกล้กุมภกรรณ และเป็นจริงดั่งพิเภกว่าเมื่อหนุมานและองคตนิมิตกายเข้าไปใกล้ ปรากฏว่ากุมภกรรณก็อาเจียน รู้สึกคลื่นไส้เวียนศีรษะลับหอกไม่ได้ และล้มเลิกพิธีลับหอกไป กลับเข้าวังเล่าให้ทศกัณฐ์ฟัง ทศกัณฐ์คิดว่าการที่มีหมาเน่าลอยน้ำมาบริเวณริมฝั่งมหาสมุทรใหญ่เรียกว่า สีทันดร นั้นไม่น่าเป็นไปได้ และคิดว่าคงเป็นอุบายที่พิเภกบอกให้พวกลิงทำเพื่อมาล้มล้างพิธี
(ห้อง ที่ 60) วันรุ่งขึ้นกุมภกรรณออกรบ พิเภกแนะนำพระรามให้ส่งพระลักษณ์และสุครีพไปออกรบ การสู้เป็นไปอย่างอุตลุดและอลวนของเหล่าทหารยักษ์และเหล่าทหารลิง แต่พระลักษณ์พลาดท่าถูกหอกโมกขศักดิ์ที่กุมภกรรณกวัดแกว่งและพุ่งเข้าที่ หน้าอก เหล่าทหารลิงไปประคองแล้วพวกหนุมาน องคต และสิบแปดมงกุฎถ่าโถมเข้าไล่กุมภกรรณจนเวลาพลบค่ำกุมภกรรณยกทัพกลับลงกา สุครีพเรียกนิลนนให้รีบไปแจ้งพระรามเรื่องพระลักษณ์ต้องหอก พระรามเดินทางมาพร้อมกับพิเภกเห็นพระลักษณ์ต้องหอกก็ร้องไห้ไม่เป็นสมประดี
(ห้อง ที่ 61) พิเภกทูลว่าพระลักษณ์ยังไม่ตายจนกว่าตะวันส่องแสงขอให้หนุมานไปหยุดรถพระ อาทิตย์แล้วรีบไปเก็บเอายาสังกรณีกับตรีชวา ที่ภูเขาสรรพยากับน้ำจากแม่น้ำปัญจมหานทีก็สามารถแก้ได้และหอกจะหลุดไป พระรามจึงสั่งการ หนุมานตามคำแนะนำของพิเภกหนุมานรีบไปขอให้พระอาทิตย์หยุดรถแต่พระอาทิตย์ หยุดไม่ได้เพราะเป็นจักรราศีแต่จะหลบเข้ากลีบเมฆเพื่อไม่ให้แสงส่องหอกโมกข ศักดิ์ได้ หนุมานจึงรีบไปยังเขาสรรพยา ร้องเรียกสังกรณีกับตรีชวา ปีนป่ายขึ้นลงบนยอดเขาบ้าง ตีนเขาบ้าง หนุมานจึงนิมิตร่างใหญ่เท่าเขาแล้วโอบรอบขุนเขา ค่อยๆไล่ป่ายจับตามเสียงร้องจนถึงยอดเขาก็เก็บเอาสังกรณีกับตรีชวามาได้ จึงรีบไปเข้าเฝ้าพระพรตและพระสัตรุดที่กรุงอโยธยาแล้วเล่าความให้ฟัง
พระ พรตและพระสัตรุดฝากบอกพระรามว่า อยู่เฝ้าเมืองเหมือนนอนอยู่บนกองไฟ อยากช่วยไปปราบยักษ์ก็เกรงจะขัดคำบัญชาของพระรามแล้วมอบขวดใส่น้ำปัญจมหานที ให้ เมื่อครบแล้วหนุมานรีบเหาะกลับมาเอาให้พิเภกเพื่อทำการบดทำยาป้ายและเป่า มนตร์ไปที่แผล หอกโมกขศักดิ์ก็หลุดออกมาแผลหายอย่างไม่มีร่องรอย แล้วพระลักษณ์ก็ฟื้นคืนสติ พระรามยินดีเป็นยิ่งนัก จึงพากันยกทัพกลับเขามรกต
(ห้องที่ 62) กุมภกรรณเมื่อรู้ข่าวว่าพระลักษณ์ฟื้นจากหอกโมกขศักดิ์ ก็หาวิธีใหม่ โดยเนรมิตร่างกายใหญ่โตนอนขวางแม่น้ำไม่ให้ไหลไปถึงเขามรกตอันเป็นที่ตั้ง ของทัพพระรามเพื่อให้กองทัพพระรามอดน้ำตาย แล้วใช้ให้นางคันธมาลีกับนางกำนัลสี่คนทำหน้าที่เก็บดอกไม้หอมไปถวายทุกวัน
(ห้อง ที่ 63) พิเภกใช้ให้ หนุมานไปทำลายพิธีแต่ไม่รู้ว่ากุมภกรรณทำพิธีที่ใดต้องไปสืบ หนุมานจึงแปลงกายเป็นนางกำนัลปะปนเข้าไปในวัง ได้ทราบว่ามีเพียงนางคันธมาลีและนางกำนัลสี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ากุมภกรรณ อยู่ที่ใด เมื่อรู้ดังนั้นจึงแปลงกายเป็นนกอินทรีบินอยู่เหนือวังพอเห็นนางคันธมาลีก็ ร่อนลงโฉบจับนางบินขึ้นไปบนฟ้าแล้วฆ่าตายเสียจึงแปลงร่างเป็นนางคันธมาลีไป เก็บดอกไม้กับนางกำนัลทั้งสี่ เมื่อไปถึงริมฝั่งที่กุมภกรรณทดน้ำก็กลายร่างคืนเป็น หนุมานดำลงไปใต้น้ำชักตรีเพชรทิ่มแทงกุมภกรรณจนไม่อาจนอนนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงชักคทาประจำกายมาสู้รบกับหนุมาน แต่สู้ไม่ได้แล้วต้องหนีกลับกรุงลงกากลับมารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบ ทศกัณฐ์กล่าวว่าที่ข้าศึกทำได้นี้เพราะพิเภกบอกอุบายให้ ดังนั้นในการที่กุมภกรรณจะออกไปรบในวันพรุ่งนี้ขอให้ฆ่าพิเภกเสียเพื่อจะได้ ไม่เป็นไส้ศึก บอกการตื้นลึกให้แก่พระรามต่อไป
(ห้องที่ 64) ในการออบรบในวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ามีลางร้ายสารพัดแล้วท้ายสุดเมื่อกุมภกรรณ ออกรบกับพระรามก็ถูกพระรามแผลงศรพรหมมาสตร์ฆ่าตายก่อนสิ้นใจกุมภกรรณเห็น ร่างพระรามคือองค์พระนารายณ์อวตาร จึงทูลขอขมาและสำนึกผิดจึงขอให้พระองค์ช่วยส่งไปสวรรค์ชั้นฟ้ากับขอฝากพิเภก ผู้เป็นน้องชายด้วย ฝ่ายพิเภกเห็นพี่ชายตายก็เข้ากอดศพไว้แล้วรำพันถึงกุมภกรรณด้วยประการต่างๆ แล้วสะอื้นซบหน้าลงจนสิ้นสมประดี
*-*ตอนต่อไป ศึกอินทรชิต*-*
ใน ขั้นต้นกุมภกรรณได้พยายามทัดทานและบอกเหตุผลของศึกสงครามนี้มาจากเพียงพี่ไป ลักนางสีดามา มิใช่สงครามชิงบ้านชิงเมือง ขอให้พี่ส่งนางสีดาคืนแก่พระรามไปเถิด ทศกัณฐ์ว่าไม่สามารถทำได้หรอก เมื่อครั้งนางสำมนักขาไปเที่ยวป่าถูกตัดมือตัดเท้า ต่อมา ทูต ขร ตรีเศียรก็ถูกพระรามฆ่าตาย แล้วยังส่งหนุมานมาหักสวนขวัญ ฆ่าสหัสกุมารตาย อีกทั้งส่งองคตมาสื่อสารเจรจาหยาบคายก้าวร้าว ตลอดจนส่งสุครีพมาหักฉัตรก็แสดงความหยาบช้าอย่างแสนสาหัส กุมภกรรณเห็นว่าทัดทานไปทศกัณฐ์ยิ่งทรงกริ้วจึงรับปากจะยกทัพออกรบตามพี่ขอ
(ห้อง ที่ 57) กุมภกรรณเมื่อยกทัพออกไป พิเภกทูลพระรามว่าตนขอออกไปเจรจาห้ามทัพแต่ไม่เป็นผลสำเร็จอีกทั้งฝากปริศนา ไปยังพระรามว่า “คือชีโฉดหญิงโหดมารยา ช้างงารีทรชน” พระรามไม่อาจไขปริศนาได้จึงส่งองคตมาล้วงความหมายของปริศนา องคตม้วนหางต่างที่นั่งสูงเสมอกับกุมภกรรณที่นั่งอยู่บนรถทรง เจรจาความอย่างอ่อนหวาน จนรู้ว่า “ช้างงารีคือทศกัณฐ์ ชีโฉดคือพระราม หญิงโหดคือนางสำมนักขา ส่วนทรชนคนชั่วคือพิเภกนั่นเอง
พิเภก จึงทูลให้พระรามส่งสุครีพออกรบ แม้ (ห้องที่ 58) สุครีพจะมีพละกำลังมากกว่ากุมภกรรณ แต่ด้วยเล่ห์กลที่กุมภกรรณเหนือชั้นกว่า ทำให้สุครีพพลาดท่าเสียที ถูกกุมภกรรณตีด้วยคทาแล้วจับเอาตัวไปได้ กล่าวคือกุมภกรรณสร้างอุบายลวงให้สุครีพหมดแรงก่อนด้วยการท้าให้สุครีพไปถอน ต้นรังในทวีปอุดรเพื่อแสดงกำลังให้เห็นก่อนว่าเหมาะสมจะมาสู้กับ กุมภกรรณหรือไม่ สุครีพไม่รู้ว่าเป็นกลลวงเมื่อไปถอนต้นรังกลับมากำลังก็หย่อนลงเสียแล้ว กุมภกรรณจึงรีบเข้ารุกไล่ สุครีพทันที เมื่อสุครีพพ่ายแพ้ พวกทหารลิงรีบมารายงานพระราม พระรามจึงให้หนุมานรีบไปช่วยไว้ได้ทัน
(ห้อง ที่ 59) ภายหลังที่กุมภกรรณเสียทีแก่หนุมานและสุครีพ จึงรีบกลับเข้าวังรายงานให้ทศกัณฐ์ทราบและแจ้งว่าตนจะไปทำพิธีลับหอกโมกข ศักดิ์ที่ริมน้ำเชิงเขาพระสุเมรุซึ่งหากลับเสร็จทั้งห้าคมหอกก็จะมีฤทธิ์มาก มายปราบได้ถึงสวรรค์ชั้นสิบหก ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้ แต่พิธีนี้ต้องใช้เวลาสี่คืน ในเช้าวันรุ่งขึ้นพระรามสงสัยว่าเหตุใดกุมภกรรณไม่ยกทัพมารบ พิเภกจึงทูลว่ากุมภกรรณกำลังประกอบพิธีลับหอกโมขศักดิ์ ควรส่งคนไปทำลายพิธีนี้ และด้วยความที่กุมภกรรณเป็นคนรักความสะอาด ชอบแต่กลิ่นหอมไม่สามารถทนต่อสิ่งที่เน่าเหม็นได้ จึงควรให้หนุมานและองคตแปลงเป็นกาจิกหมาเน่าลอยน้ำเข้าไปใกล้กุมภกรรณ และเป็นจริงดั่งพิเภกว่าเมื่อหนุมานและองคตนิมิตกายเข้าไปใกล้ ปรากฏว่ากุมภกรรณก็อาเจียน รู้สึกคลื่นไส้เวียนศีรษะลับหอกไม่ได้ และล้มเลิกพิธีลับหอกไป กลับเข้าวังเล่าให้ทศกัณฐ์ฟัง ทศกัณฐ์คิดว่าการที่มีหมาเน่าลอยน้ำมาบริเวณริมฝั่งมหาสมุทรใหญ่เรียกว่า สีทันดร นั้นไม่น่าเป็นไปได้ และคิดว่าคงเป็นอุบายที่พิเภกบอกให้พวกลิงทำเพื่อมาล้มล้างพิธี
(ห้อง ที่ 60) วันรุ่งขึ้นกุมภกรรณออกรบ พิเภกแนะนำพระรามให้ส่งพระลักษณ์และสุครีพไปออกรบ การสู้เป็นไปอย่างอุตลุดและอลวนของเหล่าทหารยักษ์และเหล่าทหารลิง แต่พระลักษณ์พลาดท่าถูกหอกโมกขศักดิ์ที่กุมภกรรณกวัดแกว่งและพุ่งเข้าที่ หน้าอก เหล่าทหารลิงไปประคองแล้วพวกหนุมาน องคต และสิบแปดมงกุฎถ่าโถมเข้าไล่กุมภกรรณจนเวลาพลบค่ำกุมภกรรณยกทัพกลับลงกา สุครีพเรียกนิลนนให้รีบไปแจ้งพระรามเรื่องพระลักษณ์ต้องหอก พระรามเดินทางมาพร้อมกับพิเภกเห็นพระลักษณ์ต้องหอกก็ร้องไห้ไม่เป็นสมประดี
(ห้อง ที่ 61) พิเภกทูลว่าพระลักษณ์ยังไม่ตายจนกว่าตะวันส่องแสงขอให้หนุมานไปหยุดรถพระ อาทิตย์แล้วรีบไปเก็บเอายาสังกรณีกับตรีชวา ที่ภูเขาสรรพยากับน้ำจากแม่น้ำปัญจมหานทีก็สามารถแก้ได้และหอกจะหลุดไป พระรามจึงสั่งการ หนุมานตามคำแนะนำของพิเภกหนุมานรีบไปขอให้พระอาทิตย์หยุดรถแต่พระอาทิตย์ หยุดไม่ได้เพราะเป็นจักรราศีแต่จะหลบเข้ากลีบเมฆเพื่อไม่ให้แสงส่องหอกโมกข ศักดิ์ได้ หนุมานจึงรีบไปยังเขาสรรพยา ร้องเรียกสังกรณีกับตรีชวา ปีนป่ายขึ้นลงบนยอดเขาบ้าง ตีนเขาบ้าง หนุมานจึงนิมิตร่างใหญ่เท่าเขาแล้วโอบรอบขุนเขา ค่อยๆไล่ป่ายจับตามเสียงร้องจนถึงยอดเขาก็เก็บเอาสังกรณีกับตรีชวามาได้ จึงรีบไปเข้าเฝ้าพระพรตและพระสัตรุดที่กรุงอโยธยาแล้วเล่าความให้ฟัง
พระ พรตและพระสัตรุดฝากบอกพระรามว่า อยู่เฝ้าเมืองเหมือนนอนอยู่บนกองไฟ อยากช่วยไปปราบยักษ์ก็เกรงจะขัดคำบัญชาของพระรามแล้วมอบขวดใส่น้ำปัญจมหานที ให้ เมื่อครบแล้วหนุมานรีบเหาะกลับมาเอาให้พิเภกเพื่อทำการบดทำยาป้ายและเป่า มนตร์ไปที่แผล หอกโมกขศักดิ์ก็หลุดออกมาแผลหายอย่างไม่มีร่องรอย แล้วพระลักษณ์ก็ฟื้นคืนสติ พระรามยินดีเป็นยิ่งนัก จึงพากันยกทัพกลับเขามรกต
(ห้องที่ 62) กุมภกรรณเมื่อรู้ข่าวว่าพระลักษณ์ฟื้นจากหอกโมกขศักดิ์ ก็หาวิธีใหม่ โดยเนรมิตร่างกายใหญ่โตนอนขวางแม่น้ำไม่ให้ไหลไปถึงเขามรกตอันเป็นที่ตั้ง ของทัพพระรามเพื่อให้กองทัพพระรามอดน้ำตาย แล้วใช้ให้นางคันธมาลีกับนางกำนัลสี่คนทำหน้าที่เก็บดอกไม้หอมไปถวายทุกวัน
(ห้อง ที่ 63) พิเภกใช้ให้ หนุมานไปทำลายพิธีแต่ไม่รู้ว่ากุมภกรรณทำพิธีที่ใดต้องไปสืบ หนุมานจึงแปลงกายเป็นนางกำนัลปะปนเข้าไปในวัง ได้ทราบว่ามีเพียงนางคันธมาลีและนางกำนัลสี่คนเท่านั้นที่รู้ว่ากุมภกรรณ อยู่ที่ใด เมื่อรู้ดังนั้นจึงแปลงกายเป็นนกอินทรีบินอยู่เหนือวังพอเห็นนางคันธมาลีก็ ร่อนลงโฉบจับนางบินขึ้นไปบนฟ้าแล้วฆ่าตายเสียจึงแปลงร่างเป็นนางคันธมาลีไป เก็บดอกไม้กับนางกำนัลทั้งสี่ เมื่อไปถึงริมฝั่งที่กุมภกรรณทดน้ำก็กลายร่างคืนเป็น หนุมานดำลงไปใต้น้ำชักตรีเพชรทิ่มแทงกุมภกรรณจนไม่อาจนอนนิ่งเฉยอยู่ได้ จึงชักคทาประจำกายมาสู้รบกับหนุมาน แต่สู้ไม่ได้แล้วต้องหนีกลับกรุงลงกากลับมารายงานให้ทศกัณฐ์ทราบ ทศกัณฐ์กล่าวว่าที่ข้าศึกทำได้นี้เพราะพิเภกบอกอุบายให้ ดังนั้นในการที่กุมภกรรณจะออกไปรบในวันพรุ่งนี้ขอให้ฆ่าพิเภกเสียเพื่อจะได้ ไม่เป็นไส้ศึก บอกการตื้นลึกให้แก่พระรามต่อไป
(ห้องที่ 64) ในการออบรบในวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ามีลางร้ายสารพัดแล้วท้ายสุดเมื่อกุมภกรรณ ออกรบกับพระรามก็ถูกพระรามแผลงศรพรหมมาสตร์ฆ่าตายก่อนสิ้นใจกุมภกรรณเห็น ร่างพระรามคือองค์พระนารายณ์อวตาร จึงทูลขอขมาและสำนึกผิดจึงขอให้พระองค์ช่วยส่งไปสวรรค์ชั้นฟ้ากับขอฝากพิเภก ผู้เป็นน้องชายด้วย ฝ่ายพิเภกเห็นพี่ชายตายก็เข้ากอดศพไว้แล้วรำพันถึงกุมภกรรณด้วยประการต่างๆ แล้วสะอื้นซบหน้าลงจนสิ้นสมประดี
*-*ตอนต่อไป ศึกอินทรชิต*-*
ตอนที่ 24 ไมยราพสะกดทัพ
เมื่อพญาไมยราพเดินทางมาจนถึงเขา วงกตแลเห็นปราการสูงใหญ่ แต่กลับไม่เห็นพลับพลา จึงแปลงร่างเป็นลิงน้อยเดินปะปนไปกับหมู่ทหารลิงแล้วลอบฟังหมู่ทหารลิงคุย กันเรื่องพระรามกำลังเคราะห์ร้ายและจะพ้นเคราะห์เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ได้ความดังนั้นไมยราพจึงเดินหลีกออกมาจนลับตาจากเหล่าทหารลิง ก็กลับกลายเป็นยักษ์แล้วเหาะไปที่เขาโสลาสคีรียืนอยู่บนยอดเขาและจับกล้อง ปัจธำมราชขึ้นกวัดแกว่งทำให้เกิดแสงสว่างเหมือนดาวประกาย ฝ่ายพวกลิงที่เฝ้ารักษาพระรามเข้าใจว่าเป็นดวงดาวประกายจริงจึงพูดต่อๆกันไป ว่าพระรามพ้นเคราะห์แล้ว จึงพากันหลับนอนละเลยไม่ตรวจตราตามหน้าที่
พญา ไมยราพเห็นดังนั้นจึงเอายาสะกดใส่กล้องแล้วเป่าไปทำให้เหล่าวานรทั้งหลาย หลับสนิท แล้วไมยราพก็ เดินต่อไปถึงปากหนุมานเห็นสุครีพและหนุมานนั่งหลับจึงเดินเข้าไปในปากหนุมาน เห็นพวกลิงนอนหลับทับกัน เหลือแต่พิเภกและพระลักษณ์ซึ่งนั่งเฝ้าพระรามอยู่ ไมยราพจึงหมอบเข้าไปแล้วเอายาสะกดใส่กล้องแล้วร่ายพระเวทและกลั้นใจเป่าซ้ำ ไปอีกสามทีทำให้พิเภก พระราม และพระลักษณ์หลับไหลไปแล้วพญาไมยราพก็ช้อนเอาพระรามขึ้นใส่เหนือบ่าแล้วออก มาจากปากหนุมานแล้วรีบแทรกแผ่นดินกลับไปเมืองบาดาล
เมื่อถึงเมือง บาดาลก็สั่งอำมาตย์ยักษ์ให้รีบเอาพระรามไปใส่ไว้ในกรงเหล็กที่ดงตาลและให้ พวกยักษ์เฝ้า พร้อมกันนั้นได้สั่งนางพิรากวนตักน้ำใส่ที่กระทะใหญ่ซึ่งตั้งไว้ที่หน้าพระ ลานและในรุ่งเช้าจะได้จัดการต้มพระรามและไวยวิก ลูกนางพิรากวนให้ตายพร้อมกัน ฝ่ายหนุมานเมื่อต้องยาสะกดของไมยราพก็หลับไม่ได้สติ ครั้นถูกลมพัดก็ตื่นฟื้นกายเห็นไม่พบพระรามก็รีบปลุกพระลักษณ์ พิเภกและสุครีพ
(ห้องที่ 54) หนุมานจึงอาสาไปไปช่วยพระรามที่เมืองบาดาลตามที่พิเภกแนะนำ คือ ไปยังสระบัวต้นทางที่จะไปเมืองบาดาลเห็นบัวดอกหนึ่งใหญ่เท่ากับกงรถจึงหัก ก้านบัวออกแล้วนิมิตตนเองลอดไปตามสายบัว แล้วแลเห็นกำแพงล้อมป้อมค่ายมีหมู่ยักษ์นับพันเฝ้า
ด่านแรก หนุมานจึงฆ่าหมู่ยักษ์และช้าง
ด่านที่สอง ทำลายภูเขาเหล่าเพลิงกรดจนดับสิ้น
ด่านที่สาม จับขยี้ยุงซึ่งตัวเท่าแม่ไก่
ด่าน ที่สี่ พบมัจฉานุซึ่งเป็นลูกของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉาและเป็นบุตรบุญธรรมของพญา ไมยราพ เมื่อสู้รบกันเป็นเวลานานแต่ไม่ปรากฏแพ้ชนะ จึงได้ร้องถามว่าเจ้าเป็นลูกเต้าผู้ใด มัจฉานุตอบจึงได้ทราบว่าทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน มัจฉานุจึงขอโทษที่มาสู้รบหนุมานจึงถามมัจฉานุถึงหนทางที่จะไปเมืองบาดาล มัจฉานุตอบว่าพญาไมยราพเลี้ยงตนมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่มีพระคุณดั่งบิดา บังเกิดเกล้า หากจะให้บอกทางไปยังเมืองบาดาลก็เหมือนตนเองเป็นคนอกตัญญูแล้วบอกใบ้ว่า “บิดาลงมาทางไหน ทางนั้นจะไปยังมีอยู่ จงเร่งพินิจคิดดู ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญ”
(ห้องที่ 55) หนุมานได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ จึงหักก้านบัวแล้วลอดไปตามไส้บัวจนถึงที่อยู่ของไมยราพและได้พบนางพิรากวน จึงถามนางว่าได้นำพระรามไปขังไว้ที่ใด นางตอบว่าขังอยู่ที่ดงตาลท้ายเมืองบาดาลแต่การที่จะผ่านเข้าไปถึงที่อยู่ ไมยราพจะต้องผ่านนายประตูซึ่งมีตราชูชั่งน้ำหนัก หนุมานจึงคิดอ่านผ่านด่านที่ห้าซึ่งมีตราชูคอยชั่งน้ำหนักโดยแปลงตัวเป็นใย บัวติดสไบของนางพิรากวนเข้าไป เมื่อนางเดินไปที่ด่านชั่งน้ำหนักปรากฏว่าตราชูเกิดลั่นเดาะหักลงมา พวกยักษ์จึงถามว่าพาใครเข้ามาจึงทำให้ตราชูหัก นางพิรากวนตอบว่า ตนมาผู้เดียวดังที่เห็นอยู่ส่วนการที่ตราชูหนักนั้นก็มันเก่าคร่ำคร่าใช้ มากกว่าแสนปีไม่ดีหักเองจะโทษใคร พวกยักษ์ได้ฟังนางพิรากวนชี้แจงก็เห็นจริงดังที่นางพิรากวนว่าจึงได้แต่ เหลียวดูหน้ากันไปมาและมิได้ตอบโต้นางพิรากวน
(ห้องที่ 56) เมื่อนางพิรากวนเดินผ่านประตูเข้ามาถึงหน้าพระราม จึงบอกหนุมานว่า ไมยราพนอนหลับอยู่ที่ปราสาท ส่วนพระรามและไวยวิกถูกขังไว้ในกรงเหล็กที่ดงตาลท้ายเมือง หนุมานจึงร่ายเวทอำพรางตัวรีบไปที่กรงขัง เมื่อมาถึงก็ร่ายมนต์สะกดหมู่ยักษ์ที่เฝ้าพระราม ครั้นแล้วหนุมานก็เห็นพระรามนั่งหลับอยู่ในกรงเหล็กใหญ่ก็ก้มลงกราบและทำลาย กรงเหล็กแล้วช้อนองค์พระรามรีบพาเหาะจากเมืองบาดาลมาถึงเขาสุรกานต์จึงวาง องค์พระรามพักไว้ที่แท่นฝากเทวดาฟ้าดินปกปักรักษา เพื่อกลับมาฆ่าไมยราพ
ระหว่าง การต่อสู้ทำอย่างไร หนุมานก็ไม่สามารถฆ่าไมยราพได้จึงร้องถามนางพิรากวนว่าเป็นเพราะเหตุใด นางตอบว่า ไมยราพถอดจิตออกเป็นตัวผึ้งใส่กล่องแก้วแล้วเอาลงไปซ่อนไว้ในยอดเขาตรีกูฏ หนุมานจึงนิมิตร่างใหญ่เท้าเหยียบอกไมยราพแล้วง้างมือไปที่ยอดเขาคว้าตัว ผึ้งที่เป็นหัวใจของไมยราพแล้วขยี้ ไมยราพถึงแก่ความตาย หนุมานกลับไปถอดตรุให้ไวยวิกแล้วตั้งให้เป็นเจ้าเมืองบาดาลแล้วให้มัจฉานุ เป็นอุปราช หิ้วเศียรไมยราพเหาะกลับมายังเขาสุรกานต์
*-*ตอนต่อไป ศึกกุมภกรรณ
พญา ไมยราพเห็นดังนั้นจึงเอายาสะกดใส่กล้องแล้วเป่าไปทำให้เหล่าวานรทั้งหลาย หลับสนิท แล้วไมยราพก็ เดินต่อไปถึงปากหนุมานเห็นสุครีพและหนุมานนั่งหลับจึงเดินเข้าไปในปากหนุมาน เห็นพวกลิงนอนหลับทับกัน เหลือแต่พิเภกและพระลักษณ์ซึ่งนั่งเฝ้าพระรามอยู่ ไมยราพจึงหมอบเข้าไปแล้วเอายาสะกดใส่กล้องแล้วร่ายพระเวทและกลั้นใจเป่าซ้ำ ไปอีกสามทีทำให้พิเภก พระราม และพระลักษณ์หลับไหลไปแล้วพญาไมยราพก็ช้อนเอาพระรามขึ้นใส่เหนือบ่าแล้วออก มาจากปากหนุมานแล้วรีบแทรกแผ่นดินกลับไปเมืองบาดาล
เมื่อถึงเมือง บาดาลก็สั่งอำมาตย์ยักษ์ให้รีบเอาพระรามไปใส่ไว้ในกรงเหล็กที่ดงตาลและให้ พวกยักษ์เฝ้า พร้อมกันนั้นได้สั่งนางพิรากวนตักน้ำใส่ที่กระทะใหญ่ซึ่งตั้งไว้ที่หน้าพระ ลานและในรุ่งเช้าจะได้จัดการต้มพระรามและไวยวิก ลูกนางพิรากวนให้ตายพร้อมกัน ฝ่ายหนุมานเมื่อต้องยาสะกดของไมยราพก็หลับไม่ได้สติ ครั้นถูกลมพัดก็ตื่นฟื้นกายเห็นไม่พบพระรามก็รีบปลุกพระลักษณ์ พิเภกและสุครีพ
(ห้องที่ 54) หนุมานจึงอาสาไปไปช่วยพระรามที่เมืองบาดาลตามที่พิเภกแนะนำ คือ ไปยังสระบัวต้นทางที่จะไปเมืองบาดาลเห็นบัวดอกหนึ่งใหญ่เท่ากับกงรถจึงหัก ก้านบัวออกแล้วนิมิตตนเองลอดไปตามสายบัว แล้วแลเห็นกำแพงล้อมป้อมค่ายมีหมู่ยักษ์นับพันเฝ้า
ด่านแรก หนุมานจึงฆ่าหมู่ยักษ์และช้าง
ด่านที่สอง ทำลายภูเขาเหล่าเพลิงกรดจนดับสิ้น
ด่านที่สาม จับขยี้ยุงซึ่งตัวเท่าแม่ไก่
ด่าน ที่สี่ พบมัจฉานุซึ่งเป็นลูกของหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉาและเป็นบุตรบุญธรรมของพญา ไมยราพ เมื่อสู้รบกันเป็นเวลานานแต่ไม่ปรากฏแพ้ชนะ จึงได้ร้องถามว่าเจ้าเป็นลูกเต้าผู้ใด มัจฉานุตอบจึงได้ทราบว่าทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน มัจฉานุจึงขอโทษที่มาสู้รบหนุมานจึงถามมัจฉานุถึงหนทางที่จะไปเมืองบาดาล มัจฉานุตอบว่าพญาไมยราพเลี้ยงตนมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่มีพระคุณดั่งบิดา บังเกิดเกล้า หากจะให้บอกทางไปยังเมืองบาดาลก็เหมือนตนเองเป็นคนอกตัญญูแล้วบอกใบ้ว่า “บิดาลงมาทางไหน ทางนั้นจะไปยังมีอยู่ จงเร่งพินิจคิดดู ก็จะรู้ด้วยปรีชาชาญ”
(ห้องที่ 55) หนุมานได้ฟังดังนั้นก็คิดได้ จึงหักก้านบัวแล้วลอดไปตามไส้บัวจนถึงที่อยู่ของไมยราพและได้พบนางพิรากวน จึงถามนางว่าได้นำพระรามไปขังไว้ที่ใด นางตอบว่าขังอยู่ที่ดงตาลท้ายเมืองบาดาลแต่การที่จะผ่านเข้าไปถึงที่อยู่ ไมยราพจะต้องผ่านนายประตูซึ่งมีตราชูชั่งน้ำหนัก หนุมานจึงคิดอ่านผ่านด่านที่ห้าซึ่งมีตราชูคอยชั่งน้ำหนักโดยแปลงตัวเป็นใย บัวติดสไบของนางพิรากวนเข้าไป เมื่อนางเดินไปที่ด่านชั่งน้ำหนักปรากฏว่าตราชูเกิดลั่นเดาะหักลงมา พวกยักษ์จึงถามว่าพาใครเข้ามาจึงทำให้ตราชูหัก นางพิรากวนตอบว่า ตนมาผู้เดียวดังที่เห็นอยู่ส่วนการที่ตราชูหนักนั้นก็มันเก่าคร่ำคร่าใช้ มากกว่าแสนปีไม่ดีหักเองจะโทษใคร พวกยักษ์ได้ฟังนางพิรากวนชี้แจงก็เห็นจริงดังที่นางพิรากวนว่าจึงได้แต่ เหลียวดูหน้ากันไปมาและมิได้ตอบโต้นางพิรากวน
(ห้องที่ 56) เมื่อนางพิรากวนเดินผ่านประตูเข้ามาถึงหน้าพระราม จึงบอกหนุมานว่า ไมยราพนอนหลับอยู่ที่ปราสาท ส่วนพระรามและไวยวิกถูกขังไว้ในกรงเหล็กที่ดงตาลท้ายเมือง หนุมานจึงร่ายเวทอำพรางตัวรีบไปที่กรงขัง เมื่อมาถึงก็ร่ายมนต์สะกดหมู่ยักษ์ที่เฝ้าพระราม ครั้นแล้วหนุมานก็เห็นพระรามนั่งหลับอยู่ในกรงเหล็กใหญ่ก็ก้มลงกราบและทำลาย กรงเหล็กแล้วช้อนองค์พระรามรีบพาเหาะจากเมืองบาดาลมาถึงเขาสุรกานต์จึงวาง องค์พระรามพักไว้ที่แท่นฝากเทวดาฟ้าดินปกปักรักษา เพื่อกลับมาฆ่าไมยราพ
ระหว่าง การต่อสู้ทำอย่างไร หนุมานก็ไม่สามารถฆ่าไมยราพได้จึงร้องถามนางพิรากวนว่าเป็นเพราะเหตุใด นางตอบว่า ไมยราพถอดจิตออกเป็นตัวผึ้งใส่กล่องแก้วแล้วเอาลงไปซ่อนไว้ในยอดเขาตรีกูฏ หนุมานจึงนิมิตร่างใหญ่เท้าเหยียบอกไมยราพแล้วง้างมือไปที่ยอดเขาคว้าตัว ผึ้งที่เป็นหัวใจของไมยราพแล้วขยี้ ไมยราพถึงแก่ความตาย หนุมานกลับไปถอดตรุให้ไวยวิกแล้วตั้งให้เป็นเจ้าเมืองบาดาลแล้วให้มัจฉานุ เป็นอุปราช หิ้วเศียรไมยราพเหาะกลับมายังเขาสุรกานต์
*-*ตอนต่อไป ศึกกุมภกรรณ
ตอนที่ 23 สุครีพหักฉัตร ศึกไมยราพ
(ห้องที่ 51) ฝ่ายทศกัณฐ์ตั้งแต่องคตมาสื่อสารและฆ่าสี่เสนาแล้วกลับไป ก็รู้สึกอับอายและแค้นใจอย่างแสนสาหัส จึงคิดจะหาทางแก้แค้น จึงนึกถึงฉัตรแก้วพิชัยโมลี ซึ่งเป็นฉัตรของท้าวธาดาพรหมผู้เป็นทวดปู่ได้มาตั้งแต่ตั้งกรุงลงกาขึ้นปัก บังดวงอาทิตย์ ทำให้ท้องฟ้าด้านพระรามมืดมนมองไม่เห็นฝ่ายทศกัณฐ์ ข้างทศกัณฐ์เห็นฝ่ายพระรามตลอด พิเภกแนะนำให้ส่งทหารไปทำลายฉัตรแก้ว
สุ ครีพจึงได้อาสาไปหักฉัตรเอง ด้วยการนิมิตร่างใหญ่โตเท่าภูเขา เพื่อไม่ให้ข้าศึกมองเห็น จะได้ไม่เสียการณ์ที่ตั้งใจเพียงหักฉัตร เมื่อถึงฉัตรแก้วก็คลายเวทมนตร์ปรากฎตัวขึ้นหักฉัตร บริวาร ทศกัณฐ์ตกใจหนีกันหมด คงเหลือทศกัณฐ์ต่อสู้กับสุครีพอย่างละล้าละลัง เพราะระวังเหล่ามเหสีและสาวกำนัลทั้งหลาย สุครีพเอาเท้าขวาคว้ามงกุฎของทศกัณฐ์กลับมาถวายพระรามได้
ทศ กัณฐ์รู้สึกอัปยศอดสูและเจ็บช้ำระกำใจเป็นอย่างมากจากการที่หนุมานมาเผา เมืองลงกา องคตมาสื่อสารและพูดจาก้าวร้าว ล่าสุดสุครีพมาหักฉัตร ทศกัณฐ์จึงวางแผนที่จะหายักษ์ที่มีฤทธิ์และฝีมือเยี่ยมเพียงตนเดียว ที่สามารถแอบไปฆ่าพระราม พระลักษณ์ให้ตาย แล้วศึกระหว่างทั้งสองฝ่ายก็จะสงบลงโดยไม่ต้องให้ไพร่พลสู้รบ
(ห้อง ที่ 52) คิดได้ดังนั้นทศกัณฐ์จึงให้นนทวิกและวายุเวกไปทูลพญาไมยราพ เจ้าแห่งบาดาลมาพบตนในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้นางจันทประภาผู้เป็นมารดาของพญาไมยราพเมื่อทราบว่าทศกัณฐ์มาขอให้พญา ไมยราพไปช่วยสู้รบกับพระรามซึ่งเป็นนารายณ์อวตารลงมา อีกทั้งตัวทศกัณฐ์เองประพฤติมิชอบเอง ไม่อยากให้พญาไมยราพไป ทั้งเกรงว่าหากพญาไมยราพไปรบก็อาจถูกพระรามฆ่าตาย
พญาไมยราพได้ยิน ดังนั้นก็โกรธและบอกว่าถ้าไม่ใช่มารดาก็จะฆ่าเสีย แล้วก็กระทืบบาทาลุกขึ้นหุนหันออกไปแล้วสั่งจัดทหารไปเฝ้าทศกัณฐ์ที่เมือง ลงกา เมื่อพบทศกัณฐ์แจ้งความประสงค์ให้พญาไมยราพทราบว่า การให้ทหารรบกันก็เหมือนสาดน้ำรดกัน ทั้งสองฝ่ายก็คงเปียกและถึงแก่ความตาย จึงอยากขอให้พญาไมยราพใช้เวทมนตร์สะกดทัพ แล้วไปฆ่าพระราม พระลักษณ์เพื่อให้สงครามยุติลง พญาไมยราพรับอาสา จึงขอเวลากลับไปเมืองบาดาลเพื่อเตรียมตัว เมื่อกลับมาเมืองบาดาล พญาไมยราพมีแผนที่จะสะกดทัพพระรามให้หลับ แล้วจับพระรามไปขังไว้ที่ดงตาลท้ายเมืองบาดาล จึงไปตั้งโรงพิธีที่เขาสุรกานต์ เพื่อประกอบพิธีบดยาใส่กล้องแก้ว ชื่อ กล้องปัจธำมราช แล้วใช้กล้องนั้นเป่ายาให้ผู้ที่ถูกยาหลับไป ตัวยาสำคัญที่จะต้องเอามาบดคือ หัวใจราชสีห์ และ ใบไม้ชนิดพิเศษ7อย่างซึ่งรู้หลับ กับเห็ดเมามาบดเข้าด้วยกันพร้อมกับร่ายพระเวทไปด้วย
ใน คืนวันนั้นพญาไมยราพฝันว่า พระจันทร์ส่องแสงสว่างกระจ่างฟ้า แล้วมีดาวเล็กดวงหนึ่ง ลอยอยู่เหนือพระจันทร์และส่องแสงสว่างจนไม่เห็นพระจันทร์ เมื่อให้โหรทำนายได้ความว่า พระจันทร์นั้นคือพญาไมยราพ ส่วนดาวดวงน้อยที่ส่องซึ่งมีแสงสว่างมากกว่าพระจันทร์คือ ไวยวิก บุตรนางพิรากวน พญาไมยราพจึงสั่งให้เอาไวยวิก และ นางพิรากวนไปใส่ตรวนขังไว้ในตรุใหญ่และบอกด้วยว่า ถ้าได้มนุษย์มาเมื่อไร ก็จะฆ่าเสียด้วยกัน
ในเวลาเดียวกันพระรามได้ฝันว่า พระอาทิตย์ทรงกลดแล้วมียักษ์เป็นราหูมาคาบเอาตัวไป ฝ่ายพระรามก็ยื่นมือมาหักฉัตรที่ชั้นพรหมโลกได้ ส่วนเท้าของพระรามก็เหยียบไปถึงพิภพนาค พระรามจึงให้พิเภกทำนายฝัน พิเภกทูลว่า พระอาทิตย์ทรงกลดนั้นหมายถึงองค์พระราม และฝันที่ว่าอสุรินทร์ราหูมาคาบคั้นนั้นคือ ไมยราพจะมาสะกดจับเอาตัวพระรามไปถึงเมืองบาดาลแต่ไม่มีอันตรายใด เพราะจะมีทหารตามไปฆ่าไมยราพ ส่วนที่ฝันว่าได้หักฉัตรชั้นพรหมโลกนั้น เป็นพระสุบินที่ประเสริฐยิ่งนัก พระองค์คงจะมีชัยแก่พวกยักษ์ และที่ฝันว่าพระบาทเหยียบพิภพนาคีนั้นหมายความว่า พระเดชของพระรามจะแผ่ไปถึงเมืองบาดาล อีกทั้งทูลว่าพระรามจะมีเคราะห์ร้ายมากและจะพ้นเคราะห์เมื่อถึงเวลา ๑.๐๐ นาฬิกา (ห้องที่ 53) หนุมานจึงรับอาสาหาวิธีป้องกันโดยนิมิตตนใหญ่เท่าเขาจักรวาล และเอาหางวงเป็นปราการล้อมรอบกองทัพลิง โดยอ้าปากอมพลับพลาไว้ในอก และใช้ลิ้นเป็นประตูเปิดปิด โดยมีสุครีพเป็นนายประตู และสิบ แปดมงกุฏเป็นสารวัตรคอยตรวจตราภายในบริเวณกองทัพซึ่งล้อมรอบด้วยหางหนุมาน เป็นปราการ ส่วนพญาพิเภกและพระลักษณ์มีหน้าที่นั่งเฝ้าพระราม
**ตอนต่อไป ไมยราพสะกดทัพ
สุ ครีพจึงได้อาสาไปหักฉัตรเอง ด้วยการนิมิตร่างใหญ่โตเท่าภูเขา เพื่อไม่ให้ข้าศึกมองเห็น จะได้ไม่เสียการณ์ที่ตั้งใจเพียงหักฉัตร เมื่อถึงฉัตรแก้วก็คลายเวทมนตร์ปรากฎตัวขึ้นหักฉัตร บริวาร ทศกัณฐ์ตกใจหนีกันหมด คงเหลือทศกัณฐ์ต่อสู้กับสุครีพอย่างละล้าละลัง เพราะระวังเหล่ามเหสีและสาวกำนัลทั้งหลาย สุครีพเอาเท้าขวาคว้ามงกุฎของทศกัณฐ์กลับมาถวายพระรามได้
ทศ กัณฐ์รู้สึกอัปยศอดสูและเจ็บช้ำระกำใจเป็นอย่างมากจากการที่หนุมานมาเผา เมืองลงกา องคตมาสื่อสารและพูดจาก้าวร้าว ล่าสุดสุครีพมาหักฉัตร ทศกัณฐ์จึงวางแผนที่จะหายักษ์ที่มีฤทธิ์และฝีมือเยี่ยมเพียงตนเดียว ที่สามารถแอบไปฆ่าพระราม พระลักษณ์ให้ตาย แล้วศึกระหว่างทั้งสองฝ่ายก็จะสงบลงโดยไม่ต้องให้ไพร่พลสู้รบ
(ห้อง ที่ 52) คิดได้ดังนั้นทศกัณฐ์จึงให้นนทวิกและวายุเวกไปทูลพญาไมยราพ เจ้าแห่งบาดาลมาพบตนในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้นางจันทประภาผู้เป็นมารดาของพญาไมยราพเมื่อทราบว่าทศกัณฐ์มาขอให้พญา ไมยราพไปช่วยสู้รบกับพระรามซึ่งเป็นนารายณ์อวตารลงมา อีกทั้งตัวทศกัณฐ์เองประพฤติมิชอบเอง ไม่อยากให้พญาไมยราพไป ทั้งเกรงว่าหากพญาไมยราพไปรบก็อาจถูกพระรามฆ่าตาย
พญาไมยราพได้ยิน ดังนั้นก็โกรธและบอกว่าถ้าไม่ใช่มารดาก็จะฆ่าเสีย แล้วก็กระทืบบาทาลุกขึ้นหุนหันออกไปแล้วสั่งจัดทหารไปเฝ้าทศกัณฐ์ที่เมือง ลงกา เมื่อพบทศกัณฐ์แจ้งความประสงค์ให้พญาไมยราพทราบว่า การให้ทหารรบกันก็เหมือนสาดน้ำรดกัน ทั้งสองฝ่ายก็คงเปียกและถึงแก่ความตาย จึงอยากขอให้พญาไมยราพใช้เวทมนตร์สะกดทัพ แล้วไปฆ่าพระราม พระลักษณ์เพื่อให้สงครามยุติลง พญาไมยราพรับอาสา จึงขอเวลากลับไปเมืองบาดาลเพื่อเตรียมตัว เมื่อกลับมาเมืองบาดาล พญาไมยราพมีแผนที่จะสะกดทัพพระรามให้หลับ แล้วจับพระรามไปขังไว้ที่ดงตาลท้ายเมืองบาดาล จึงไปตั้งโรงพิธีที่เขาสุรกานต์ เพื่อประกอบพิธีบดยาใส่กล้องแก้ว ชื่อ กล้องปัจธำมราช แล้วใช้กล้องนั้นเป่ายาให้ผู้ที่ถูกยาหลับไป ตัวยาสำคัญที่จะต้องเอามาบดคือ หัวใจราชสีห์ และ ใบไม้ชนิดพิเศษ7อย่างซึ่งรู้หลับ กับเห็ดเมามาบดเข้าด้วยกันพร้อมกับร่ายพระเวทไปด้วย
ใน คืนวันนั้นพญาไมยราพฝันว่า พระจันทร์ส่องแสงสว่างกระจ่างฟ้า แล้วมีดาวเล็กดวงหนึ่ง ลอยอยู่เหนือพระจันทร์และส่องแสงสว่างจนไม่เห็นพระจันทร์ เมื่อให้โหรทำนายได้ความว่า พระจันทร์นั้นคือพญาไมยราพ ส่วนดาวดวงน้อยที่ส่องซึ่งมีแสงสว่างมากกว่าพระจันทร์คือ ไวยวิก บุตรนางพิรากวน พญาไมยราพจึงสั่งให้เอาไวยวิก และ นางพิรากวนไปใส่ตรวนขังไว้ในตรุใหญ่และบอกด้วยว่า ถ้าได้มนุษย์มาเมื่อไร ก็จะฆ่าเสียด้วยกัน
ในเวลาเดียวกันพระรามได้ฝันว่า พระอาทิตย์ทรงกลดแล้วมียักษ์เป็นราหูมาคาบเอาตัวไป ฝ่ายพระรามก็ยื่นมือมาหักฉัตรที่ชั้นพรหมโลกได้ ส่วนเท้าของพระรามก็เหยียบไปถึงพิภพนาค พระรามจึงให้พิเภกทำนายฝัน พิเภกทูลว่า พระอาทิตย์ทรงกลดนั้นหมายถึงองค์พระราม และฝันที่ว่าอสุรินทร์ราหูมาคาบคั้นนั้นคือ ไมยราพจะมาสะกดจับเอาตัวพระรามไปถึงเมืองบาดาลแต่ไม่มีอันตรายใด เพราะจะมีทหารตามไปฆ่าไมยราพ ส่วนที่ฝันว่าได้หักฉัตรชั้นพรหมโลกนั้น เป็นพระสุบินที่ประเสริฐยิ่งนัก พระองค์คงจะมีชัยแก่พวกยักษ์ และที่ฝันว่าพระบาทเหยียบพิภพนาคีนั้นหมายความว่า พระเดชของพระรามจะแผ่ไปถึงเมืองบาดาล อีกทั้งทูลว่าพระรามจะมีเคราะห์ร้ายมากและจะพ้นเคราะห์เมื่อถึงเวลา ๑.๐๐ นาฬิกา (ห้องที่ 53) หนุมานจึงรับอาสาหาวิธีป้องกันโดยนิมิตตนใหญ่เท่าเขาจักรวาล และเอาหางวงเป็นปราการล้อมรอบกองทัพลิง โดยอ้าปากอมพลับพลาไว้ในอก และใช้ลิ้นเป็นประตูเปิดปิด โดยมีสุครีพเป็นนายประตู และสิบ แปดมงกุฏเป็นสารวัตรคอยตรวจตราภายในบริเวณกองทัพซึ่งล้อมรอบด้วยหางหนุมาน เป็นปราการ ส่วนพญาพิเภกและพระลักษณ์มีหน้าที่นั่งเฝ้าพระราม
**ตอนต่อไป ไมยราพสะกดทัพ
ตอนที่ 22 องคตสื่อสาร
พระรามจึงปรึกษากับพิเภกว่าควรไปพัก ตั้งกองทัพที่ใด พิเภกแนะนำว่าควรไปตั้งฐานทัพที่เขามรกตซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงลงกา แต่ที่นั่นมียักษ์กุมภาสูรเป็นผู้ดูแลรักษา ควรให้ทหารผู้มีฤทธิ์ไปฆ่ากุมภาสูรเสียก่อน พระรามจึงให้หนุมานไปจัดการจนสำเร็จแล้วจึงเคลื่อนทัพไปยังเขา มรตก เมื่อเห็นพระรามพอพระทัยเป็นอย่างมาก
(ห้องที่ 50) แล้วพระรามจึงสั่งองคตวานรลิ้นทองผู้เป็นบุตรพญาพาลีเป็นราชทูตถือสาส์นไป เข้าเฝ้าทศกัณฐ์ เมื่อองคตไปถึงประตูเมืองก็ตะโกนให้ยักษ์เฝ้าประตูมาเปิดประตูพร้อมกับนิมิต กายใหญ่โตบดบังพระอาทิตย์ทำให้กรุงลงกามืดมน ยักษ์ประตูเมืองไปรายงานทศกัณฐ์ ครั้นจะเปิดประตูให้ก็อับอายเพราะองคตเป็นลูกของนางมณโฑมเหสีของตนนั่นเอง จึงให้นางมณโฑมาจัดการ นางมณโฑจึงจัดสาวสรรค์กำนัลเอาขนมนมเนยออกมาต้องรับแต่ไม่เปิดประตูเมือง องคตไล่ตะเพิดโกรธมากที่ไม่ยอมเปิดประตูเมืองจึงถีบประตูด้วยเท้าซ้ายจนพัง แล้วบุกเข้าท้องพระโรงแล้วขดหางเป็นวงต่างตั่งนั่งสูงเสมอทศกัณฐ์ไม่ยอมไหว้ แล้วอ่านสารจากพระราม ความว่า ถ้าทศกัณฐ์ยอมคืนนางสีดาสงครามจะไม่เกิด สันติสุขจะยังคงมีอยู่ถ้วนหน้า
ขอสรุปการเจรจาระหว่างทศกัณฐ์กับองคต มาดังนี้
*ทศกัณฐ์ว่า* นา งมณโฑนั้นเป็นแม่ขององคต ส่วนพ่อขององคตถูกพระรามฆ่าตาย ส่วนนาง สีดานั้น ไม่มีผู้ใดไปลักเอานางมา และไม่ช้าไม่นานมานี้ได้มีลิงตัวหนึ่งบอกว่าชื่อหนุมานมารบกับอินทรชิตแล้ว ถูกจับได้ จึงแจ้งว่าตนเป็นทูต จึงได้ประจานแล้วปล่อยไป
*องคตว่า* หนุมานนั้นเป็นทหารของพระรามได้ฆ่าลูกของทศกัณฐ์ตายทั้งพันและทหารยักษ์ก็ ตายเกลื่อนกลาดส่วนการที่ยอมให้อินทรชิตจับตัวนั้นก็เป็นอุบายเพื่อต้องการ เผาเมืองลงกา
*ทศกัณฐ์ว่า* อันนางสีดานี้ลูกผัวไม่มี ตนเองไปเที่ยวป่าพบเข้าก็ร้องไห้ติดตามสงสารจึงพามาด้วยและที่ว่าจะขอให้ส่ง นางสีดาคืนให้พระรามนั้นขอยืนยันว่าจะไม่ส่งคืนเป็นอันขาด ส่วนพระรามพระลักษณ์ก็ยากจนคบได้แต่พวกลิง ซึ่งเห็นมีเก่งเพียงตัวสองตัว คือหนุมานและองคต ส่วนทหารยักษ์เมืองลงกาที่มีฝีมือมีจำนวนมากมาย พวกลิงที่จะมารบกับยักษ์เห็นจะตายหมด
*องคตว่า* อันทหารที่มีฝึมือของพระรามนั้นมีมากเพราะเทวดาที่มีฤทธิ์ได้จุติจากวิมานมา เป็นบริวารของพระราม ส่วนพวกพลทหารก็มีฤทธิ์มาก ขออย่าได้ดูหมิ่นพระราม
*ทศกัณฐ์ว่า* อันศรพระรามที่ว่ามีฤทธิ์มากมายได้ฆ่าทูต ขร ตรีเศียร กากนา และสวาหุนั้นล้วนเป็นยักษ์บ้านนอก ส่วนชาวลงกานั้นเชี่ยวชาญชำนาญรบ ส่วนพระรามพระลักษณ์ต้องหนีมาอยู่ป่าเขาลวงได้แต่พวกลิง ถ้ามีอานุภาพจริงควรกลับไปชิงชัยกับพระพรตก่อน และเมื่อได้ครองเมืองแล้วจึงมารบกับยักษ์
*องคตว่า* ทูต ขร ตรีเศียร มารีศ กากนานั้นล้วนเป็นน้อง น้า และยายของทศกัณฐ์จะว่าเป็นยักษ์ชนบทได้อย่างไร ส่วนพระพรตผู้น้องพระรามให้ครองเมืองเนื่องจากพระรามต้องการรักษาสัตย์ของ ท้าวทศรถผู้เป็นบิดา
*ทศกัณฐ์ว่า* พระรามเป็นผู้ฆ่าพาลี สุครีพผู้เป็นน้องอยากได้สมบัติของพี่ชาย ฝ่ายองคตผู้เป็นบุตรของพาลีก็ไม่รู้จักคุณบิดากลับไปยกย่องพระรามเป็นพระ นารายณ์อวตาร
*องคตว่า* พระรามมิได้มีเจตนาฆ่าพาลีแต่พาลีต้องดายด้วยศรพระรามเนื่องจากได้ผิดสัตย์ที่ประกาศไว้เรื่องเอานางดารามาเป็นเมียของตนเอง
แล้วองคตก็กล่าวต่อไปว่า
เมื่อบิดากูยังอยู่นั้น
จับได้กุมภัณฑ์ตนหนึ่งไป
มันนั้นสิบเศียรสิบหน้า
กายาเหมือนเอ็งยังจำได้
ผูกมัดทรมานประจานไว้
ให้กูลากเล่นต่างปู
หากว่าเอาข้าวเดนกำนัล
ให้กินวันละปั้นจึงรอดอยู่
เอ็งอย่าจองหองสู่รู้
ต่อสู้ด้วยองค์พระกาฬ
ทศ กัณฐ์กริ้วมากจึงสั่งอำมาตย์สี่นายช่วยกันจับองคตมาตัดศีรษะเสียบประจานไว้ ที่หน้าประตูวัง แต่กลับถูกองคตฆ่าตายหมด แล้วองคตจึงกลับสู่ที่ตั้งทัพของพระรามเพื่อทูลบอกว่า ทศกัณฐ์ไม่ยอมคืนนางสีดาและพร้อมประกาศสงครามอย่างแน่นอน
**ตอนต่อไป สุครีพหักฉัตร ศึกไมยราพ**
(ห้องที่ 50) แล้วพระรามจึงสั่งองคตวานรลิ้นทองผู้เป็นบุตรพญาพาลีเป็นราชทูตถือสาส์นไป เข้าเฝ้าทศกัณฐ์ เมื่อองคตไปถึงประตูเมืองก็ตะโกนให้ยักษ์เฝ้าประตูมาเปิดประตูพร้อมกับนิมิต กายใหญ่โตบดบังพระอาทิตย์ทำให้กรุงลงกามืดมน ยักษ์ประตูเมืองไปรายงานทศกัณฐ์ ครั้นจะเปิดประตูให้ก็อับอายเพราะองคตเป็นลูกของนางมณโฑมเหสีของตนนั่นเอง จึงให้นางมณโฑมาจัดการ นางมณโฑจึงจัดสาวสรรค์กำนัลเอาขนมนมเนยออกมาต้องรับแต่ไม่เปิดประตูเมือง องคตไล่ตะเพิดโกรธมากที่ไม่ยอมเปิดประตูเมืองจึงถีบประตูด้วยเท้าซ้ายจนพัง แล้วบุกเข้าท้องพระโรงแล้วขดหางเป็นวงต่างตั่งนั่งสูงเสมอทศกัณฐ์ไม่ยอมไหว้ แล้วอ่านสารจากพระราม ความว่า ถ้าทศกัณฐ์ยอมคืนนางสีดาสงครามจะไม่เกิด สันติสุขจะยังคงมีอยู่ถ้วนหน้า
ขอสรุปการเจรจาระหว่างทศกัณฐ์กับองคต มาดังนี้
*ทศกัณฐ์ว่า* นา งมณโฑนั้นเป็นแม่ขององคต ส่วนพ่อขององคตถูกพระรามฆ่าตาย ส่วนนาง สีดานั้น ไม่มีผู้ใดไปลักเอานางมา และไม่ช้าไม่นานมานี้ได้มีลิงตัวหนึ่งบอกว่าชื่อหนุมานมารบกับอินทรชิตแล้ว ถูกจับได้ จึงแจ้งว่าตนเป็นทูต จึงได้ประจานแล้วปล่อยไป
*องคตว่า* หนุมานนั้นเป็นทหารของพระรามได้ฆ่าลูกของทศกัณฐ์ตายทั้งพันและทหารยักษ์ก็ ตายเกลื่อนกลาดส่วนการที่ยอมให้อินทรชิตจับตัวนั้นก็เป็นอุบายเพื่อต้องการ เผาเมืองลงกา
*ทศกัณฐ์ว่า* อันนางสีดานี้ลูกผัวไม่มี ตนเองไปเที่ยวป่าพบเข้าก็ร้องไห้ติดตามสงสารจึงพามาด้วยและที่ว่าจะขอให้ส่ง นางสีดาคืนให้พระรามนั้นขอยืนยันว่าจะไม่ส่งคืนเป็นอันขาด ส่วนพระรามพระลักษณ์ก็ยากจนคบได้แต่พวกลิง ซึ่งเห็นมีเก่งเพียงตัวสองตัว คือหนุมานและองคต ส่วนทหารยักษ์เมืองลงกาที่มีฝีมือมีจำนวนมากมาย พวกลิงที่จะมารบกับยักษ์เห็นจะตายหมด
*องคตว่า* อันทหารที่มีฝึมือของพระรามนั้นมีมากเพราะเทวดาที่มีฤทธิ์ได้จุติจากวิมานมา เป็นบริวารของพระราม ส่วนพวกพลทหารก็มีฤทธิ์มาก ขออย่าได้ดูหมิ่นพระราม
*ทศกัณฐ์ว่า* อันศรพระรามที่ว่ามีฤทธิ์มากมายได้ฆ่าทูต ขร ตรีเศียร กากนา และสวาหุนั้นล้วนเป็นยักษ์บ้านนอก ส่วนชาวลงกานั้นเชี่ยวชาญชำนาญรบ ส่วนพระรามพระลักษณ์ต้องหนีมาอยู่ป่าเขาลวงได้แต่พวกลิง ถ้ามีอานุภาพจริงควรกลับไปชิงชัยกับพระพรตก่อน และเมื่อได้ครองเมืองแล้วจึงมารบกับยักษ์
*องคตว่า* ทูต ขร ตรีเศียร มารีศ กากนานั้นล้วนเป็นน้อง น้า และยายของทศกัณฐ์จะว่าเป็นยักษ์ชนบทได้อย่างไร ส่วนพระพรตผู้น้องพระรามให้ครองเมืองเนื่องจากพระรามต้องการรักษาสัตย์ของ ท้าวทศรถผู้เป็นบิดา
*ทศกัณฐ์ว่า* พระรามเป็นผู้ฆ่าพาลี สุครีพผู้เป็นน้องอยากได้สมบัติของพี่ชาย ฝ่ายองคตผู้เป็นบุตรของพาลีก็ไม่รู้จักคุณบิดากลับไปยกย่องพระรามเป็นพระ นารายณ์อวตาร
*องคตว่า* พระรามมิได้มีเจตนาฆ่าพาลีแต่พาลีต้องดายด้วยศรพระรามเนื่องจากได้ผิดสัตย์ที่ประกาศไว้เรื่องเอานางดารามาเป็นเมียของตนเอง
แล้วองคตก็กล่าวต่อไปว่า
เมื่อบิดากูยังอยู่นั้น
จับได้กุมภัณฑ์ตนหนึ่งไป
มันนั้นสิบเศียรสิบหน้า
กายาเหมือนเอ็งยังจำได้
ผูกมัดทรมานประจานไว้
ให้กูลากเล่นต่างปู
หากว่าเอาข้าวเดนกำนัล
ให้กินวันละปั้นจึงรอดอยู่
เอ็งอย่าจองหองสู่รู้
ต่อสู้ด้วยองค์พระกาฬ
ทศ กัณฐ์กริ้วมากจึงสั่งอำมาตย์สี่นายช่วยกันจับองคตมาตัดศีรษะเสียบประจานไว้ ที่หน้าประตูวัง แต่กลับถูกองคตฆ่าตายหมด แล้วองคตจึงกลับสู่ที่ตั้งทัพของพระรามเพื่อทูลบอกว่า ทศกัณฐ์ไม่ยอมคืนนางสีดาและพร้อมประกาศสงครามอย่างแน่นอน
**ตอนต่อไป สุครีพหักฉัตร ศึกไมยราพ**
ตอนที่ 21 จองถนนเข้าสู่ลงกา
(ห้องที่ 46) การเดินทางไปยังเมืองลงกาของพระรามเพื่อให้สมเกียรตินั้น ชามพูวราชได้เสนอว่า ควรให้ลิงไปขนหินมาทิ้งทะเลเป็นถนนให้พวกพลเดินข้ามไปเมืองลงกาจะเป็นการ เฉลิมพระเกียรติพระรามไปชั่วกัลปวสาน
พระรามเห็นด้วยกับข้อเสนอจึง ได้สั่งให้สุครีพ ให้นิลพัทคุมพลลิงฝ่ายเมืองชมพูและให้หนุมานคุมพลลิงฝ่ายขีดขิน ผลัดกันรับส่งหินไปทิ้งลงสมุทรใหญ่ เพื่อทำเป็นถนนข้ามไปยังเกาะลงกา ซึ่งการแบ่งพลลิงสองเมืองออกเป็นสองฝ่ายดังนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิล พัทและหนุมานเกิดลองฝีมือกัน สุครีพเห็นสองพญาวานรต่อสู้กัน ร้องห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังจึงยืนกลางขวางหน้าไม่ให้รบกัน จนเสียงดังอื้ออึง พระรามจึงออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อทราบเรื่องจากสุครีพก็ทรงกริ้วมากเห็นว่าทั้งสองเหมือนช้างสารกล้าบ้า มันจะไว้โรงเดียวกันนั้นไม่ได้ จึงเปลี่ยนให้นิลพัทไปรั้งเมืองขีดขินซึ่งท้าวชมพูแต่ผู้เดียวต้องรักษาการ อยู่ทั้งเมืองชมพูและเมืองขีดขิน ส่วนหนุมานนั้นให้อยู่รับใช้พระรามต่อไป ดังนั้นการขนหินมาถมทะเลทำเป็นถนนก็ดำเนินการต่อไป

(ห้องที่ 47) ฝ่ายพวกยักษ์เห็นมีกองทัพเคลื่อนมาจากแผ่นดินใหญ่ทำสะพานจะข้ามมายังเกาะลงกาจึงรีบไปทูลทศกัณฐ์ทราบ ทศกัณฐ์จึงสั่งนางสุพรรณมัจฉาที่ มีแม่เป็นปลาไปเกณฑ์ฝูงปลามาขนหินออก ฝ่ายสุครีพและหนุมานเห็นว่าจองถนนเท่าไรก็ไม่เต็มเสียที หนำซ้ำหินที่ถมไปยังเบาบางลงอีกด้วย หนุมานอาสาดำลงไปดูใต้ทะเล จึงพบว่ามีฝูงปลากำลังเร่งขนหินไปทิ้ง โดยมีนางสุพรรณมัจฉาเป็นผู้บงการ จึงรีบรุดไปจับตัวมานางสุพรรณมัจฉาด้วยความกลัวจึงยอมสารภาพและร้องขอชีวิต ด้วยนางมีใบหน้าอ่อนหวานงดงามอีกทั้งน้ำเสียงก็ไพเราะเสนาะโสต หนุมานจึงตกหลุมรักและได้ร่วมรักกับนาง พร้อมกันนั้นได้ขอให้ฝูงปลานำหินไปไว้ที่เดิม

(ห้อง ที่ 48) ต่อมานางสุพรรณมัจฉาตั้งครรภ์แต่กลัวอาญาจากทศกัณฐ์จึงแอบมาสำรอกลูกไว้บน ชายฝั่งเป็นโอรสผิวขาวกายเป็นลิงหางเป็นปลา มีชื่อว่ามัจฉานุ แล้วนางได้รับสั่งกับลูกว่าวันหนึ่งเมื่อพบหนุมาน มีกุณฑล ขนเพชร เขี้ยวแก้ว หาวเป็นดาวเป็นเดือน ผู้นั้นคือพ่อของเจ้าเอง ฝ่ายไมยราพซึ่งครองเมืองนครบาดาลออกท่องเที่ยวไปชายทะเลได้พบมัจฉานุก็นึกชอบพอจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ที่เมืองบาดาล

(ห้อง ที่ 49) ฝ่ายพระรามเมื่อจองถนนข้ามไปสู่ลงกาเสร็จก็ออกเดินทัพ พระอินทร์หรือท้าวสหัสนัยน์ใช้ตาทิพย์ส่องมายังโลกมนุษย์ก็เห็นกองทัพพระราม เตรียมพล เพื่อเดินทางไปปราบทศกัณฐ์ เห็นพระรามต้องเดินด้วยพระบาทไม่มีรถทรงแต่อย่างใด จึงสั่งมาตุลีนำรถแก้วเวไชยันต์ นำม้าที่แกล้วกล้าเหาะลงมามอบให้พระราม พร้อมกับมาตุลีเป็นสารถีประจำรถม้ารับใช้ไปจนกว่าจะเสร็จศึกสงครามพระราม ยินดีเป็นยิ่งนัก พระราม พระลักษณ์ขึ้นรถทรงเวไชยันต์ แล้วเคลื่อนขบวนทัพผ่านถนนที่จองเสร็จ สู่เขาเชิงมรกตโดยให้ประคนธรรมล่วงหน้าไปตรวจชัยภูมิก่อนเพื่อตั้งทัพอีก ครั้งจึงพักรอที่ริมน้ำ
ฝ่ายกองคอยเหตุยักษ์เมื่อเห็นมีกองทัพข้ามมา จึงไปรายงานให้ทศกัณฐ์ทราบว่าคณะพระรามได้มาหยุดพักอยู่ที่ริมน้ำ ทศกัณฐ์จึงสั่งยักษ์ชื่อ ภานุราชให้รีบไปป่า นิมิตพรรณไม้นานา มีผลเกลื่อนกลาด มีน้ำท่าและภูมิประเทศสวยงาม แต่เจือไปด้วยยาพิษ ส่วนต้นไม้ที่ออกดอกออกผลมีกลิ่นหอมหวานแต่ใบต้นเบื่อเมา แล้วภานุราชก็แทรกแผ่นดินลงไป เอาสองมือยันพื้นแผ่นดิน เมื่อประคนธรรมมาดูสถานที่เพื่อตั้งทัพพลับพลาเห็นที่นิมิตของยักษ์กว้าง ขวาง น้ำท่า ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์จึงกลับมาทูลพระราม
พระรามจึง ถามพิเภกว่าป่านั้นชื่ออะไร พิเภกบอกว่าไม่มีป่าดังกล่าวที่เกาะลงกาและคิดว่าเป็นแผนของทศกัณฐ์ให้มา นิมิตป่านี้ไว้ พระรามจึงสั่งหนุมานให้ออกไปดูอีกครั้ง ประคนธรรมพาหนุมานไปที่ป่าดังกล่าว หนุมานสังเกตว่าแม้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์แต่กลับไม่มีสิงสาราสัตว์แม้แต่นก จิกกินผลไม้ก็ไม่มี จึงรู้ว่าเป็นกลของยักษ์และอาจมียักษ์ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน จึงแทรกตัวลงดินไปดูเห็นยักษ์นิมิตกายใหญ่โตชูแผ่นดินไว้ หนุมานจึงชักตรีออกฆ่าภานุราชตาย เมื่อกลับมารายงานพระรามทรงกริ้วประคนธรรมมากที่ให้ไปดูเพียงสถานที่เท่า นั้นก็ไม่ได้เรื่อง จึงขับไล่ให้กลับไปอยู่ที่เดิม
พระรามเห็นด้วยกับข้อเสนอจึง ได้สั่งให้สุครีพ ให้นิลพัทคุมพลลิงฝ่ายเมืองชมพูและให้หนุมานคุมพลลิงฝ่ายขีดขิน ผลัดกันรับส่งหินไปทิ้งลงสมุทรใหญ่ เพื่อทำเป็นถนนข้ามไปยังเกาะลงกา ซึ่งการแบ่งพลลิงสองเมืองออกเป็นสองฝ่ายดังนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นิล พัทและหนุมานเกิดลองฝีมือกัน สุครีพเห็นสองพญาวานรต่อสู้กัน ร้องห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังจึงยืนกลางขวางหน้าไม่ให้รบกัน จนเสียงดังอื้ออึง พระรามจึงออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อทราบเรื่องจากสุครีพก็ทรงกริ้วมากเห็นว่าทั้งสองเหมือนช้างสารกล้าบ้า มันจะไว้โรงเดียวกันนั้นไม่ได้ จึงเปลี่ยนให้นิลพัทไปรั้งเมืองขีดขินซึ่งท้าวชมพูแต่ผู้เดียวต้องรักษาการ อยู่ทั้งเมืองชมพูและเมืองขีดขิน ส่วนหนุมานนั้นให้อยู่รับใช้พระรามต่อไป ดังนั้นการขนหินมาถมทะเลทำเป็นถนนก็ดำเนินการต่อไป
(ห้องที่ 47) ฝ่ายพวกยักษ์เห็นมีกองทัพเคลื่อนมาจากแผ่นดินใหญ่ทำสะพานจะข้ามมายังเกาะลงกาจึงรีบไปทูลทศกัณฐ์ทราบ ทศกัณฐ์จึงสั่งนางสุพรรณมัจฉาที่ มีแม่เป็นปลาไปเกณฑ์ฝูงปลามาขนหินออก ฝ่ายสุครีพและหนุมานเห็นว่าจองถนนเท่าไรก็ไม่เต็มเสียที หนำซ้ำหินที่ถมไปยังเบาบางลงอีกด้วย หนุมานอาสาดำลงไปดูใต้ทะเล จึงพบว่ามีฝูงปลากำลังเร่งขนหินไปทิ้ง โดยมีนางสุพรรณมัจฉาเป็นผู้บงการ จึงรีบรุดไปจับตัวมานางสุพรรณมัจฉาด้วยความกลัวจึงยอมสารภาพและร้องขอชีวิต ด้วยนางมีใบหน้าอ่อนหวานงดงามอีกทั้งน้ำเสียงก็ไพเราะเสนาะโสต หนุมานจึงตกหลุมรักและได้ร่วมรักกับนาง พร้อมกันนั้นได้ขอให้ฝูงปลานำหินไปไว้ที่เดิม
(ห้อง ที่ 48) ต่อมานางสุพรรณมัจฉาตั้งครรภ์แต่กลัวอาญาจากทศกัณฐ์จึงแอบมาสำรอกลูกไว้บน ชายฝั่งเป็นโอรสผิวขาวกายเป็นลิงหางเป็นปลา มีชื่อว่ามัจฉานุ แล้วนางได้รับสั่งกับลูกว่าวันหนึ่งเมื่อพบหนุมาน มีกุณฑล ขนเพชร เขี้ยวแก้ว หาวเป็นดาวเป็นเดือน ผู้นั้นคือพ่อของเจ้าเอง ฝ่ายไมยราพซึ่งครองเมืองนครบาดาลออกท่องเที่ยวไปชายทะเลได้พบมัจฉานุก็นึกชอบพอจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ที่เมืองบาดาล
(ห้อง ที่ 49) ฝ่ายพระรามเมื่อจองถนนข้ามไปสู่ลงกาเสร็จก็ออกเดินทัพ พระอินทร์หรือท้าวสหัสนัยน์ใช้ตาทิพย์ส่องมายังโลกมนุษย์ก็เห็นกองทัพพระราม เตรียมพล เพื่อเดินทางไปปราบทศกัณฐ์ เห็นพระรามต้องเดินด้วยพระบาทไม่มีรถทรงแต่อย่างใด จึงสั่งมาตุลีนำรถแก้วเวไชยันต์ นำม้าที่แกล้วกล้าเหาะลงมามอบให้พระราม พร้อมกับมาตุลีเป็นสารถีประจำรถม้ารับใช้ไปจนกว่าจะเสร็จศึกสงครามพระราม ยินดีเป็นยิ่งนัก พระราม พระลักษณ์ขึ้นรถทรงเวไชยันต์ แล้วเคลื่อนขบวนทัพผ่านถนนที่จองเสร็จ สู่เขาเชิงมรกตโดยให้ประคนธรรมล่วงหน้าไปตรวจชัยภูมิก่อนเพื่อตั้งทัพอีก ครั้งจึงพักรอที่ริมน้ำ
ฝ่ายกองคอยเหตุยักษ์เมื่อเห็นมีกองทัพข้ามมา จึงไปรายงานให้ทศกัณฐ์ทราบว่าคณะพระรามได้มาหยุดพักอยู่ที่ริมน้ำ ทศกัณฐ์จึงสั่งยักษ์ชื่อ ภานุราชให้รีบไปป่า นิมิตพรรณไม้นานา มีผลเกลื่อนกลาด มีน้ำท่าและภูมิประเทศสวยงาม แต่เจือไปด้วยยาพิษ ส่วนต้นไม้ที่ออกดอกออกผลมีกลิ่นหอมหวานแต่ใบต้นเบื่อเมา แล้วภานุราชก็แทรกแผ่นดินลงไป เอาสองมือยันพื้นแผ่นดิน เมื่อประคนธรรมมาดูสถานที่เพื่อตั้งทัพพลับพลาเห็นที่นิมิตของยักษ์กว้าง ขวาง น้ำท่า ผลหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์จึงกลับมาทูลพระราม
พระรามจึง ถามพิเภกว่าป่านั้นชื่ออะไร พิเภกบอกว่าไม่มีป่าดังกล่าวที่เกาะลงกาและคิดว่าเป็นแผนของทศกัณฐ์ให้มา นิมิตป่านี้ไว้ พระรามจึงสั่งหนุมานให้ออกไปดูอีกครั้ง ประคนธรรมพาหนุมานไปที่ป่าดังกล่าว หนุมานสังเกตว่าแม้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์แต่กลับไม่มีสิงสาราสัตว์แม้แต่นก จิกกินผลไม้ก็ไม่มี จึงรู้ว่าเป็นกลของยักษ์และอาจมียักษ์ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน จึงแทรกตัวลงดินไปดูเห็นยักษ์นิมิตกายใหญ่โตชูแผ่นดินไว้ หนุมานจึงชักตรีออกฆ่าภานุราชตาย เมื่อกลับมารายงานพระรามทรงกริ้วประคนธรรมมากที่ให้ไปดูเพียงสถานที่เท่า นั้นก็ไม่ได้เรื่อง จึงขับไล่ให้กลับไปอยู่ที่เดิม
ตอนที่ 20 ทศกัณฐ์คิดอุบายกำจัดศึก
ทศกัณฐ์ร่ายเวทแปลงเพศเป็นโยคีสวมชฎาใส่สังวาล มือซ้ายถือไม้เท้า มือขวาถือพัดแล้วเหาะจากกรุงลงกามายังเขาคันธมาทน์ แล้วคิดว่า พิเภกจะต้องรู้เป็นแน่แท้ว่าตนแปลงเป็นชีป่า แล้วบอกพระรามให้เสียการณ์ ดังนั้นทศกัณฐ์จึงร่ายเวทบังคับไม่ให้พิเภกพูดได้ แล้วทศกัณฐ์ก็เดินไปหาพระรามที่พลับพลา แสร้งบอกว่าตนอยู่ในป่าหิมพานต์ชื่อ กาลสิทธิโคดม ไปจงกรมกลับมาจากสวรรค์ ทราบว่าพระรามจะยกพวกลิงไปทำสงครามกับพวกยักษ์ในลงกา
จึงแวะมาเยี่ยม และใคร่จะบอกว่าทศกัณฐ์นั้นมีฤทธิ์มาก ทั้งมีทหารที่ชำนาญการ ส่วนนางสีดานั้นถึงได้กลับมาก็เป็นราคี เหมือนแก้วตกกลางกองไฟ ก็คงจะร้าวฉานเป็นธรรมดา ดังนั้นจะตามไปทำไมให้ป่วยการ ขอให้เลิกทวยหาญกลับเมืองเสียเถิด พระรามตอบว่านางสีดาคือพระลักษมี ถึงจะตกน้ำไฟบรรลัยกัลป์ก็ไม่มีราคี ส่วนการจะไปสู้รบกับพวกยักษ์นั้นก็เชื่อว่าจะเอาชนะได้ ฤาษี ทศกัณฐ์จึ่งว่า แล้วนั่นคือพิเภกน้องของทศกัณฐ์ซึ่งเป็นศัตรู ส่วน สุครีพก็เป็นน้องของพาลีซึ่งพระองค์ฆ่าตาย การคบกับพวกศัตรูก็เหมือนเลี้ยงอสรพิษไว้ จึงควรขับไล่ไปเสีย พระรามกล่าวว่าทั้งพิเภกและสุครีพต่างก็มีความซื่อตรง ยุติธรรม กตัญญู รอบรู้และรู้จักรับผิดชอบ มิได้เป็นทรชนคนคดดังที่พระดาบสว่า ฤาษี ทศกัณฐ์จึงขอลาพระรามกลับเพราะเห็นว่าไม่ได้ผล พอลับตาพวกลิง มนตร์ก็คลาย พิเภกจึงทูลพระรามว่าฤาษีตนนั้นเป็นทศกัณฐ์แปลงกายมาแต่ตนเองต้องมนตร์พูด ไม่ได้จึงมิได้ทูลให้พระรามทราบ
(ห้องที่ 44) ทศกัณฐ์กลับมาด้วยความคับแค้นใจที่เจรจาไม่เป็นผลสำเร็จจึงคิดหาอุบายใหม่ โดยให้นางเบญจกายลูกพิเภกกับนางตรีชาดาแปลงเป็นนางสีดาแล้วทำเป็นตายลอยไป ติดที่ท่าสรงของพระราม โดยหวังว่าเมื่อพระรามเห็นนาง สีดาตายแล้วก็คงจะเลิกทัพกลับไป
วันรุ่งขึ้นทศกัณฐ์จึงเรียกนางเบญจ กายมาแล้วแจ้งแผนให้ทราบ นางเบญจกายจึงขอลาไปแอบสังเกตลักขณาของนางสีดาก่อนเมื่อจดจำสิ่งสำคัญได้แน่ นอนแล้วก็กลับมาที่วังทศกัณฐ์แล้วนางแปลงเป็นสีดา ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อเห็นนางสีดาก็นึกว่าเป็นตัวจริงเข้าไปโอบอุ้มองค์ขึ้นใส่ ตัว ตระโบมโลมลูบจูบพักตร์ นางเบญจกายจึงทรุดตัวลงจากจากตัวทศกัณฐ์แล้วนิมิตกายคืนกลับเป็นนางเบญจกาย เช่นเดิม ทศกัณฐ์รู้สึกสะเทิ้นเขินใจจึงกล่าวขอโทษหลานรัก แล้วทศกัณฐ์จึงเร่งให้นางเบญจกายไปทำตามแผนที่วางไว้

(ห้อง ที่ 45) นางเบญจกายจึงเหาะข้ามมายังแม่น้ำเขา คันธมาทน์นิมิตร่างเป็นนางสีดาลอยน้ำมาเกยยังท่าสรงของพระราม พระลักษณ์ เมื่อถึงเวลาสรงน้ำ พะราม พระลักษณ์ได้ออกมาที่ท่าแล้วได้พบกับนางเบญจกายแปลงเป็นนางสีดาอยู่ ทั้งสององค์ก็ร้องไห้จนสลบไป ครู่หนึ่งจึงฟื้นขึ้นมาด้วยหนุมานทูลว่า อันศพคนตายไฉนจึงไม่เน่าเปื่อยอีกทั้งศพไม่มีทางลอยทวนน้ำจากลงกามายังที่ ตั้งทัพได้ น่าจะเป็นยักษ์แปลงกายมามากกว่า จึงทูลพระรามขอนำศพนางสีดาไปเผาเพื่อพิสูจน์ความจริง ฝ่ายนางเบญจกายทนเพลิงร้อนไม่ได้จึงเหาะขึ้นตามควันไฟหนีไป
หนุมานเห็น ดังนั้นก็เหาะตามไปรวบรัดจับนางเบญจกายแล้วพานางมาเข้าเฝ้าพระราม สุครีพไต่สวนจนทราบความว่านางเบญจกายเป็นหลานของทศกัณฐ์ พระรามทรงกริ้วมากแต่ไม่อยากฆ่าจึงให้หนุมานพานางออกไปให้ไกล หนุมานจึงอุ้มนางเบญจกายเหาะขึ้นฟ้าข้ามมาแดนลงกาเมื่อลงสู่พื้นดิน หนุมานได้พูดจาเกี้ยวพาราสีกับนางเบญจกายและได้นางเป็นเมียในที่สุด นางเบญจกายก่อนจากกันได้พูดขอฝากพิเภกซึ่งเป็นบิดาไว้ให้หนุมานช่วยดูแล แล้วนางก็กลับไปยังลงการายงานให้ทศกัณฐ์ทราบ ภายหลังนางเบญจกายคลอดลูกชื่ออสุรผัด

**ตอนต่อไป จองถนนเข้าสู่ลงกา**
จึงแวะมาเยี่ยม และใคร่จะบอกว่าทศกัณฐ์นั้นมีฤทธิ์มาก ทั้งมีทหารที่ชำนาญการ ส่วนนางสีดานั้นถึงได้กลับมาก็เป็นราคี เหมือนแก้วตกกลางกองไฟ ก็คงจะร้าวฉานเป็นธรรมดา ดังนั้นจะตามไปทำไมให้ป่วยการ ขอให้เลิกทวยหาญกลับเมืองเสียเถิด พระรามตอบว่านางสีดาคือพระลักษมี ถึงจะตกน้ำไฟบรรลัยกัลป์ก็ไม่มีราคี ส่วนการจะไปสู้รบกับพวกยักษ์นั้นก็เชื่อว่าจะเอาชนะได้ ฤาษี ทศกัณฐ์จึ่งว่า แล้วนั่นคือพิเภกน้องของทศกัณฐ์ซึ่งเป็นศัตรู ส่วน สุครีพก็เป็นน้องของพาลีซึ่งพระองค์ฆ่าตาย การคบกับพวกศัตรูก็เหมือนเลี้ยงอสรพิษไว้ จึงควรขับไล่ไปเสีย พระรามกล่าวว่าทั้งพิเภกและสุครีพต่างก็มีความซื่อตรง ยุติธรรม กตัญญู รอบรู้และรู้จักรับผิดชอบ มิได้เป็นทรชนคนคดดังที่พระดาบสว่า ฤาษี ทศกัณฐ์จึงขอลาพระรามกลับเพราะเห็นว่าไม่ได้ผล พอลับตาพวกลิง มนตร์ก็คลาย พิเภกจึงทูลพระรามว่าฤาษีตนนั้นเป็นทศกัณฐ์แปลงกายมาแต่ตนเองต้องมนตร์พูด ไม่ได้จึงมิได้ทูลให้พระรามทราบ
(ห้องที่ 44) ทศกัณฐ์กลับมาด้วยความคับแค้นใจที่เจรจาไม่เป็นผลสำเร็จจึงคิดหาอุบายใหม่ โดยให้นางเบญจกายลูกพิเภกกับนางตรีชาดาแปลงเป็นนางสีดาแล้วทำเป็นตายลอยไป ติดที่ท่าสรงของพระราม โดยหวังว่าเมื่อพระรามเห็นนาง สีดาตายแล้วก็คงจะเลิกทัพกลับไป
วันรุ่งขึ้นทศกัณฐ์จึงเรียกนางเบญจ กายมาแล้วแจ้งแผนให้ทราบ นางเบญจกายจึงขอลาไปแอบสังเกตลักขณาของนางสีดาก่อนเมื่อจดจำสิ่งสำคัญได้แน่ นอนแล้วก็กลับมาที่วังทศกัณฐ์แล้วนางแปลงเป็นสีดา ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อเห็นนางสีดาก็นึกว่าเป็นตัวจริงเข้าไปโอบอุ้มองค์ขึ้นใส่ ตัว ตระโบมโลมลูบจูบพักตร์ นางเบญจกายจึงทรุดตัวลงจากจากตัวทศกัณฐ์แล้วนิมิตกายคืนกลับเป็นนางเบญจกาย เช่นเดิม ทศกัณฐ์รู้สึกสะเทิ้นเขินใจจึงกล่าวขอโทษหลานรัก แล้วทศกัณฐ์จึงเร่งให้นางเบญจกายไปทำตามแผนที่วางไว้
(ห้อง ที่ 45) นางเบญจกายจึงเหาะข้ามมายังแม่น้ำเขา คันธมาทน์นิมิตร่างเป็นนางสีดาลอยน้ำมาเกยยังท่าสรงของพระราม พระลักษณ์ เมื่อถึงเวลาสรงน้ำ พะราม พระลักษณ์ได้ออกมาที่ท่าแล้วได้พบกับนางเบญจกายแปลงเป็นนางสีดาอยู่ ทั้งสององค์ก็ร้องไห้จนสลบไป ครู่หนึ่งจึงฟื้นขึ้นมาด้วยหนุมานทูลว่า อันศพคนตายไฉนจึงไม่เน่าเปื่อยอีกทั้งศพไม่มีทางลอยทวนน้ำจากลงกามายังที่ ตั้งทัพได้ น่าจะเป็นยักษ์แปลงกายมามากกว่า จึงทูลพระรามขอนำศพนางสีดาไปเผาเพื่อพิสูจน์ความจริง ฝ่ายนางเบญจกายทนเพลิงร้อนไม่ได้จึงเหาะขึ้นตามควันไฟหนีไป
หนุมานเห็น ดังนั้นก็เหาะตามไปรวบรัดจับนางเบญจกายแล้วพานางมาเข้าเฝ้าพระราม สุครีพไต่สวนจนทราบความว่านางเบญจกายเป็นหลานของทศกัณฐ์ พระรามทรงกริ้วมากแต่ไม่อยากฆ่าจึงให้หนุมานพานางออกไปให้ไกล หนุมานจึงอุ้มนางเบญจกายเหาะขึ้นฟ้าข้ามมาแดนลงกาเมื่อลงสู่พื้นดิน หนุมานได้พูดจาเกี้ยวพาราสีกับนางเบญจกายและได้นางเป็นเมียในที่สุด นางเบญจกายก่อนจากกันได้พูดขอฝากพิเภกซึ่งเป็นบิดาไว้ให้หนุมานช่วยดูแล แล้วนางก็กลับไปยังลงการายงานให้ทศกัณฐ์ทราบ ภายหลังนางเบญจกายคลอดลูกชื่ออสุรผัด
**ตอนต่อไป จองถนนเข้าสู่ลงกา**
ตอนที่ 19 ทศกัณฐ์ขับไล่พิเภก
(ห้องที่ 40) อยู่มาวันหนึ่งทศกัณฐ์ฝันร้าย ฝันว่ามีพญาแร้งขนสีขาวบินมาจากทิศตะวันออกร่อนมาที่หน้าพระลานวังทศกัณฐ์ ตีกันกับแร้งดำที่มาจากทางทิศตะวันตก แร้งดำปราชัยกลายร่างเป็นยักษ์ มีกะลาน้ำมันยางมีไส้กะลาวางเหนือมือทศกัณฐ์ มีหญิงนางหนึ่งวิ่งมาจุดไส้กะลา ไฟไหม้ติดมือ พิษร้อนแรงไปทั่วร่าง เมื่อตื่นขึ้นจึงเรียกพิเภกมาทำนาย
พิเภกทำนายฝันว่า กะลาคือกรุงลงกา ไส้กะลาคือทศกัณฐ์ น้ำมันยางคือพระญาติวงศ์ทั้งหลาย เพลิงคือนางสีดา หญิงที่วิ่งมาจุดไฟคือนางสำมนักขา แร้งเผือกคือพระราม แร้งดำคือทศกัณฐ์ การศึกครั้งนี้ร้ายแรงนัก
ทศกัณฐ์โกรธมากให้ พิเภกสะเดาะเคราห์ แต่พิเภกบอกว่าสะเดาะไม่ได้ทำให้ร้ายกลายเป็นดีได้ทางเดียว คือคืนนางสีดาให้แก่พระราม ทศกัณฐ์โกรธพิเภกมากถึงขนาดตัดพี่ตัดน้อง ริบเมียคือนางตรีชาดาไปเป็นทาสรับใช้นางสีดา ริบสมบัติทั้งหมดแล้วขับไล่ออกไปจากเมือง

พิเภก แสนรันทดเศร้าใจที่ต้องจากเมืองไปในครั้งนี้ เดินทางดั้นด้นพ้นเมืองมาจึงพิเคราะห์ดูดวงตนเอง เห็นว่าชะตาแค่จากถิ่นฐานไม่ถึงกับชะตาขาด มีผู้อุปถัมภ์สำคัญอยู่ทางทิศตะวันออก จึงเหาะข้ามสมุทรมุ่งไปยังเขาคันธมาทน์
(ห้องที่ 41) ในที่สุดพิเภกได้มาพบกับนิลเอกซึ่งเป็นหัวหน้าลิงอยู่ตามชายป่า พิเภกขอให้นิลเอกพาตนไปเข้าเฝ้าพระราม นิลเอกจึงพาพิเภกไปพบกับสุครีพ สุครีพซักไซ้ไล้เลียงจนหมดข้อสงสัยจึงพาพิเภกไปเข้าเฝ้าพระรามและรายงานให้ ทรงทราบว่าพิเภกเป็นน้องของทศกัณฐ์ถูกขับออกจากเมืองมาจึงใคร่จะมาขอสมัคร อยู่กับพระราม พิเภกจึงกล่าวขอตั้งสัตย์สาบานตัวเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระราม จากนั้นพิเภก กับสุครีพตั้งสัตยาสาบานตนท่ามกลางเหล่าทหารทั้งหลายจะเป็นสหายรักร่วมชีวิต ตลอดไป
รุ่งเช้า พระรามถามพิเภกว่า ทหารยักษ์ในลงกามีมากน้อยเพียงใด ถ้าจะยกทหารลิงไปสู้รบกับยักษ์จะได้ชัยชนะหรือไม่ พิเภกทูลว่าทหารยักษ์ในเมืองลงกามีมากกว่าทหารลิงของพระราม ทั้งยังเชี่ยวชาญในการยุทธ สามารถแปลงกายหายตัว และดำดินเหาะเหินเดินสมุทรก็ทำได้ขอให้ตนได้เห็นฝีมือทหารลิงของพระรามก่อน จึงจะสามารถประเมินกำลังความสามารถได้ พระรามจึงสั่งให้สุครีพนำพวกลิงออกไปริมเนินพระสมุทรแล้วสำแดงฤทธิ์ให้พิเภก ดูด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ลิงช้อนพระอาทิตย์ ลิงหักภูเขาทุ่ม ลิงขี่ปลาในแม่น้ำ เป็นต้น ซึ่งมีอยู่คราวหนึ่งที่ลิงได้หักภูเขาทุ่มนั้น
(ห้อง ที่ 42) ปรากฏว่าหินได้ไปตกที่กลางปราสาทวังของทศกัณฐ์ อีกทั้งทศกัณฐ์ได้ยินเสียงกึกก้องท้องฟ้ามืดมิด มีฟ้าแลบ จึงส่ง สุกรสารเสนาบดีใหญ่ไปดูเหตุการณ์ สุกรสารจึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวบินไปดูพวกลิง แล้วบังเอิญถูกพวกลิงง้างหินจาก ภูเขามาถูกปีกหัก เจ็บปวดมาก จึงนิมิตกายเป็นลิงป่าปลอมปนไปกับพวกทหารลิง พิเภกเมื่อเห็นพละกำลังของทหารลิงก็ทูลพระรามว่าพวกยักษ์คงสู้ไม่ได้แต่บัด นี้ได้มียักษ์ปลอมปนมากับทหารลิง ซึ่งพอจะสังเกตได้เพราะยักษ์ไม่มีเงาตามตัว และตาไม่กระพริบเหมือนสัตว์ทั้งหลาย
(ห้องที่ 43) พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปจับยักษ์ที่ปลอมเป็นลิงมาประจานให้สาใจ หนุมานจึงนิมิตกายใหญ่เท่าเขาจักรวาลและเอามือหนึ่งครอบพวกทหารไว้ แล้วให้พวกทหารออกจากมือทีละตัว จนเหลือสุกรสารเป็นตัวสุดท้าย หนุมานจึงจับตัวสุกรสารมาดูเห็นไม่มีเงา และตาก็ไม่กระพริบดังที่พิเภกว่า จึงจิกศีรษะสุกรสารไว้ แล้วลิงปลอมก็กลายเป็นยักษ์ หลังจากนั้นหนุมานก็นำตัวสุกรสารมาเฝ้าพระราม
เมื่อพระรามซักไซ้ไล้ เลียงสุกรสารเรียบร้อยแล้วจึงให้สุครีพปรึกษาโทษว่าจะทำอย่างไร สุครีพแจ้งว่าถึงแม้ฆ่าไปก็เสียเกียรติยศพระราม ขอให้งดเว้นแต่ให้เฆี่ยนและสักหน้าปล่อยให้กลับไปรายงานนายของมัน พระรามเห็นดีด้วยจึงให้ทำตามนั้น
สุกรสารเมื่อกลับมายังลงกาก็รายงาน ให้ทศกัณฐ์ทราบเรื่องว่าพระรามได้มาตั้งพลทัพที่เขา คันธมาทน์และพิเภกไปสมัครเป็นพรรคพวกของพระรามด้วย และคิดว่าที่พวกลิงสามารถจับตนได้นั้นก็เพราะพิเภกบอกอุบายให้ถ้าทิ้งไว้น่า จะมีภัยเพราะพิเภกคงจะสาวไส้ให้กากิน ทศกัณฐ์จึงคิดหาอุบายทำให้พระรามขับพิเภกจากพลับพลาแล้วตนเองสามารถไปฆ่า พิเภกได้โดยง่าย
พิเภกทำนายฝันว่า กะลาคือกรุงลงกา ไส้กะลาคือทศกัณฐ์ น้ำมันยางคือพระญาติวงศ์ทั้งหลาย เพลิงคือนางสีดา หญิงที่วิ่งมาจุดไฟคือนางสำมนักขา แร้งเผือกคือพระราม แร้งดำคือทศกัณฐ์ การศึกครั้งนี้ร้ายแรงนัก
ทศกัณฐ์โกรธมากให้ พิเภกสะเดาะเคราห์ แต่พิเภกบอกว่าสะเดาะไม่ได้ทำให้ร้ายกลายเป็นดีได้ทางเดียว คือคืนนางสีดาให้แก่พระราม ทศกัณฐ์โกรธพิเภกมากถึงขนาดตัดพี่ตัดน้อง ริบเมียคือนางตรีชาดาไปเป็นทาสรับใช้นางสีดา ริบสมบัติทั้งหมดแล้วขับไล่ออกไปจากเมือง
พิเภก แสนรันทดเศร้าใจที่ต้องจากเมืองไปในครั้งนี้ เดินทางดั้นด้นพ้นเมืองมาจึงพิเคราะห์ดูดวงตนเอง เห็นว่าชะตาแค่จากถิ่นฐานไม่ถึงกับชะตาขาด มีผู้อุปถัมภ์สำคัญอยู่ทางทิศตะวันออก จึงเหาะข้ามสมุทรมุ่งไปยังเขาคันธมาทน์
(ห้องที่ 41) ในที่สุดพิเภกได้มาพบกับนิลเอกซึ่งเป็นหัวหน้าลิงอยู่ตามชายป่า พิเภกขอให้นิลเอกพาตนไปเข้าเฝ้าพระราม นิลเอกจึงพาพิเภกไปพบกับสุครีพ สุครีพซักไซ้ไล้เลียงจนหมดข้อสงสัยจึงพาพิเภกไปเข้าเฝ้าพระรามและรายงานให้ ทรงทราบว่าพิเภกเป็นน้องของทศกัณฐ์ถูกขับออกจากเมืองมาจึงใคร่จะมาขอสมัคร อยู่กับพระราม พิเภกจึงกล่าวขอตั้งสัตย์สาบานตัวเข้าสวามิภักดิ์ต่อพระราม จากนั้นพิเภก กับสุครีพตั้งสัตยาสาบานตนท่ามกลางเหล่าทหารทั้งหลายจะเป็นสหายรักร่วมชีวิต ตลอดไป
รุ่งเช้า พระรามถามพิเภกว่า ทหารยักษ์ในลงกามีมากน้อยเพียงใด ถ้าจะยกทหารลิงไปสู้รบกับยักษ์จะได้ชัยชนะหรือไม่ พิเภกทูลว่าทหารยักษ์ในเมืองลงกามีมากกว่าทหารลิงของพระราม ทั้งยังเชี่ยวชาญในการยุทธ สามารถแปลงกายหายตัว และดำดินเหาะเหินเดินสมุทรก็ทำได้ขอให้ตนได้เห็นฝีมือทหารลิงของพระรามก่อน จึงจะสามารถประเมินกำลังความสามารถได้ พระรามจึงสั่งให้สุครีพนำพวกลิงออกไปริมเนินพระสมุทรแล้วสำแดงฤทธิ์ให้พิเภก ดูด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ลิงช้อนพระอาทิตย์ ลิงหักภูเขาทุ่ม ลิงขี่ปลาในแม่น้ำ เป็นต้น ซึ่งมีอยู่คราวหนึ่งที่ลิงได้หักภูเขาทุ่มนั้น
(ห้อง ที่ 42) ปรากฏว่าหินได้ไปตกที่กลางปราสาทวังของทศกัณฐ์ อีกทั้งทศกัณฐ์ได้ยินเสียงกึกก้องท้องฟ้ามืดมิด มีฟ้าแลบ จึงส่ง สุกรสารเสนาบดีใหญ่ไปดูเหตุการณ์ สุกรสารจึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวบินไปดูพวกลิง แล้วบังเอิญถูกพวกลิงง้างหินจาก ภูเขามาถูกปีกหัก เจ็บปวดมาก จึงนิมิตกายเป็นลิงป่าปลอมปนไปกับพวกทหารลิง พิเภกเมื่อเห็นพละกำลังของทหารลิงก็ทูลพระรามว่าพวกยักษ์คงสู้ไม่ได้แต่บัด นี้ได้มียักษ์ปลอมปนมากับทหารลิง ซึ่งพอจะสังเกตได้เพราะยักษ์ไม่มีเงาตามตัว และตาไม่กระพริบเหมือนสัตว์ทั้งหลาย
(ห้องที่ 43) พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปจับยักษ์ที่ปลอมเป็นลิงมาประจานให้สาใจ หนุมานจึงนิมิตกายใหญ่เท่าเขาจักรวาลและเอามือหนึ่งครอบพวกทหารไว้ แล้วให้พวกทหารออกจากมือทีละตัว จนเหลือสุกรสารเป็นตัวสุดท้าย หนุมานจึงจับตัวสุกรสารมาดูเห็นไม่มีเงา และตาก็ไม่กระพริบดังที่พิเภกว่า จึงจิกศีรษะสุกรสารไว้ แล้วลิงปลอมก็กลายเป็นยักษ์ หลังจากนั้นหนุมานก็นำตัวสุกรสารมาเฝ้าพระราม
เมื่อพระรามซักไซ้ไล้ เลียงสุกรสารเรียบร้อยแล้วจึงให้สุครีพปรึกษาโทษว่าจะทำอย่างไร สุครีพแจ้งว่าถึงแม้ฆ่าไปก็เสียเกียรติยศพระราม ขอให้งดเว้นแต่ให้เฆี่ยนและสักหน้าปล่อยให้กลับไปรายงานนายของมัน พระรามเห็นดีด้วยจึงให้ทำตามนั้น
สุกรสารเมื่อกลับมายังลงกาก็รายงาน ให้ทศกัณฐ์ทราบเรื่องว่าพระรามได้มาตั้งพลทัพที่เขา คันธมาทน์และพิเภกไปสมัครเป็นพรรคพวกของพระรามด้วย และคิดว่าที่พวกลิงสามารถจับตนได้นั้นก็เพราะพิเภกบอกอุบายให้ถ้าทิ้งไว้น่า จะมีภัยเพราะพิเภกคงจะสาวไส้ให้กากิน ทศกัณฐ์จึงคิดหาอุบายทำให้พระรามขับพิเภกจากพลับพลาแล้วตนเองสามารถไปฆ่า พิเภกได้โดยง่าย
ตอนที่ 18 หนุมานเข้าเฝ้านางสีดา
พระนารถฤาษีตอบว่า ถึงแม้ตนอยู่เมืองยักษ์ ไม่ได้ติดต่อกับพวกยักษ์ แต่ก็รู้ว่านางสีดานั้นเป็นเมียพระราม ทศกัณฐ์ไปลักมาไว้ที่สวน แต่นางสีดาก็ “ไม่ยินดีปรีดา ตัดพ้อด่าว่าทุกประการ” ครั้นแล้วพระฤาษีก็ถามว่า ตัวเองเป็นแต่ลิงป่ามาถามถึงนางสีดาด้วยเหตุอันใด หนุมานจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง เมื่อพระนารทฤาษีทราบเรื่องโดยตลอดแล้ว ก็มีความยินดีที่คราวนี้พวกยักษ์รวมทั้งทศกัณฐ์จะต้องตายด้วยศรพระจักรี จึงอวยชัยให้พรหนุมาน
(ห้องที่ 34) ฝ่ายทศกัณฐ์ตั้งแต่ได้นางสีดามาไว้ในสวนอุทยานก็มีความหลงใหลใฝ่ฝันถึงนางจน มิได้คิดถึงนางมณโฑและฝูงสรางค์นางใน แต่ทุกครั้งที่ทศกัณฐ์ไปเยี่ยมเยียนพูดจาเกี้ยวพาราสีให้นางสีดาตัดอกตัดใจ จากพระรามว่าป่านนี้คงตายกลางป่าขณะไปตามกวางทองแล้ว นางสีดามีแต่ด่าว่าไม่สนใจใยดีทศกัณฐ์ ก่อนกลับทศกัณฐ์กล่าวกับนางยักษ์ที่ให้เฝ้านางสีดาว่า ทำไมถึงไม่ว่ากล่าวนางสีดาให้รู้จักโอนอ่อนบ้างต่อไปถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะลงโทษถึงประหารชีวิต แล้วทศกัณฐ์ก็ขึ้นรถจากสวนแก้วอุทยาน กลับเข้าไปในพระราชวังของตน

ฝ่าย นางยักษ์จึงแค้นเคืองนางสีดาและเข้าไปหานางแล้วรำพันว่า ทศกัณฐ์รักนางดังดวงใจ ทำไมจึงไม่โอนอ่อนผ่อนผันบ้าง แต่กลับด่าว่าด้วยประการต่างๆซึ่งเป็นเหตุให้นางยักษ์ที่เฝ้านางสีดาอาจพลอย ถูกฆ่าตายไปด้วย นางสีดาคิดแค้นทศกัณฐ์และถ้อยคำของนางกำนัลจึงตัดสินใจจะผูกคอตาย โดยแกล้งทำเป็นเข้าที่บรรทมรอจนพวกนางยักษ์หลับใหลไป นางจึงออกมาที่ต้นโศกใหญ่ รำพันถึงพระรามและขอฝากพระราม พระลักษณ์ไว้กับเทพยดาทุกสถาน ครั้นแล้วนางสีดาก็น้าวกิ่งโศกลงมา แล้วหน่วงตัวขึ้นไปบนกิ่งโศกหมายจะผูกคอตาย
ฝ่ายหนุมานซึ่งแอบดูอยู่ จึงรีบโจนลงไปแก้ผ้าภูษาทรงที่ผูกคอนางสีดาออก แล้วหย่อนลงมายังพื้นดินเห็นนางยังไม่ตายก็ดีใจ ลงกราบอยู่หน้านางสีดา นางสีดาแปลกใจจึงไต่ถามว่าเหตุใดจึงมาขัดขวาง หนุมานจึงทูลว่า ตนเองคือทหารของพระราม บัดนี้พระรามได้เสด็จยกพลมารบยักษ์ในภายหลัง ในชั้นนี้ พระรามได้สั่งให้ตนมาส่งข่าวถึงนางสีดาว่า พระองค์กับพระลักษณ์ยังโศกเศร้าและระลึกถึงนางอยู่เสมอ แล้วหนุมานก็ถวายแหวนและผ้าสไบ บอกว่าของทั้งสองสิ่งนี้ พระรามให้เอามาถวาย พร้อมแจ้งเรื่องเมื่อครั้งยกมหาธนูโมลีที่ในมิถิลา นางสีดาจึงสิ้นความสงสัย

หนุ มานจึงขอเชิญนางสีดาให้ขึ้นนั่งบนมือของตนเพื่อจะนำไปเฝ้าพระราม และถ้าพวกยักษ์ตามทันก็จะฆ่าให้ตายหมด นางสีดาตอบว่า นางจะไปกับหนุมานไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นเรื่องยักษ์พามาลิงพาไป คนทั้งหลายอาจตำหนิได้ และแม้พระรามเองก็อาจระแวงสงสัย ดังนั้นหนุมานจึงขอให้นางสีดาอยู่คอยท่าพระราม พระลักษณ์ส่วนตนขอลาไปก่อนเพื่อไปแจ้งให้พระรามทราบ
(ห้องที่ 35) เมื่อหนุมานลานางสีดาออกมาข้างนอกแล้วก็คิดอยากลองฤทธิ์พวกยักษ์ดูให้รู้ กำลังของพวกยักษ์ เพื่อว่าสงครามภายหน้าจะเบาใจ ว่าแล้วหนุมานก็เที่ยวหักต้นไม้ทำลายข้าวของเป็นการใหญ่ ตลอดจนฆ่าพวกยักษ์ตายย่อยยับทับกัน ที่เหลือตายก็ไปรีบไปทูลสหัสกุมารซึ่งเป็นบุตรทศกัณฐ์ เมื่อทราบเรื่องจึงรีบขึ้นรถมาดู แล้วบอกหนุมานว่าจะจับตัวไปถวายให้ทศกัณฐ์ เกิดการสู้รบระหว่างหนุมานกับสหัสกุมาร ผลปรากฎว่า หนุมานฆ่าพวกยักษ์ทั้งหลายและสหัสกุมารจำนวนพันองค์ตายหมด ที่เหลือก็หนีมาทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงสั่งให้อินทรชิตไปฆ่าลิง หรือ ถ้าจับเป็นได้ก็ให้จับมา อินทรชิตออกไปสู้รบกับหนุมานแล้วแผลงศรนาคบาศซึ่งศรกลับกลายเป็นนาคจำนวนมาก มายมาพันตัวหนุมาน
(ห้องที่ 36) ฝ่ายหนุมานรู้ว่าหากตนสะบัด นาคก็จะขาดได้โดยง่ายแต่อยากรู้ว่าพวกยักษ์จะทำอย่างไรกับตนจึงแกล้งนอนนิ่ง เสีย อินทรชิตจึงนำหนุมานมาเข้าเฝ้าทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สั่งให้ประหารชีวิต ทว่าทำอย่างไรหนุมานก็ไม่ตาย หนุมานจึงออกอุบายว่าให้เผาตนเองถึงจะตาย ทศกัณฐ์หลงเชื่อทำตาม เมื่อไฟติดหนุมานก็วิ่งทั่วกรุงลง ไฟไหม้เผาเมืองจนวอดวาย หนุมานกระโดดลงน้ำเพื่อดับไฟ แต่ไฟที่หางยังไม่ดับจึงกลับไปหาพระนารทฤาษี พระนารถฤาษีจึงแนะนำให้ใช้น้ำบ่อน้อยดับไฟ หนุมานคิดได้ด้วยปัญญาจึงเอาหางอมใส่ในปากและอัดลมในช่องจมูกแล้วไฟนั้นก็ ดับ สาเหตุเนื่องมาจากไฟที่ทศกัณฐ์ใช้จุดนั้นมิใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นไฟที่จุดด้วยหอกแก้วสุรกานต์ถือเป็นไฟอาถรรพ์
ครั้นแล้วหนุ มานก็กราบลาพระนารถฤาษีเหาะกลับไปยังเขาเหมติรัน เล่าเรื่องทั้งหมดให้องคตและชมพูพานฟัง รุ่งเช้าทั้งกองทัพลิงจึงลาพญาสัมพาทีเพื่อกลับไปเฝ้าพระราม ณ เขาคันมาทน์ต่อไป
(ห้องที่ 37) กล่าวถึงทศกัณฐ์ขณะนั้นได้พานางมณโฑขึ้นบุษบกแก้วและนำบรรดาญาติวงศ์ หนีไฟไปอยู่บนยอดเขาสัตนา ไฟไหม้กรุงลงกาวอดวาย ลงกาเป็นเมืองที่เทวดาชั้นพรหมสร้างให้พระอัยกา (ปู่) ของทศกัณฐ์ ซึ่งสวยงามดั่งเมืองพระอินทร์
(ห้องที่ 38) ทศกัณฐ์จึงอันเชิญฝูงเทวดาให้มาช่วยสร้างเมืองให้ใหม่ ให้งดงามดังเดิม เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ฝ่ายทศกัณฐ์ก็พาบรรดามเหสีและบริวารทั้งหมดกลับสู่กรุงลงกาใหม่
(ห้อง ที่ 39) เมื่อคณะของหนุมานกลับมายังเขาคันทมาทน์ จึงพากันมาเฝ้าพระรามแล้วทูลให้ทราบว่าทางไปยังลงกานั้นกันดารต้องข้ามเขา ลำเนาป่า จนท้ายสุดเรื่องเผากรุงลงกา พระรามทรงกริ้วมากที่หนุมานทำเกินคำสั่งอาจทำให้พวกยักษ์โกรธและอาจคิดฆ่า นางสีดาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุครีพและเหล่าพญาวานรอื่นขอประทานให้งดโทษไว้ก่อนเพราะสงครามเบื้องหน้า ยังมี หนุมานรู้สึกน้อยใจเนื่องจากตนทำไปด้วยความจงรักภักดี
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ขับไล่พิเภก**
(ห้องที่ 34) ฝ่ายทศกัณฐ์ตั้งแต่ได้นางสีดามาไว้ในสวนอุทยานก็มีความหลงใหลใฝ่ฝันถึงนางจน มิได้คิดถึงนางมณโฑและฝูงสรางค์นางใน แต่ทุกครั้งที่ทศกัณฐ์ไปเยี่ยมเยียนพูดจาเกี้ยวพาราสีให้นางสีดาตัดอกตัดใจ จากพระรามว่าป่านนี้คงตายกลางป่าขณะไปตามกวางทองแล้ว นางสีดามีแต่ด่าว่าไม่สนใจใยดีทศกัณฐ์ ก่อนกลับทศกัณฐ์กล่าวกับนางยักษ์ที่ให้เฝ้านางสีดาว่า ทำไมถึงไม่ว่ากล่าวนางสีดาให้รู้จักโอนอ่อนบ้างต่อไปถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะลงโทษถึงประหารชีวิต แล้วทศกัณฐ์ก็ขึ้นรถจากสวนแก้วอุทยาน กลับเข้าไปในพระราชวังของตน
ฝ่าย นางยักษ์จึงแค้นเคืองนางสีดาและเข้าไปหานางแล้วรำพันว่า ทศกัณฐ์รักนางดังดวงใจ ทำไมจึงไม่โอนอ่อนผ่อนผันบ้าง แต่กลับด่าว่าด้วยประการต่างๆซึ่งเป็นเหตุให้นางยักษ์ที่เฝ้านางสีดาอาจพลอย ถูกฆ่าตายไปด้วย นางสีดาคิดแค้นทศกัณฐ์และถ้อยคำของนางกำนัลจึงตัดสินใจจะผูกคอตาย โดยแกล้งทำเป็นเข้าที่บรรทมรอจนพวกนางยักษ์หลับใหลไป นางจึงออกมาที่ต้นโศกใหญ่ รำพันถึงพระรามและขอฝากพระราม พระลักษณ์ไว้กับเทพยดาทุกสถาน ครั้นแล้วนางสีดาก็น้าวกิ่งโศกลงมา แล้วหน่วงตัวขึ้นไปบนกิ่งโศกหมายจะผูกคอตาย
ฝ่ายหนุมานซึ่งแอบดูอยู่ จึงรีบโจนลงไปแก้ผ้าภูษาทรงที่ผูกคอนางสีดาออก แล้วหย่อนลงมายังพื้นดินเห็นนางยังไม่ตายก็ดีใจ ลงกราบอยู่หน้านางสีดา นางสีดาแปลกใจจึงไต่ถามว่าเหตุใดจึงมาขัดขวาง หนุมานจึงทูลว่า ตนเองคือทหารของพระราม บัดนี้พระรามได้เสด็จยกพลมารบยักษ์ในภายหลัง ในชั้นนี้ พระรามได้สั่งให้ตนมาส่งข่าวถึงนางสีดาว่า พระองค์กับพระลักษณ์ยังโศกเศร้าและระลึกถึงนางอยู่เสมอ แล้วหนุมานก็ถวายแหวนและผ้าสไบ บอกว่าของทั้งสองสิ่งนี้ พระรามให้เอามาถวาย พร้อมแจ้งเรื่องเมื่อครั้งยกมหาธนูโมลีที่ในมิถิลา นางสีดาจึงสิ้นความสงสัย
หนุ มานจึงขอเชิญนางสีดาให้ขึ้นนั่งบนมือของตนเพื่อจะนำไปเฝ้าพระราม และถ้าพวกยักษ์ตามทันก็จะฆ่าให้ตายหมด นางสีดาตอบว่า นางจะไปกับหนุมานไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นเรื่องยักษ์พามาลิงพาไป คนทั้งหลายอาจตำหนิได้ และแม้พระรามเองก็อาจระแวงสงสัย ดังนั้นหนุมานจึงขอให้นางสีดาอยู่คอยท่าพระราม พระลักษณ์ส่วนตนขอลาไปก่อนเพื่อไปแจ้งให้พระรามทราบ
(ห้องที่ 35) เมื่อหนุมานลานางสีดาออกมาข้างนอกแล้วก็คิดอยากลองฤทธิ์พวกยักษ์ดูให้รู้ กำลังของพวกยักษ์ เพื่อว่าสงครามภายหน้าจะเบาใจ ว่าแล้วหนุมานก็เที่ยวหักต้นไม้ทำลายข้าวของเป็นการใหญ่ ตลอดจนฆ่าพวกยักษ์ตายย่อยยับทับกัน ที่เหลือตายก็ไปรีบไปทูลสหัสกุมารซึ่งเป็นบุตรทศกัณฐ์ เมื่อทราบเรื่องจึงรีบขึ้นรถมาดู แล้วบอกหนุมานว่าจะจับตัวไปถวายให้ทศกัณฐ์ เกิดการสู้รบระหว่างหนุมานกับสหัสกุมาร ผลปรากฎว่า หนุมานฆ่าพวกยักษ์ทั้งหลายและสหัสกุมารจำนวนพันองค์ตายหมด ที่เหลือก็หนีมาทูลทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์จึงสั่งให้อินทรชิตไปฆ่าลิง หรือ ถ้าจับเป็นได้ก็ให้จับมา อินทรชิตออกไปสู้รบกับหนุมานแล้วแผลงศรนาคบาศซึ่งศรกลับกลายเป็นนาคจำนวนมาก มายมาพันตัวหนุมาน
(ห้องที่ 36) ฝ่ายหนุมานรู้ว่าหากตนสะบัด นาคก็จะขาดได้โดยง่ายแต่อยากรู้ว่าพวกยักษ์จะทำอย่างไรกับตนจึงแกล้งนอนนิ่ง เสีย อินทรชิตจึงนำหนุมานมาเข้าเฝ้าทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์สั่งให้ประหารชีวิต ทว่าทำอย่างไรหนุมานก็ไม่ตาย หนุมานจึงออกอุบายว่าให้เผาตนเองถึงจะตาย ทศกัณฐ์หลงเชื่อทำตาม เมื่อไฟติดหนุมานก็วิ่งทั่วกรุงลง ไฟไหม้เผาเมืองจนวอดวาย หนุมานกระโดดลงน้ำเพื่อดับไฟ แต่ไฟที่หางยังไม่ดับจึงกลับไปหาพระนารทฤาษี พระนารถฤาษีจึงแนะนำให้ใช้น้ำบ่อน้อยดับไฟ หนุมานคิดได้ด้วยปัญญาจึงเอาหางอมใส่ในปากและอัดลมในช่องจมูกแล้วไฟนั้นก็ ดับ สาเหตุเนื่องมาจากไฟที่ทศกัณฐ์ใช้จุดนั้นมิใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นไฟที่จุดด้วยหอกแก้วสุรกานต์ถือเป็นไฟอาถรรพ์
ครั้นแล้วหนุ มานก็กราบลาพระนารถฤาษีเหาะกลับไปยังเขาเหมติรัน เล่าเรื่องทั้งหมดให้องคตและชมพูพานฟัง รุ่งเช้าทั้งกองทัพลิงจึงลาพญาสัมพาทีเพื่อกลับไปเฝ้าพระราม ณ เขาคันมาทน์ต่อไป
(ห้องที่ 37) กล่าวถึงทศกัณฐ์ขณะนั้นได้พานางมณโฑขึ้นบุษบกแก้วและนำบรรดาญาติวงศ์ หนีไฟไปอยู่บนยอดเขาสัตนา ไฟไหม้กรุงลงกาวอดวาย ลงกาเป็นเมืองที่เทวดาชั้นพรหมสร้างให้พระอัยกา (ปู่) ของทศกัณฐ์ ซึ่งสวยงามดั่งเมืองพระอินทร์
(ห้องที่ 38) ทศกัณฐ์จึงอันเชิญฝูงเทวดาให้มาช่วยสร้างเมืองให้ใหม่ ให้งดงามดังเดิม เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ฝ่ายทศกัณฐ์ก็พาบรรดามเหสีและบริวารทั้งหมดกลับสู่กรุงลงกาใหม่
(ห้อง ที่ 39) เมื่อคณะของหนุมานกลับมายังเขาคันทมาทน์ จึงพากันมาเฝ้าพระรามแล้วทูลให้ทราบว่าทางไปยังลงกานั้นกันดารต้องข้ามเขา ลำเนาป่า จนท้ายสุดเรื่องเผากรุงลงกา พระรามทรงกริ้วมากที่หนุมานทำเกินคำสั่งอาจทำให้พวกยักษ์โกรธและอาจคิดฆ่า นางสีดาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุครีพและเหล่าพญาวานรอื่นขอประทานให้งดโทษไว้ก่อนเพราะสงครามเบื้องหน้า ยังมี หนุมานรู้สึกน้อยใจเนื่องจากตนทำไปด้วยความจงรักภักดี
**ตอนต่อไป ทศกัณฐ์ขับไล่พิเภก**
ตอนที่ 17 หนุมานเข้ากรุงลงกา
หนุมานเดินทางเข้ากรุงลงกาโดยแปลงตัวเป็นยักษ์ เมื่อเข้าไปถึงในวังจึงร่ายมนตร์สะกดให้พวกยักษ์หลับ แล้วกลายกลับเป็นลิงขึ้นเดินดูปราสาทต่างๆ

ปราสาทที่ 1 พบพิเภกถือกระดานชนวนหลับใหลอยู่
ปราสาทที่ 2 พบกุมภกรรณร่างกายโตใหญ่มีคฑาเพชรวางไว้ข้างแท่นบรรทม และมีนางบำเรอหลายคนรูปร่างสวยงามกำลังนอนหลับอยู่
ประสาท ที่ 3 พบอินทรชิต ยักษ์หนุ่มน้อยหน้าสีเขียวกำลังนอนแนบกับผู้หญิงซึ่งมีหน้าเหมือนดวงจันทร์ บนแท่นบรรทม ข้างแท่นมีที่วางพระแสงศร
เห็นอสูรตนหนึ่งนอนหลับ
มือจับดินสอไว้มั่น
สมุดกระดานชนวนนั้น
วางข้างกุมภัณฑ์นิทรา
เห็นอสูรตนหนึ่งบนที่
กายาพ่วงพีเติบใหญ่
มีคทาเพชรแพร้วแววไว
วางไว้ข้างแท่นพรายพรรณ
เห็นอสูรหนุ่มน้อยทรงลักษณ์
ดวงพักตร์เขียวขำดั่งเลขา
นางหนึ่งนอนแนบอุรา
พักตราดั่งดวงจันทร
เห็นอสูรตนหนึ่งนิทรา
ยี่สิบกรสิบหน้าขึงขัน
ก็รู้ว่าท้าวทศกัณฐ์
มีนางหนึ่งนั้นแนบนอน
ครั้น มาถึงปราสาทที่ 4 เห็นยักษ์ตนหนึ่ง มี 10 หน้า 20 มือ ก็รู้ว่าเป็นทศกัณฐ์ ซึ่งกำลังนอนแนบกับหญิงผู้มีโฉมงดงาม โดยมีสาวสนมนั่งเฝ้าอยู่เรียงรายดั่งดาวล้อมเดือนในชั้นต้น เข้าใจว่าสาวสวยที่นอนแนบกับทศกัณฐ์นั้น คือ นางสีดา จึงคิดจะตัดเศียรไปถวายพระราม แต่ภายหลังเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆจึงรู้ว่าเป็นนางมณโฑ ไม่ใช่นางสีดา จึงลงจากปราสาท และเที่ยวดูตามห้องต่างๆในวัง ก็ไม่พบสิ่งใดที่ประหลาดตา จึงเหาะกลับมาถามพระนารถฤาษี
ปราสาทที่ 1 พบพิเภกถือกระดานชนวนหลับใหลอยู่
ปราสาทที่ 2 พบกุมภกรรณร่างกายโตใหญ่มีคฑาเพชรวางไว้ข้างแท่นบรรทม และมีนางบำเรอหลายคนรูปร่างสวยงามกำลังนอนหลับอยู่
ประสาท ที่ 3 พบอินทรชิต ยักษ์หนุ่มน้อยหน้าสีเขียวกำลังนอนแนบกับผู้หญิงซึ่งมีหน้าเหมือนดวงจันทร์ บนแท่นบรรทม ข้างแท่นมีที่วางพระแสงศร
เห็นอสูรตนหนึ่งนอนหลับ
มือจับดินสอไว้มั่น
สมุดกระดานชนวนนั้น
วางข้างกุมภัณฑ์นิทรา
เห็นอสูรตนหนึ่งบนที่
กายาพ่วงพีเติบใหญ่
มีคทาเพชรแพร้วแววไว
วางไว้ข้างแท่นพรายพรรณ
เห็นอสูรหนุ่มน้อยทรงลักษณ์
ดวงพักตร์เขียวขำดั่งเลขา
นางหนึ่งนอนแนบอุรา
พักตราดั่งดวงจันทร
เห็นอสูรตนหนึ่งนิทรา
ยี่สิบกรสิบหน้าขึงขัน
ก็รู้ว่าท้าวทศกัณฐ์
มีนางหนึ่งนั้นแนบนอน
ครั้น มาถึงปราสาทที่ 4 เห็นยักษ์ตนหนึ่ง มี 10 หน้า 20 มือ ก็รู้ว่าเป็นทศกัณฐ์ ซึ่งกำลังนอนแนบกับหญิงผู้มีโฉมงดงาม โดยมีสาวสนมนั่งเฝ้าอยู่เรียงรายดั่งดาวล้อมเดือนในชั้นต้น เข้าใจว่าสาวสวยที่นอนแนบกับทศกัณฐ์นั้น คือ นางสีดา จึงคิดจะตัดเศียรไปถวายพระราม แต่ภายหลังเมื่อเข้าไปดูใกล้ๆจึงรู้ว่าเป็นนางมณโฑ ไม่ใช่นางสีดา จึงลงจากปราสาท และเที่ยวดูตามห้องต่างๆในวัง ก็ไม่พบสิ่งใดที่ประหลาดตา จึงเหาะกลับมาถามพระนารถฤาษี
ตอนที่ 16 หาทางเข้ากรุงลงกา
(ห้องที่ 29) ในการที่จะไปตามหานางสีดาในครั้งนี้ พระรามทรงประทับที่เขาคันธมาทน์ และได้ส่งนายทหารวานรผู้มีฝีมือคือ หนุมาน ชมพูพาน และองคต ล่วงหน้าไปก่อนเพื่อดูลาดเลา และตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขา หนทางไปสู่ลงกา ดังนั้นพระรามจึงมอบแหวนกับสไบของนางสีดาให้หนุมาน และบอกนางว่าพระรามกำลังตามมา
หนุมานทูลพระรามว่า หลักฐานเท่านี้ไม่เพียงพอ เพราะอาจเป็นของตกกลางป่าก็ได้ พระรามจึงบอกความหลังที่รู้กันอยู่เพียงสององค์คือพระรามสบตานางสีดา เมื่อครั้งไปยกศรที่กรุงมิถิลา ที่ช่องประตูปราสาทและต่างก็หลงรักกันในทันใด
ครั้นแล้วหนุมาน องคต ชมพูพาน ก็ลาพระราม พระลักษณ์ แล้วนำพลจากเขาคันธมาทน์ดั้นดัดลัดป่าพนาดร บทจรโดยทิศหรดี ซึ่งปรากฏว่าระหว่างการเดินทางของหนุมานกับคณะก่อนที่จะไปพบนางสีดาต้อง เผชิญเหตุการณ์ต่างๆรวม 8 เรื่อง ดังจะกล่าวต่อไป
๑ องคตพบยักษ์ปักหลั่น(ห้องที่ 30)
เมื่อ หนุมานและคณะได้เดินทางไปถึงสระโบกขรณี ซึ่งมีชื่อว่า สระพันตา หรือ สระยักษ์ปักหลั่น ทั้งสามพญาวานรและพลทัพจึงหยุดพักนอนที่ริมสระ และในคืนวันนั้นยักษ์ปักหลั่นผู้เฝ้ารักษาสระเห็นลิงเป็นจำนวนมากมาหยุดพัก นอนที่ริมสระจึงออกมาดู จึงคิดตั้งใจจะฆ่าให้ตายหมายกินให้อิ่มหนำสำราญ ว่าแล้วก็โจนเข้าถีบอกองคต หลังจากนั้น องคตกับยักษ์ปักหลั่นก็สู้รบกัน แต่ภายหลังยักษ์ปักหลั่นทราบว่าองคตเป็นทหารของพระนารายณ์ จึงบอกว่าตนเองเดิมเป็นเทวดาข้ารับใช้พระอิศวรแต่ไปเป็นชู้กับนางฟ้าชื่อ เกสรมาลา พระอิศวรทราบเรื่องเข้าทรงกริ้วมากจึงสาปให้เป็นยักษ์มาเฝ้าสระพันตาจนกว่า จะได้พบทหารพระนารายณ์เอามือลูบหลังจึงจะพ้นโทษหนักที่สาปไว้ องคตได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสารจึงเอามือลูบหลังยักษ์ปักหลั่น แล้วยักษ์ก็กลับกลายเป็นเทวาเหาะไปฟากฟ้าสถาวร
๒ หนุมานพบนางบุษมาลี(ห้องที่ 30/1)
พญา วานรทั้งสามพร้อมไพร่พลลิงเดินทางต่อผ่านทุ่งวุ้งเขาและแนวป่าก็มาพบเมือง ร้างอยู่กลางป่า มีมหาปราสาท แต่ไม่มีคนเดินไปมาจึงรู้สึกแปลกใจกันยิ่งนัก หนุมานอาสาจะเข้าไปตรวจสอบ แล้วให้องคตกับชมพูพานดูแลรี้พล เมื่อหนุมานเข้าไปในปราสาทได้พบกับหญิงสาวสวยผู้หนึ่งชื่อ บุษมาลี เมืองนี้ชื่อเมืองมายัน แต่เดิมนางอยู่กับพระอินทร์ต่อมาเกิดเหตุร้าย คือ ท้าวดาวันไปเฝ้าพระอินทร์เห็นนางรำพาก็นึกรัก และทุกครั้งที่ไปเข้าเฝ้าก็จะรบเร้าให้นางบุษมาลีเป็นแม่สื่อให้
ต่อ มาพระอินทร์ทรงทราบเรื่องทรงกริ้วมาก จึงสาปให้นางบุษมาลีมาอยู่แต่ผู้เดียวในปราสาทจนกว่าจะได้พบทหารพระนารายณ์ จึงให้พ้นโทษ หนุมานจึงแผลงฤทธิ์กลายเป็นลิง 4 หน้า 8 มือ แล้วหาวเป็นดาวดวงอาทิตย์ และในที่สุดก็ได้นางบุษมาลีเป็นเมีย และขอให้นางชี้ทางไปลงกาให้ด้วย นางบอกให้ไปทางทิศหรดี มีนางฟ้าเฝ้าแม่น้ำอยู่ให้ไปถามนางเถิด ส่วนตนเองบัดนี้พ้นคำสาปแล้วขอให้ช่วยส่งนางกลับไปบนฟ้าด้วย หนุมานจึงเข้าอุ้มนางบุษมาลี มองหน้านางด้วยความอาลัย พลางถอนใจใหญ่ แล้วตัดสินใจโยนนางขึ้นไปในอากาศ

๓ หนุมานพบนางฟ้า ชื่อนางสุวรรณมาลี
หลัง จากนั้นหนุมานก็กลับออกมาแล้วเล่าให้องคต และ ชมพูพานฟัง จึงพากันยกพลออกจากเมืองมายันเดินทางต่อไป เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำใหญ่ พบหญิงสาวสวยนั่งอยู่กลางน้ำ จึงสอบถามดูได้ความว่าเป็นข้าบาทบงส์ของพระอิศวร ชื่อ สุวรรณมาลี พระอิศวรใช้ให้มาคอยท่าทหารพระนารายณ์ ซึ่งกำลังเดินทางไปเฝ้านางสีดา เพื่อให้บอกทางไปลงกา จึงขอให้พาทหารลิงข้ามแม่น้ำใหญ่แล้วจะพบพระชฎิลอาจารย์ แล้วให้สอบถามทางต่อไป

๔ หนุมานพบพระชฎิลฤาษี (ห้องที่ 31)
หนุ มานนิรมิตกายใหญ่โตใช้หางพาดเป็นสะพานให้พลวานรใช้เดินข้ามฟากเพื่อไปพบพระ ฤาษีชฎิล เมื่อไปถึงกุฏิพระฤาษี หนุมานก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระฤาษีฟัง แล้วจึ่งถามทางพระอาจารย์ฤาษี พระชฎิลฤาษีตอบว่า เมืองลงกานี้ไปยากต้องข้ามห้วยข้ามเขาไปไกลจนถึงเขาเหมติรันอยู่ริมมหาสมุทร ซึ่งเป็นท่าข้ามไปยังเกาะลงกา เมื่อพญาวานรทั้งสามทราบเรื่อง จึงขอลาเดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้นจนถึงเขาเหมติรัน

๕ พบพญานกชื่อสัมพาที
เมื่อ ถึงเขาเหมติรันแล้ว หนุมานก็นำพลไปบนภูเขาแล้วหยุดอยู่ที่ปากถ้ำแห่งหนึ่ง และไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ หนุมานจึงพูดกับองคตและชมพูพานว่า ตามที่พระรามใช้ให้ไปส่งข่าวถึงนางสีดาที่เมืองลงกานั้น แม้จะยากลำบากสักปานใด เราก็จะไม่ย่อท้อเป็นอันขาด เราจะยอมสละชีวิตเพื่อพระรามเหมือนดั่งนก สดายุที่ได้กระทำมาแล้ว เสียงนั้นดังเข้าไปในถ้ำ นกสัมพาทีจึงออกมาว่า “นกสดายุเป็นน้องของเรา น้องเราถูกใครฆ่า” หนุมานจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังจนจบ
จากนั้นหนุ มานจึงถามนกสัมพาทีว่าทำไมถึงไม่มีขนเล่า นกสัมพาทีจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อสดายุน้องตนยังเล็กอยู่ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นนึกว่าเป็นผลไม้สุกห่ามจะใคร่กินจึงเข้าไปยึดรถพระ อาทิตย์ พระอาทิตย์โกรธจึงเปล่งแสงดังเพลิงไหม้ ตนเองจึงเข้าไปช่วยน้อง ขนจึงหลุดหมดทั้งตัว แล้วพระอาทิตย์ก็สาปซ้ำว่า ให้มาอยู่ในถ้ำเขาเหมติรัน และอย่าให้ขนงอกจนกว่าจะพบทหารเอกพระนารายณ์มาโห่ให้สามครั้ง จึงจะพ้นคำสาป ว่าแล้วพวกลิงจึงโห่สามครั้ง นกสัมพาทีจึงพ้นคำสาป
เมื่อ ขนกลับงอกงามดั่งเดิม แล้วพญาสัมพาทีก็ลองบินดูปรากฏว่ามีกำลังเช่นเดิม จึงอาสานำทางคณะของหนุมานไปยังเมืองลงกา พญาวานรทั้งสามจึงขึ้นหลังนกสัมพาทีแล้วเหาะไปดูเมืองลงกา ซึ่งเป็นเกาะกลางทะเล แล้วกลับมาที่เขาเหมติรันเพื่อเตรียมการ หนุมานจึงแจ้งกับองคตและชมพูพานว่า ตนเองเพียงผู้เดียวจะลอบเข้าไปพบนางสีดา ขอให้รักษาไพร่พลอยู่ที่เขาเหมติรันนี้ และขอให้พญาสัมพาทีช่วยดูแลช่วยเหลือพวกลิงด้วย
๖ หนุมานพบนางผีเสื้อยักษ์(ห้องที่ 32)
หนุ มานเมื่อเหาะข้ามมาลงกาก็ได้พบกับนางผีเสื้อยักษ์ ซึ่งทศกัณฐ์ตั้งไว้เป็นนายด่านด้านมหาสมุทร เพื่อป้องกันศัตรู เมื่อนางผีเสื้อยักษ์เห็นหนุมานเหาะมาจึงถือกระบองขึ้นสู้รบกับหนุมานและอ้า ปากหวังจะกินหนุมาน แต่ หนุมานเอาตรีเพชรออกมาแล้วกระโดดเข้าไปในปากของนางผีเสื้อยักษ์และออกมาทาง หูขวา กระโดดเข้าหูซ้าย แทงท้องลากไส้ออกมาจนถึงแก่ความตาย


๗ หนุมานพบพระนารถฤาษี(ห้องที่ 33)
เมื่อหนุมานฆ่านางผีเสื้อยักษ์ตายแล้ว ก็เหาะไปยังเกาะลงกา จนถึงเขาโสฬสอันเป็นที่ตั้งของอาศรมพระนารถฤาษี
ใน ชั้นต้นหนุมานแปลงตนเป็นลิงน้อยเข้าไปพบพระนารถฤาษีแล้วบอกว่าตนเป็นลิงป่า ได้ยินว่าเมืองลงกาใหญ่โตน่าสนุกสนานจึงขอแวะมาถามทางและขอพักที่อาศรมหนึ่ง คืน พระนารทฤาษีจึงชี้บอกศาลาที่พักให้ ต่อมาหนุมานคิดลองดีกับพระนารถฤาษีจึงนิมิตกายให้เต็มศาลาแล้วร้องบอกพระ ฤาษีว่าศาลาเล็กไป พระนารถฤาษีจึงนิมิตศาลาให้ใหญ่ขึ้นอีก แต่หนุมานก็แกล้งนิมิตกายใหญ่ขึ้นไปอีกจนคับศาลา พระนารถฤาษีรู้ว่าลิงป่าตัวนี้ต้องการลองดี จึงบันดาลฝนให้ตกลงมา จนลิงถูกฝนเปียกหนาว จึงแปลงกายกลับเป็นลิงเล็กเช่นเดิม แล้วหนุมานก็ขอประทานโทษที่ล่วงเกิน แล้วหนุมานก็ขอลาพระฤาษีเหาะตรงไปยังเมืองลงกา

๘ หนุมานรบกับยักษ์เสื้อเมืองลงกา
ด่าน สุดท้ายที่หนุมานต้องผจญก่อนเข้าเมืองลงกา คือต้องต่อสู้กับยักษ์เมืองลงกา ซึ่งมี 4 หน้า 8 มือ แต่ละมือถืออาวุธต่างๆคือ มือหนึ่งถือจักร มือสองถือพระขรรค์ มือสามถือตรี มือสี่ถือคฑา มือห้าถือง้าว มือหกถือศร มือเจ็ดถือโตมร (หอกซัด) มือแปดถือค้อนเหล็ก ทั้งสองสู้รับกัน ผลสุดท้ายหนุมานเอาตรีฟันฟาดยักษ์เสื้อเมืองคอขาดตายพอดีเป็นเวลาค่ำ หนุมานจึงเหาะเข้าเมืองลงกา และพอแลเห็นปราสาทหนุมานก็เหาะลงสู่พื้นดิน
หนุมานทูลพระรามว่า หลักฐานเท่านี้ไม่เพียงพอ เพราะอาจเป็นของตกกลางป่าก็ได้ พระรามจึงบอกความหลังที่รู้กันอยู่เพียงสององค์คือพระรามสบตานางสีดา เมื่อครั้งไปยกศรที่กรุงมิถิลา ที่ช่องประตูปราสาทและต่างก็หลงรักกันในทันใด
ครั้นแล้วหนุมาน องคต ชมพูพาน ก็ลาพระราม พระลักษณ์ แล้วนำพลจากเขาคันธมาทน์ดั้นดัดลัดป่าพนาดร บทจรโดยทิศหรดี ซึ่งปรากฏว่าระหว่างการเดินทางของหนุมานกับคณะก่อนที่จะไปพบนางสีดาต้อง เผชิญเหตุการณ์ต่างๆรวม 8 เรื่อง ดังจะกล่าวต่อไป
๑ องคตพบยักษ์ปักหลั่น(ห้องที่ 30)
เมื่อ หนุมานและคณะได้เดินทางไปถึงสระโบกขรณี ซึ่งมีชื่อว่า สระพันตา หรือ สระยักษ์ปักหลั่น ทั้งสามพญาวานรและพลทัพจึงหยุดพักนอนที่ริมสระ และในคืนวันนั้นยักษ์ปักหลั่นผู้เฝ้ารักษาสระเห็นลิงเป็นจำนวนมากมาหยุดพัก นอนที่ริมสระจึงออกมาดู จึงคิดตั้งใจจะฆ่าให้ตายหมายกินให้อิ่มหนำสำราญ ว่าแล้วก็โจนเข้าถีบอกองคต หลังจากนั้น องคตกับยักษ์ปักหลั่นก็สู้รบกัน แต่ภายหลังยักษ์ปักหลั่นทราบว่าองคตเป็นทหารของพระนารายณ์ จึงบอกว่าตนเองเดิมเป็นเทวดาข้ารับใช้พระอิศวรแต่ไปเป็นชู้กับนางฟ้าชื่อ เกสรมาลา พระอิศวรทราบเรื่องเข้าทรงกริ้วมากจึงสาปให้เป็นยักษ์มาเฝ้าสระพันตาจนกว่า จะได้พบทหารพระนารายณ์เอามือลูบหลังจึงจะพ้นโทษหนักที่สาปไว้ องคตได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสารจึงเอามือลูบหลังยักษ์ปักหลั่น แล้วยักษ์ก็กลับกลายเป็นเทวาเหาะไปฟากฟ้าสถาวร
๒ หนุมานพบนางบุษมาลี(ห้องที่ 30/1)
พญา วานรทั้งสามพร้อมไพร่พลลิงเดินทางต่อผ่านทุ่งวุ้งเขาและแนวป่าก็มาพบเมือง ร้างอยู่กลางป่า มีมหาปราสาท แต่ไม่มีคนเดินไปมาจึงรู้สึกแปลกใจกันยิ่งนัก หนุมานอาสาจะเข้าไปตรวจสอบ แล้วให้องคตกับชมพูพานดูแลรี้พล เมื่อหนุมานเข้าไปในปราสาทได้พบกับหญิงสาวสวยผู้หนึ่งชื่อ บุษมาลี เมืองนี้ชื่อเมืองมายัน แต่เดิมนางอยู่กับพระอินทร์ต่อมาเกิดเหตุร้าย คือ ท้าวดาวันไปเฝ้าพระอินทร์เห็นนางรำพาก็นึกรัก และทุกครั้งที่ไปเข้าเฝ้าก็จะรบเร้าให้นางบุษมาลีเป็นแม่สื่อให้
ต่อ มาพระอินทร์ทรงทราบเรื่องทรงกริ้วมาก จึงสาปให้นางบุษมาลีมาอยู่แต่ผู้เดียวในปราสาทจนกว่าจะได้พบทหารพระนารายณ์ จึงให้พ้นโทษ หนุมานจึงแผลงฤทธิ์กลายเป็นลิง 4 หน้า 8 มือ แล้วหาวเป็นดาวดวงอาทิตย์ และในที่สุดก็ได้นางบุษมาลีเป็นเมีย และขอให้นางชี้ทางไปลงกาให้ด้วย นางบอกให้ไปทางทิศหรดี มีนางฟ้าเฝ้าแม่น้ำอยู่ให้ไปถามนางเถิด ส่วนตนเองบัดนี้พ้นคำสาปแล้วขอให้ช่วยส่งนางกลับไปบนฟ้าด้วย หนุมานจึงเข้าอุ้มนางบุษมาลี มองหน้านางด้วยความอาลัย พลางถอนใจใหญ่ แล้วตัดสินใจโยนนางขึ้นไปในอากาศ
๓ หนุมานพบนางฟ้า ชื่อนางสุวรรณมาลี
หลัง จากนั้นหนุมานก็กลับออกมาแล้วเล่าให้องคต และ ชมพูพานฟัง จึงพากันยกพลออกจากเมืองมายันเดินทางต่อไป เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำใหญ่ พบหญิงสาวสวยนั่งอยู่กลางน้ำ จึงสอบถามดูได้ความว่าเป็นข้าบาทบงส์ของพระอิศวร ชื่อ สุวรรณมาลี พระอิศวรใช้ให้มาคอยท่าทหารพระนารายณ์ ซึ่งกำลังเดินทางไปเฝ้านางสีดา เพื่อให้บอกทางไปลงกา จึงขอให้พาทหารลิงข้ามแม่น้ำใหญ่แล้วจะพบพระชฎิลอาจารย์ แล้วให้สอบถามทางต่อไป
๔ หนุมานพบพระชฎิลฤาษี (ห้องที่ 31)
หนุ มานนิรมิตกายใหญ่โตใช้หางพาดเป็นสะพานให้พลวานรใช้เดินข้ามฟากเพื่อไปพบพระ ฤาษีชฎิล เมื่อไปถึงกุฏิพระฤาษี หนุมานก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระฤาษีฟัง แล้วจึ่งถามทางพระอาจารย์ฤาษี พระชฎิลฤาษีตอบว่า เมืองลงกานี้ไปยากต้องข้ามห้วยข้ามเขาไปไกลจนถึงเขาเหมติรันอยู่ริมมหาสมุทร ซึ่งเป็นท่าข้ามไปยังเกาะลงกา เมื่อพญาวานรทั้งสามทราบเรื่อง จึงขอลาเดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้นจนถึงเขาเหมติรัน
๕ พบพญานกชื่อสัมพาที
เมื่อ ถึงเขาเหมติรันแล้ว หนุมานก็นำพลไปบนภูเขาแล้วหยุดอยู่ที่ปากถ้ำแห่งหนึ่ง และไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ หนุมานจึงพูดกับองคตและชมพูพานว่า ตามที่พระรามใช้ให้ไปส่งข่าวถึงนางสีดาที่เมืองลงกานั้น แม้จะยากลำบากสักปานใด เราก็จะไม่ย่อท้อเป็นอันขาด เราจะยอมสละชีวิตเพื่อพระรามเหมือนดั่งนก สดายุที่ได้กระทำมาแล้ว เสียงนั้นดังเข้าไปในถ้ำ นกสัมพาทีจึงออกมาว่า “นกสดายุเป็นน้องของเรา น้องเราถูกใครฆ่า” หนุมานจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังจนจบ
จากนั้นหนุ มานจึงถามนกสัมพาทีว่าทำไมถึงไม่มีขนเล่า นกสัมพาทีจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อสดายุน้องตนยังเล็กอยู่ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นนึกว่าเป็นผลไม้สุกห่ามจะใคร่กินจึงเข้าไปยึดรถพระ อาทิตย์ พระอาทิตย์โกรธจึงเปล่งแสงดังเพลิงไหม้ ตนเองจึงเข้าไปช่วยน้อง ขนจึงหลุดหมดทั้งตัว แล้วพระอาทิตย์ก็สาปซ้ำว่า ให้มาอยู่ในถ้ำเขาเหมติรัน และอย่าให้ขนงอกจนกว่าจะพบทหารเอกพระนารายณ์มาโห่ให้สามครั้ง จึงจะพ้นคำสาป ว่าแล้วพวกลิงจึงโห่สามครั้ง นกสัมพาทีจึงพ้นคำสาป
เมื่อ ขนกลับงอกงามดั่งเดิม แล้วพญาสัมพาทีก็ลองบินดูปรากฏว่ามีกำลังเช่นเดิม จึงอาสานำทางคณะของหนุมานไปยังเมืองลงกา พญาวานรทั้งสามจึงขึ้นหลังนกสัมพาทีแล้วเหาะไปดูเมืองลงกา ซึ่งเป็นเกาะกลางทะเล แล้วกลับมาที่เขาเหมติรันเพื่อเตรียมการ หนุมานจึงแจ้งกับองคตและชมพูพานว่า ตนเองเพียงผู้เดียวจะลอบเข้าไปพบนางสีดา ขอให้รักษาไพร่พลอยู่ที่เขาเหมติรันนี้ และขอให้พญาสัมพาทีช่วยดูแลช่วยเหลือพวกลิงด้วย
๖ หนุมานพบนางผีเสื้อยักษ์(ห้องที่ 32)
หนุ มานเมื่อเหาะข้ามมาลงกาก็ได้พบกับนางผีเสื้อยักษ์ ซึ่งทศกัณฐ์ตั้งไว้เป็นนายด่านด้านมหาสมุทร เพื่อป้องกันศัตรู เมื่อนางผีเสื้อยักษ์เห็นหนุมานเหาะมาจึงถือกระบองขึ้นสู้รบกับหนุมานและอ้า ปากหวังจะกินหนุมาน แต่ หนุมานเอาตรีเพชรออกมาแล้วกระโดดเข้าไปในปากของนางผีเสื้อยักษ์และออกมาทาง หูขวา กระโดดเข้าหูซ้าย แทงท้องลากไส้ออกมาจนถึงแก่ความตาย
๗ หนุมานพบพระนารถฤาษี(ห้องที่ 33)
เมื่อหนุมานฆ่านางผีเสื้อยักษ์ตายแล้ว ก็เหาะไปยังเกาะลงกา จนถึงเขาโสฬสอันเป็นที่ตั้งของอาศรมพระนารถฤาษี
ใน ชั้นต้นหนุมานแปลงตนเป็นลิงน้อยเข้าไปพบพระนารถฤาษีแล้วบอกว่าตนเป็นลิงป่า ได้ยินว่าเมืองลงกาใหญ่โตน่าสนุกสนานจึงขอแวะมาถามทางและขอพักที่อาศรมหนึ่ง คืน พระนารทฤาษีจึงชี้บอกศาลาที่พักให้ ต่อมาหนุมานคิดลองดีกับพระนารถฤาษีจึงนิมิตกายให้เต็มศาลาแล้วร้องบอกพระ ฤาษีว่าศาลาเล็กไป พระนารถฤาษีจึงนิมิตศาลาให้ใหญ่ขึ้นอีก แต่หนุมานก็แกล้งนิมิตกายใหญ่ขึ้นไปอีกจนคับศาลา พระนารถฤาษีรู้ว่าลิงป่าตัวนี้ต้องการลองดี จึงบันดาลฝนให้ตกลงมา จนลิงถูกฝนเปียกหนาว จึงแปลงกายกลับเป็นลิงเล็กเช่นเดิม แล้วหนุมานก็ขอประทานโทษที่ล่วงเกิน แล้วหนุมานก็ขอลาพระฤาษีเหาะตรงไปยังเมืองลงกา
๘ หนุมานรบกับยักษ์เสื้อเมืองลงกา
ด่าน สุดท้ายที่หนุมานต้องผจญก่อนเข้าเมืองลงกา คือต้องต่อสู้กับยักษ์เมืองลงกา ซึ่งมี 4 หน้า 8 มือ แต่ละมือถืออาวุธต่างๆคือ มือหนึ่งถือจักร มือสองถือพระขรรค์ มือสามถือตรี มือสี่ถือคฑา มือห้าถือง้าว มือหกถือศร มือเจ็ดถือโตมร (หอกซัด) มือแปดถือค้อนเหล็ก ทั้งสองสู้รับกัน ผลสุดท้ายหนุมานเอาตรีฟันฟาดยักษ์เสื้อเมืองคอขาดตายพอดีเป็นเวลาค่ำ หนุมานจึงเหาะเข้าเมืองลงกา และพอแลเห็นปราสาทหนุมานก็เหาะลงสู่พื้นดิน
ตอนที่ 15 หนุมานถวายตัว
พระรามออกเดินทางตามหานางสีดาจนพลัดมาถึงป่ากัทลีวัน ซึ่งหนุมานใช้เป็นที่จำศีล เหล่าเทพารักษ์ร่ายมนตร์บันดาลให้พระรามเหนื่อยและหลับอยู่ที่นี่ เพี่อรอพบหนุมาน ฝ่ายหนุมานเมื่อออกจากการจำศีลก็ท่องเที่ยวไปในป่าจนมาพบพระรามนอนหนุนตัก พระลักษณ์หลับด้วยความเหนื่อยอ่อน แลเห็นพระลักษณ์มีลักษณะรูปงามผิวกายสีเหลืองอ่อนดั่งทองทา ส่วนพระรามก็ผิวพรรณสีเขียวมรกตสดใส จึงแปลงกายเป็นลิงน้อยขึ้นไปขย่มใบไม้ร่วงหล่นมาใส่พระลักษณ์ พระลักษณ์เกรงว่าพระรามจะตื่นจึงไล่ลิงน้อยให้หนีไป ทว่าไม่ได้ผล ลิงน้อยโผนเข้าหาพระลักษณ์พร้อมแย่งธนูไป
พระลักษณ์จึงปลุกพระราม เมื่อพระรามตื่นขึ้นมาพบหน้าลิงน้อยก็เกิดความเอ็นดูเห็นกุณฑล (ต่างหู) ขนเพชรมีเขี้ยวแก้ว ไม่ใช่ลิงธรรมดาแต่พระลักษณ์กลับมองไม่เห็นอะไรเลย ลิงน้อยเมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าพระรามเป็นนารายณ์อวตารลงมาดั่งที่แม่คือ นางสวาหะเคยบอกไว้ หนุมานจึงคืนร่างแสดงตน พร้อมถวายธนูคืนแล้วถวายตัวรับใช้พระรามต่อไป

(ห้อง ที่ 26) จากนั้น ทั้งสามได้เดินมาเจอสุครีพซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหนุมาน พระรามจึงถามไถ่ว่าทำไมจึงมาอยู่ในป่า ไม่อยู่ในเมือง สุครีพจึงเล่าเรื่องที่ผิดใจกับพาลีซึ่งไปสู้รบกับทรพีให้ทรงทราบว่า ตนเข้าใจว่าพาลีตายจึงปิดปากถ้ำ แต่เมื่อพาลีออกมาไม่ยอมฟังตนอธิบายทั้งยังขับไล่ออกจากเมืองขีดขิน และขอให้พระรามฆ่าพาลี แล้วตนจะรับอาสารวบรวมพลไปรบกับทศกัณฐ์

พระ รามทรงรับปากจะช่วยสุครีพ โดยให้ สุครีพไปท้ารบกับพาลี แล้วพระรามจึงแผลงศรฆ่าพาลี เพราะพาลีเคยสาบานเอาไว้ว่า หากตนริบนางดาราไปเป็นเมีย ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์ ก่อนสิ้นใจพาลีได้สำนึกผิด จึงขอลาตายและขอฝากสุครีพ องคต หนุมาน และนางดาราให้พระรามทรงช่วยดูแล (ห้องที่ 27) จากนั้นพระรามยิงศรสร้างโกฏิจัดงานศพให้พาลี

(ห้อง ที่ 28) ครั้นแล้วสุครีพจึงทูลเชิญพระรามเสด็จเข้าเมืองขีดขินและพระรามก็ได้แต่ง ตั้งให้สุครีพเป็นเจ้าเมือง โดยมีนางดาราเป็นอัครมเหสี จากนั้นพระรามเดินทางไปอยู่ที่เขาคันธมาทน์เพื่อให้ทางสุครีพมีเวลาจัดกอง ทัพลิงไปรบกับยักษ์
ในระหว่างทางเดินไปที่เขาคันธมาทน์ พระรามได้พบกันพญายูงทอง ซึ่งบอกว่า นางสีดาได้สั่งไว้ให้ทูลพระรามว่าทศกัณฐ์ได้พานางไปยังเมืองลงกา ขอให้พระรามตามไป ต่อจากนั้นพระรามได้พบกับฝูงลิงป่า ซึ่งนางสีดาได้ฝากผ้าสไบไว้ถวายพระราม และขอให้พระรามตามไปฆ่าทศกัณฐ์
ระหว่าง นั้นสุครีพต้องเสียเวลาไปขับต้อนไพร่พลที่กระจัดกระจายไปอยู่ตามป่า นอกจากนั้นยังห่วงเรื่องท้าวมหาชมพู ซึ่งเป็นเพื่อนกับพญาพาลี พระรามได้ส่งสารไปยังท้าวมหาชมพูเพื่อมาพบตนที่เขาคันธมาทน์ แต่ท้าวมหาชมพูยังสงสัยว่าพระรามไม่ใช่พระนารายณ์อวตารมาเกิด จึงอิดออดไม่ยอมไปเฝ้า หนุมานจึงอาสาสะกดให้พวกชมพูนอนหลับแล้วยกทั้งแท่นบรรทมของท้าวมหาชมพูเหาะ กลับมายังเขาคันธมาทน์ พระรามชมเชยความสามารถของหนุมานแล้วเอามือลูบหัวตลอดหาง ทำให้หนุมานสร่างสาปพระอุมา และยิ่งมีเดชาชาญฉกรรจ์กำลังมากขึ้นพันทวี ซึ่งการที่หนุมานกระทำไปนั้นได้สร้างความขัดเคืองใจแก่นิลพัทธ์เป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนหักหน้า ไม่เกรงใจตน ต่อมาพระราม พระลักษณ์ได้รวบรวมกำลังพลของเมืองชมพูและเมืองขีดขิน แล้วจึ่งให้หนุมาน องคต และชมพูพานไปสืบข่าวลงกา
พระลักษณ์จึงปลุกพระราม เมื่อพระรามตื่นขึ้นมาพบหน้าลิงน้อยก็เกิดความเอ็นดูเห็นกุณฑล (ต่างหู) ขนเพชรมีเขี้ยวแก้ว ไม่ใช่ลิงธรรมดาแต่พระลักษณ์กลับมองไม่เห็นอะไรเลย ลิงน้อยเมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าพระรามเป็นนารายณ์อวตารลงมาดั่งที่แม่คือ นางสวาหะเคยบอกไว้ หนุมานจึงคืนร่างแสดงตน พร้อมถวายธนูคืนแล้วถวายตัวรับใช้พระรามต่อไป
(ห้อง ที่ 26) จากนั้น ทั้งสามได้เดินมาเจอสุครีพซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหนุมาน พระรามจึงถามไถ่ว่าทำไมจึงมาอยู่ในป่า ไม่อยู่ในเมือง สุครีพจึงเล่าเรื่องที่ผิดใจกับพาลีซึ่งไปสู้รบกับทรพีให้ทรงทราบว่า ตนเข้าใจว่าพาลีตายจึงปิดปากถ้ำ แต่เมื่อพาลีออกมาไม่ยอมฟังตนอธิบายทั้งยังขับไล่ออกจากเมืองขีดขิน และขอให้พระรามฆ่าพาลี แล้วตนจะรับอาสารวบรวมพลไปรบกับทศกัณฐ์
พระ รามทรงรับปากจะช่วยสุครีพ โดยให้ สุครีพไปท้ารบกับพาลี แล้วพระรามจึงแผลงศรฆ่าพาลี เพราะพาลีเคยสาบานเอาไว้ว่า หากตนริบนางดาราไปเป็นเมีย ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์ ก่อนสิ้นใจพาลีได้สำนึกผิด จึงขอลาตายและขอฝากสุครีพ องคต หนุมาน และนางดาราให้พระรามทรงช่วยดูแล (ห้องที่ 27) จากนั้นพระรามยิงศรสร้างโกฏิจัดงานศพให้พาลี
(ห้อง ที่ 28) ครั้นแล้วสุครีพจึงทูลเชิญพระรามเสด็จเข้าเมืองขีดขินและพระรามก็ได้แต่ง ตั้งให้สุครีพเป็นเจ้าเมือง โดยมีนางดาราเป็นอัครมเหสี จากนั้นพระรามเดินทางไปอยู่ที่เขาคันธมาทน์เพื่อให้ทางสุครีพมีเวลาจัดกอง ทัพลิงไปรบกับยักษ์
ในระหว่างทางเดินไปที่เขาคันธมาทน์ พระรามได้พบกันพญายูงทอง ซึ่งบอกว่า นางสีดาได้สั่งไว้ให้ทูลพระรามว่าทศกัณฐ์ได้พานางไปยังเมืองลงกา ขอให้พระรามตามไป ต่อจากนั้นพระรามได้พบกับฝูงลิงป่า ซึ่งนางสีดาได้ฝากผ้าสไบไว้ถวายพระราม และขอให้พระรามตามไปฆ่าทศกัณฐ์
ระหว่าง นั้นสุครีพต้องเสียเวลาไปขับต้อนไพร่พลที่กระจัดกระจายไปอยู่ตามป่า นอกจากนั้นยังห่วงเรื่องท้าวมหาชมพู ซึ่งเป็นเพื่อนกับพญาพาลี พระรามได้ส่งสารไปยังท้าวมหาชมพูเพื่อมาพบตนที่เขาคันธมาทน์ แต่ท้าวมหาชมพูยังสงสัยว่าพระรามไม่ใช่พระนารายณ์อวตารมาเกิด จึงอิดออดไม่ยอมไปเฝ้า หนุมานจึงอาสาสะกดให้พวกชมพูนอนหลับแล้วยกทั้งแท่นบรรทมของท้าวมหาชมพูเหาะ กลับมายังเขาคันธมาทน์ พระรามชมเชยความสามารถของหนุมานแล้วเอามือลูบหัวตลอดหาง ทำให้หนุมานสร่างสาปพระอุมา และยิ่งมีเดชาชาญฉกรรจ์กำลังมากขึ้นพันทวี ซึ่งการที่หนุมานกระทำไปนั้นได้สร้างความขัดเคืองใจแก่นิลพัทธ์เป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนหักหน้า ไม่เกรงใจตน ต่อมาพระราม พระลักษณ์ได้รวบรวมกำลังพลของเมืองชมพูและเมืองขีดขิน แล้วจึ่งให้หนุมาน องคต และชมพูพานไปสืบข่าวลงกา
ตอนที่14 พระรามตามกวาง
มารีศไม่อยากทำเพราะรู้ว่าพระรามคือนารายณ์อวตาร แม้ทูลทัดทานแต่ทศกัณฐ์ก็ไม่ฟัง และประกาศว่า ถ้าไม่ไปทำตามคำสั่งก็จะต้องถูกประหารชีวิตพร้อมทั้งลูกเมียด้วย ดังนั้นมารีศจึงยอมทำตามทั้งที่รู้ว่าต้องไปตาย จึงได้ฝากฝังลูกเมียไว้กับทศกัณฐ์
วันรุ่งขึ้น ทศกัณฐ์ก็ดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ ทศกัณฐ์และมารีศทรงรถแล้วขับข้ามสมุทรไปจนใกล้อาศรมพระราม ที่แม่น้ำโคทาวารี จึงบอกให้มารีศแปลงเป็นกวางทองไปล่อพระราม นางสีดาเห็นกวางทองสวยงามก็อยากได้จึงให้พระรามไปตามจับกวางทองมาเลี้ยงไว้ ที่ศาลา
พระรามให้นางสีดากลับไปรออยู่ที่อาศรมแล้วตนรีบตามกวางไป เมื่อตามทันก็รู้ว่าเป็นกวางปลอมจึงแผลงศรสังหาร ก่อนตาย มารีศร้องเลียนเสียงพระรามเพื่อล่อพระลักษณ์ให้ออกมาช่วยพระลักษณ์แม้จะรู้ ว่ามิใช่เสียงพระรามแต่ก็ถูกนางสีดาผลักไสให้ออกไปช่วย จำใจต้องทิ้งนาง สีดาไว้ที่อาศรมเพียงลำพัง
ฝ่ายทศกัณฐ์เห็นดังนั้นก็แปลงกายเป็นฤาษี สุธรรม์เข้าไปเกลี้ยกล่อมนางสีดาด้วยประการต่างๆ แต่นางสีดาไม่เล่นด้วย ฤาษีจึงกลายเป็นทศกัณฐ์เข้าอุ้มนางสีดา แล้ววางนางลงที่ท้ายรถเหาะขึ้นฟ้ากลับกรุงลงกา

(ห้องที่ 25) ฝ่ายสดายุพญานก ซึ่ง เป็นเพื่อนตายกับท้าวทศรถ เห็นทศกัณฐ์ลักพานางสีดามาจากพระราม จึงออกขวางหน้าไว้ แล้วเกิดการต่อสู้กัน สดายุใช้ปาก เล็บ และ ปีกตีพวกยักษ์ 50 ตนที่มากับทศกัณฐ์ตายหมด แล้วกล่าวเยาะเย้ยทศกัณฐ์ว่ามี 10 หน้า มี 20 มือ มีอาวุธเป็นห่าฝนก็ไม่สามารถทำอะไรตนได้ กลัวแต่พระนารายณ์และธำมรงค์แก้วโมลีของพระอิศวรที่ติดนิ้วนางสีดาเท่านั้น
ทศ กัณฐ์ได้ยินดังนั้นจึงถอดแหวนจากนิ้วนางสีดาขว้างใส่พญานกสดายุ จนทำให้บาดเจ็บสาหัส พญานกสดายุคาบได้แหวนนางสีดา แล้วร่วงหล่นจากท้องฟ้า ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อเสร็จศึกสดายุแล้ว ก็อุ้มนางสีดาเหาะไป แต่ด้วยเดชบุญบารมีที่นางสีดาซึ่งเดิมเป็นลักษมี ชายาของพระนารายณ์จุติมาเกิด จึงทำให้ทศกัณฐ์ร้อนกายสิ้นแรงที่จะเหาะไปลงกา จึงต้องลงมายังพื้นดิน แล้วพานางเดินตัดลัดพงดงดาน ข้ามห้วยเหวธารผ่านไป นางสีดาเห็นพญายูงทอง จึงฝากให้บอกพระรามว่ายักษ์ได้พานางมาทางนี้ ต่อมาได้เห็นฝูงลิง จึงฝากผ้าสไบไว้ถวายพระราม และทูลพระรามด้วยว่ายักษ์ได้พานางมาทางนี้

ฝ่าย ทศกัณฐ์เมื่อพานางสีดามาถึงฝั่งทะเลตรงข้ามเกาะลงกา เห็นว่า ถ้าจะพานางไปในวังที่เมืองลงกา ก็อาจทำให้นางมณโฑขัดใจ จึงตัดสินใจเอานางไปไว้ที่สวนขวัญ
เมื่อถึงสวนขวัญแล้ว ก็สั่งสหัสกุมารผู้เป็นโอรสว่า จงดูแลนางสีดาเป็นอันดี
ทาง ฝ่ายพระรามเมื่อคอนกวางเดินกลับไปที่ศาลาพบแต่เพียงพระลักษณ์ เที่ยวเดินตามหานางสีดาด้วยความเสียใจร้องไห้จนสลบไป กระทั่งพระอินทร์บันดาลฝนให้ตกเป็นละอองมาถูกพระราม พระลักษณ์จนฟื้นแล้วบอกว่า ให้ตามนางสีดาไปทางทิศหรดี พระราม พระลักษณ์ ออกตามหานางสีดา จนมาพบพญานก สดายุปีกหักคาบแหวน
นางสีดา พญานกสดายุถวายแหวนให้พระรามพร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วก็สิ้นใจตาย จึงเดินทางต่อ
ในระหว่างทางได้เข้าไปพักในป่าไทรซึ่งสูงใหญ่มาก เป็นที่ร่ม แล้วได้พบยักษ์ ชื่อ กัมพล ซึ่ง ถูกพระอิศวรสาปให้อยู่ในป่าตัวครึ่งหนึ่งฝังอยู่ในดิน เนื่องจากไปลอบหยอกนางนิลมาลีนางสนมของพระอิศวร และจะพ้นสาปได้ต่อเมื่อพบพระนารายณ์ ยักษ์กัมพลบอกว่าเห็นทศกัณฐ์พานางสีดาไปกรุงลงกาแต่ต้องผ่านเมืองขีดขินซึ่ง พาลีครองเมืองอยู่ก่อนในขั้นต้น
วันรุ่งขึ้น ทศกัณฐ์ก็ดำเนินการตามแผนที่คิดไว้ ทศกัณฐ์และมารีศทรงรถแล้วขับข้ามสมุทรไปจนใกล้อาศรมพระราม ที่แม่น้ำโคทาวารี จึงบอกให้มารีศแปลงเป็นกวางทองไปล่อพระราม นางสีดาเห็นกวางทองสวยงามก็อยากได้จึงให้พระรามไปตามจับกวางทองมาเลี้ยงไว้ ที่ศาลา
พระรามให้นางสีดากลับไปรออยู่ที่อาศรมแล้วตนรีบตามกวางไป เมื่อตามทันก็รู้ว่าเป็นกวางปลอมจึงแผลงศรสังหาร ก่อนตาย มารีศร้องเลียนเสียงพระรามเพื่อล่อพระลักษณ์ให้ออกมาช่วยพระลักษณ์แม้จะรู้ ว่ามิใช่เสียงพระรามแต่ก็ถูกนางสีดาผลักไสให้ออกไปช่วย จำใจต้องทิ้งนาง สีดาไว้ที่อาศรมเพียงลำพัง
ฝ่ายทศกัณฐ์เห็นดังนั้นก็แปลงกายเป็นฤาษี สุธรรม์เข้าไปเกลี้ยกล่อมนางสีดาด้วยประการต่างๆ แต่นางสีดาไม่เล่นด้วย ฤาษีจึงกลายเป็นทศกัณฐ์เข้าอุ้มนางสีดา แล้ววางนางลงที่ท้ายรถเหาะขึ้นฟ้ากลับกรุงลงกา
(ห้องที่ 25) ฝ่ายสดายุพญานก ซึ่ง เป็นเพื่อนตายกับท้าวทศรถ เห็นทศกัณฐ์ลักพานางสีดามาจากพระราม จึงออกขวางหน้าไว้ แล้วเกิดการต่อสู้กัน สดายุใช้ปาก เล็บ และ ปีกตีพวกยักษ์ 50 ตนที่มากับทศกัณฐ์ตายหมด แล้วกล่าวเยาะเย้ยทศกัณฐ์ว่ามี 10 หน้า มี 20 มือ มีอาวุธเป็นห่าฝนก็ไม่สามารถทำอะไรตนได้ กลัวแต่พระนารายณ์และธำมรงค์แก้วโมลีของพระอิศวรที่ติดนิ้วนางสีดาเท่านั้น
ทศ กัณฐ์ได้ยินดังนั้นจึงถอดแหวนจากนิ้วนางสีดาขว้างใส่พญานกสดายุ จนทำให้บาดเจ็บสาหัส พญานกสดายุคาบได้แหวนนางสีดา แล้วร่วงหล่นจากท้องฟ้า ฝ่ายทศกัณฐ์เมื่อเสร็จศึกสดายุแล้ว ก็อุ้มนางสีดาเหาะไป แต่ด้วยเดชบุญบารมีที่นางสีดาซึ่งเดิมเป็นลักษมี ชายาของพระนารายณ์จุติมาเกิด จึงทำให้ทศกัณฐ์ร้อนกายสิ้นแรงที่จะเหาะไปลงกา จึงต้องลงมายังพื้นดิน แล้วพานางเดินตัดลัดพงดงดาน ข้ามห้วยเหวธารผ่านไป นางสีดาเห็นพญายูงทอง จึงฝากให้บอกพระรามว่ายักษ์ได้พานางมาทางนี้ ต่อมาได้เห็นฝูงลิง จึงฝากผ้าสไบไว้ถวายพระราม และทูลพระรามด้วยว่ายักษ์ได้พานางมาทางนี้
ฝ่าย ทศกัณฐ์เมื่อพานางสีดามาถึงฝั่งทะเลตรงข้ามเกาะลงกา เห็นว่า ถ้าจะพานางไปในวังที่เมืองลงกา ก็อาจทำให้นางมณโฑขัดใจ จึงตัดสินใจเอานางไปไว้ที่สวนขวัญ
เมื่อถึงสวนขวัญแล้ว ก็สั่งสหัสกุมารผู้เป็นโอรสว่า จงดูแลนางสีดาเป็นอันดี
ทาง ฝ่ายพระรามเมื่อคอนกวางเดินกลับไปที่ศาลาพบแต่เพียงพระลักษณ์ เที่ยวเดินตามหานางสีดาด้วยความเสียใจร้องไห้จนสลบไป กระทั่งพระอินทร์บันดาลฝนให้ตกเป็นละอองมาถูกพระราม พระลักษณ์จนฟื้นแล้วบอกว่า ให้ตามนางสีดาไปทางทิศหรดี พระราม พระลักษณ์ ออกตามหานางสีดา จนมาพบพญานก สดายุปีกหักคาบแหวน
นางสีดา พญานกสดายุถวายแหวนให้พระรามพร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วก็สิ้นใจตาย จึงเดินทางต่อ
ในระหว่างทางได้เข้าไปพักในป่าไทรซึ่งสูงใหญ่มาก เป็นที่ร่ม แล้วได้พบยักษ์ ชื่อ กัมพล ซึ่ง ถูกพระอิศวรสาปให้อยู่ในป่าตัวครึ่งหนึ่งฝังอยู่ในดิน เนื่องจากไปลอบหยอกนางนิลมาลีนางสนมของพระอิศวร และจะพ้นสาปได้ต่อเมื่อพบพระนารายณ์ ยักษ์กัมพลบอกว่าเห็นทศกัณฐ์พานางสีดาไปกรุงลงกาแต่ต้องผ่านเมืองขีดขินซึ่ง พาลีครองเมืองอยู่ก่อนในขั้นต้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)